เที่ยวให้เต็มอิ่มทั้งประวัติศาสตร์และธรรมชาติในฮาโกดาเตะ! คู่มือท่องเที่ยวสวนโกเรียวคาคุ

เที่ยวให้เต็มอิ่มทั้งประวัติศาสตร์และธรรมชาติในฮาโกดาเตะ! คู่มือท่องเที่ยวสวนโกเรียวคาคุ

Last update :
Written by :  GOOD LUCK TRIP

ถ้าอยากเดินเล่นในฮาโกดาเตะพร้อมชมวิวที่ไม่เหมือนที่ไหน “สวนโกเรียวคาคุ (Goryokaku Park)” คือหนึ่งในจุดที่นึกถึงได้ทันที ด้วยรูปทรงดาวห้าแฉกอันเป็นเอกลักษณ์
หลายคนน่าจะ “เคยรู้จักชื่ออยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่ามีอะไรให้ชมบ้าง”
บทความนี้เลยรวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เพื่อเที่ยวสวนโกเรียวคาคุให้คุ้ม ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ การเดินทาง ไปจนถึงไฮไลต์ต่างๆ

สวนโกเรียวคาคุเป็นสถานที่แบบไหน?

“สวนโกเรียวคาคุ” อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองฮาโกดาเตะ จังหวัดฮอกไกโด เดินทางมาได้สะดวกและแวะได้ง่ายในทริปเดียว
สำหรับคำว่า “ริว” นั้น หมายถึงมุมที่ยื่นออกไปด้านนอกของกำแพงหรือป้อมปราการ เลยเรียกว่า “โกเรียวคาคุ” ในความหมายของป้อมที่มีมุม 5 จุด
ที่นี่เป็นป้อมปราการสไตล์ตะวันตกแห่งแรกของญี่ปุ่น สร้างขึ้นช่วงปลายยุคบาคุมัตสึ (ปลายยุคเอโดะ) ในฐานะที่ทำการของรัฐบาลโชกุนเอโดะ เพื่อบริหารฮอกไกโดและป้องกันจากต่างชาติ และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานพิเศษของประเทศ
นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่เกิด “สงครามฮาโกดาเตะ” ซึ่งเป็นสมรภูมิสุดท้ายของสงครามโบชิน ระหว่าง “กองทัพอดีตรัฐบาลโชกุน” ที่สนับสนุนรัฐบาลโชกุนเอโดะ กับ “กองทัพรัฐบาลใหม่” อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่รองหัวหน้าหน่วยชินเซ็งงุมิ “โทชิโซะ ฮิจิคาตะ” สิ้นชีวิตด้วย
ปัจจุบันเปิดเป็นสวนสาธารณะ มีจุดที่ชวนให้สัมผัสประวัติศาสตร์ของป้อมและเมืองฮาโกดาเตะอยู่ทั่วบริเวณ เช่น ปืนใหญ่ 2 กระบอก และ “สำนักงานผู้ว่าการฮาโกดาเตะ (Hakodate Bugyosho)” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวยุคปลายเอโดะ
ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่ประมาณ 120,000 ตร.ม. ยังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ตามฤดูกาลได้อีกด้วย
ภายในสวนปลูกซากุระโซเมโยชิโนะประมาณ 1,500 ต้น จึงมีชื่อเสียงในฐานะจุดชมซากุระยอดนิยมด้วย

ปืนใหญ่ 2 กระบอกใน “สวนโกเรียวคาคุ” ช่วยให้สัมผัสเรื่องราวของป้อมปราการได้เช่นกัน
ปืนใหญ่ 2 กระบอกใน “สวนโกเรียวคาคุ” ช่วยให้สัมผัสเรื่องราวของป้อมปราการได้เช่นกัน

การเดินทางไปสวนโกเรียวคาคุ

ถ้ามุ่งหน้าไป “สวนโกเรียวคาคุ” สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ “โกเรียวคาคุโคเอ็นมาเอะ” ของรถรางเมืองฮาโกดาเตะ (Hakodate Shiden)
จากสถานี “เจอาร์ ฮาโกดาเตะ” ต่อรถรางเมืองฮาโกดาเตะ ใช้เวลาประมาณ 17 นาที
จาก “โกเรียวคาคุโคเอ็นมาเอะ” เดินประมาณ 10 นาทีถึงสวนโกเรียวคาคุ
อีกทางเลือกคือขึ้น “รถบัสฮาโกดาเตะ” จากสถานี “เจอาร์ ฮาโกดาเตะ” ไปลงป้าย “โกเรียวคาคุโคเอ็นอิริกุจิ” ใช้เวลานั่งบัสประมาณ 17 นาที
จาก “โกเรียวคาคุโคเอ็นอิริกุจิ” เดินประมาณ 5 นาทีถึง “สวนโกเรียวคาคุ”
ถ้าอยากเดินให้น้อยที่สุด แนะนำขึ้น “รถชัตเทิลบัสโกเรียวคาคุทาวเวอร์–ทราพิสชินุ” จากสถานี “เจอาร์ ฮาโกดาเตะ”
ลงที่ “โกเรียวคาคุทาวเวอร์มาเอะ” ใช้เวลานั่งบัสประมาณ 15 นาที และเดินต่อเพียง 1 นาที
ขอให้ระวังด้วย เพราะสถานี “เจอาร์ โกเรียวคาคุ” ที่ชื่อคล้ายกันนั้นเดินไปสวนโกเรียวคาคุต้องใช้เวลาประมาณ 40 นาที

ค่าเข้าชมและเวลาเปิดของสวนโกเรียวคาคุ

“สวนโกเรียวคาคุ” เข้าชมฟรี และเปิดตลอด 24 ชั่วโมง เดินเล่นได้ตามจังหวะของคุณ
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ด้านในคูน้ำมีเวลาที่เปิดให้เข้าตามกำหนด จึงควรตรวจสอบก่อน

ค่าเข้าชม
ฟรี (บางส่วนของสถานที่ภายในมีค่าใช้จ่าย)
เวลาเปิด
ด้านนอกคูน้ำ: เปิดตลอดเวลา
ด้านในคูน้ำ:
5:00–19:00 (เมษายน–ตุลาคม)
5:00–18:00 (พฤศจิกายน–มีนาคม)

【ชมวิวธรรมชาติและเรื่องราวประวัติศาสตร์】5 ไฮไลต์ห้ามพลาดในสวนโกเรียวคาคุ

เสน่ห์ของ “สวนโกเรียวคาคุ” อยู่ที่ทิวทัศน์สวยงามตามฤดูกาล และ “สำนักงานผู้ว่าการฮาโกดาเตะ” ที่พาเราย้อนเข้าไปในหน้าประวัติศาสตร์ของโกเรียวคาคุ
ต่อไปนี้คือรายละเอียดของแต่ละจุดน่าสนใจ

1. จุดชมซากุระชื่อดังที่ซากุระโซเมโยชิโนะกว่า 1,500 ต้นบานสะพรั่ง

“สวนโกเรียวคาคุ” เป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียง เมื่อถึงช่วงพีก ซากุระโซเมโยชิโนะประมาณ 1,500 ต้นจะย้อมทั้งสวนเป็นสีชมพู
จะเดินเล่นชมดอกไม้แบบชิลๆ ก็ได้ หรืออยากเปลี่ยนมุมมองด้วยการนั่งเรือพายเที่ยวในคูน้ำไปพร้อมกับชมซากุระก็ทำได้เช่นกัน
ซากุระยามค่ำที่มีไฟไลต์อัปอย่างสวยละมุนก็พลาดไม่ได้
ช่วงชมซากุระของ “สวนโกเรียวคาคุ” อยู่ราวปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งค่อนข้างช้ากว่าพื้นที่อื่นในญี่ปุ่น
บางปีช่วงโกลเด้นวีคตรงกับช่วงซากุระพอดี จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเที่ยวชมดอกไม้ทุกปี

“สวนโกเรียวคาคุ” ที่ถูกแต่งแต้มด้วยซากุระราว 1,500 ต้น
“สวนโกเรียวคาคุ” ที่ถูกแต่งแต้มด้วยซากุระราว 1,500 ต้น
วิวที่คูน้ำและซากุระเข้ากันอย่างลงตัวก็สวยไม่แพ้กัน
วิวที่คูน้ำและซากุระเข้ากันอย่างลงตัวก็สวยไม่แพ้กัน

2. “สวนโกเรียวคาคุ” กับใบไม้เปลี่ยนสีโทนสุภาพ ชวนมอง

พอเข้าฤดูใบไม้ร่วง ต้นเมเปิลและอาซาเลียจะเริ่มเปลี่ยนสี แต่งแต้ม “สวนโกเรียวคาคุ” เป็นโทนแดงและส้ม
หลายคนอาจนึกถึงสีแดงเข้มหรือเหลืองสดเมื่อพูดถึงใบไม้เปลี่ยนสี แต่ที่ “สวนโกเรียวคาคุ” จะได้เห็นสีสันที่ค่อนข้างนุ่มนวล โทนสุภาพมากกว่า
ภายในสวนมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีหลายมุม ทั้งภาพสะท้อนบนผิวน้ำในคูน้ำ และภาพใบไม้เปลี่ยนสีคู่กับ “โกเรียวคาคุทาวเวอร์” แลนด์มาร์กของฮาโกดาเตะ
ลองเดินเล่นตามหาโลเคชันที่คุณคิดว่าสวยที่สุดกันดู

ชมใบไม้เปลี่ยนสีโทนชิกๆ ที่ให้ความรู้สึกสงบ
ชมใบไม้เปลี่ยนสีโทนชิกๆ ที่ให้ความรู้สึกสงบ
สนุกไปอีกแบบกับการตามหามุมใบไม้เปลี่ยนสีที่ถูกใจ
สนุกไปอีกแบบกับการตามหามุมใบไม้เปลี่ยนสีที่ถูกใจ

3. พื้นที่แฟนตาซีกับหิมะและแสงไฟ “โกเรียวโบชิ โนะ ยูเมะ อิลลูมิเนชัน”

ที่ “สวนโกเรียวคาคุ” จะจัดงาน “โกเรียวโบชิ โนะ ยูเมะ (Hoshi no Yume) อิลลูมิเนชัน” ทุกปี ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป
รอบๆ คูน้ำจะติดตั้งไฟประมาณ 2,000 ดวง ทำให้รูปทรงดาวสว่างเด่นเป็นขอบแสง
หากมองจาก “โกเรียวคาคุทาวเวอร์” ที่อยู่ติดกัน จะเห็นอิลลูมิเนชันรูปดาวลอยเด่นอยู่ในความมืด
อย่าลืมเดินเล่นตามทางเดินสำหรับคนรอบนอกคูน้ำ เพื่อสัมผัสบรรยากาศแสนแฟนตาซีจากหิมะที่ทับถมและแสงไฟไปพร้อมกัน

“สวนโกเรียวคาคุ” ในช่วงจัดงาน “โกเรียวโบชิ โนะ ยูเมะ อิลลูมิเนชัน”
“สวนโกเรียวคาคุ” ในช่วงจัดงาน “โกเรียวโบชิ โนะ ยูเมะ อิลลูมิเนชัน”
เพลิดเพลินกับบรรยากาศแฟนตาซีที่เกิดจากหิมะและแสงไฟ
เพลิดเพลินกับบรรยากาศแฟนตาซีที่เกิดจากหิมะและแสงไฟ

4. “สำนักงานผู้ว่าการฮาโกดาเตะ” ที่อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ของโกเรียวคาคุและฮาโกดาเตะ

“สำนักงานผู้ว่าการฮาโกดาเตะ” ตั้งอยู่ใจกลางโกเรียวคาคุ เดินเข้ามาถึงก็เหมือนได้เจอ “หัวใจ” ของพื้นที่นี้
ใน “สงครามฮาโกดาเตะ” ซึ่งเป็นศึกสุดท้ายของ “สงครามโบชิน” ที่นี่เคยเป็นฐานที่มั่นของ “กองทัพอดีตรัฐบาลโชกุน”
แม้อาคารเดิมถูกรื้อถอนในปี 1871 แต่ได้บูรณะกลับมา 1 ใน 3 ของอาคาร ด้วยตำแหน่งเดียวกัน แบบแปลน วิธีการก่อสร้าง และขนาดเท่ากับในสมัยนั้น
สามารถเข้าชมภายในได้ และจะได้เห็นรายละเอียดของอาคารยุคบาคุมัตสึ (ปลายยุคเอโดะ) ที่ใช้วัสดุหรูหราอย่างที่งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แทบไม่ใช้แล้ว
ยังสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของ “โกเรียวคาคุ” และ “สำนักงานผู้ว่าการฮาโกดาเตะ” ผ่านเอกสารและวิดีโอได้ด้วย
หากคุณชอบประวัติศาสตร์ช่วงปลายเอโดะ นี่คือจุดที่ควรแวะมาให้ได้

“สำนักงานผู้ว่าการฮาโกดาเตะ” ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของโกเรียวคาคุ
“สำนักงานผู้ว่าการฮาโกดาเตะ” ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของโกเรียวคาคุ

5. “โกเรียวคาคุทาวเวอร์” จุดชมวิวที่มองเห็นสวนโกเรียวคาคุได้ทั้งผืน

ถ้าอยากเที่ยว “สวนโกเรียวคาคุ” ให้เต็มอิ่ม ขอแนะนำให้แวะ “โกเรียวคาคุทาวเวอร์” ที่อยู่ติดกันด้วย
จาก “โกเรียวคาคุทาวเวอร์” คุณจะมองเห็นรูปทรงดาวห้าแฉกอันเป็นเอกลักษณ์ของ “สวนโกเรียวคาคุ” ได้แบบพาโนรามาจากความสูง 90 เมตรเหนือพื้นดิน
ความสวยจากมุมสูงต่างจากวิวที่เห็นภายในสวนอย่างสิ้นเชิง ถ้ายังไม่ได้ชมภาพรวมจากบนหอคอย ก็อาจเรียกได้ว่ายังเที่ยวสวนโกเรียวคาคุไม่ครบ
ภายใน “โกเรียวคาคุทาวเวอร์” ยังมีร้านอาหาร เหมาะสำหรับแวะพักเหนื่อยหลังเดินเล่นอีกด้วย

แลนด์มาร์กของฮาโกดาเตะที่มองลงไปเห็นโบราณสถานพิเศษ “ซากโกเรียวคาคุ” ได้เต็มตา
แลนด์มาร์กของฮาโกดาเตะที่มองลงไปเห็นโบราณสถานพิเศษ “ซากโกเรียวคาคุ” ได้เต็มตา

3 แหล่งท่องเที่ยวใกล้สวนโกเรียวคาคุ

เที่ยว “สวนโกเรียวคาคุ” และ “โกเรียวคาคุทาวเวอร์” จนอิ่มแล้ว ถ้ายังมีเวลา อยากชวนคุณไปต่อกับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในฮาโกดาเตะที่จะแนะนำต่อไปนี้ด้วย
แต่ละที่มีวิวสไตล์ฮาโกดาเตะให้ได้เพลิดเพลิน
แถมหลายแห่งขึ้นชื่อเรื่องวิวกลางคืนด้วย ไปช่วงค่ำๆ ก็ได้บรรยากาศดีไม่แพ้กัน

1. คานาโมริ อากะเร็งกะ โซโกะ

คานาโมริ อากะเร็งกะ โซโกะ เป็นแลนด์มาร์กของย่านเบย์แอเรียฮาโกดาเตะ ประกอบด้วยโกดัง 4 หลัง
พื้นที่โกดังอิฐแดงที่เรียงรายให้อารมณ์โรแมนติกและเต็มไปด้วยเสน่ห์ จึงไม่น่าแปลกใจที่เป็นที่นิยมทั้งในหมู่คนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และคู่รัก
โกดังทั้ง 4 หลังมีชื่อว่า “BAY ฮาโกดาเตะ”, “คานาโมริ โยโมโนะคัง”, “ฮาโกดาเตะ ฮิสทอรี พลาซา” และ “คานาโมริ ฮอลล์” ซึ่งแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

คอมเพล็กซ์สไตล์นอสทัลจิกที่โกดังอิฐแดงตั้งเรียงรายอย่างสวยงาม
คอมเพล็กซ์สไตล์นอสทัลจิกที่โกดังอิฐแดงตั้งเรียงรายอย่างสวยงาม

2. ฮาจิมันซากะ

“ฮาจิมันซากะ” ได้ชื่อนี้มาจากในอดีต เมื่อเดินขึ้นเนินไปจนสุดจะพบศาลเจ้าฮาโกดาเตะ ฮาจิมังกู
ถนนหินที่ทอดตรงไปสู่ทะเลดูสวยมาก สองข้างทางมีต้นไม้ริมถนนที่ได้รับการดูแลอย่างดี และยังสามารถมองเห็นทั้งอ่าวฮาโกดาเตะและเรือพิพิธภัณฑ์ “เซคัง เร็นราคุเซ็น คิเน็นคัง มาชูมารุ” ที่จอดจัดแสดงอยู่ในฉากเดียวกันได้

หนึ่งในจุดชมวิวชั้นนำของฮาโกดาเตะ ไม่แพ้วิวกลางคืนจากภูเขาฮาโกดาเตะ
หนึ่งในจุดชมวิวชั้นนำของฮาโกดาเตะ ไม่แพ้วิวกลางคืนจากภูเขาฮาโกดาเตะ

3. กระเช้าลอยฟ้าภูเขาฮาโกดาเตะ

“กระเช้าลอยฟ้าภูเขาฮาโกดาเตะ” เลือกใช้กอนโดลาขนาดใหญ่ที่รองรับผู้โดยสารได้ 125 คน ซึ่งสร้างขึ้นโดยรวมเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ
เชื่อมระหว่างเชิงเขากับยอดเขาฮาโกดาเตะ ด้วยความเร็ว 7 เมตรต่อวินาที ไปถึงยอดเขาได้ในประมาณ 3 นาที
กอนโดลาปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 5 จากเดิมรุ่นแรกนั่งได้เพียง 30 คน ก่อนจะพัฒนาตามยุคสมัยจนรองรับผู้โดยสารจำนวนมากได้เช่นทุกวันนี้

พาโนรามาฮาโกดาเตะที่กว้างไกลใต้กอนโดลาขนาดใหญ่ 125 ที่นั่ง
พาโนรามาฮาโกดาเตะที่กว้างไกลใต้กอนโดลาขนาดใหญ่ 125 ที่นั่ง

3 ร้านอาหารยอดนิยมใกล้สวนโกเรียวคาคุ

ขอคัดเลือกร้านอาหารยอดนิยมใกล้สวนโกเรียวคาคุมาฝาก บรรยากาศโดยรวมสงบสบาย และได้ลิ้มรสวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างอาหารทะเล
วิวก็ดี เหมาะสำหรับใช้เวลาพิเศษระหว่างทริป
เลือกร้านไหนก็ไม่น่าผิดหวัง ลองใช้เป็นแนวทางแล้วแวะไปร้านที่ถูกใจกันได้เลย

1. ชิกิไคเซ็น ชุนกะ

ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการบนชั้น 2 ของโกเรียวคาคุทาวเวอร์ หนึ่งในแลนด์มาร์กของฮาโกดาเตะ
เป็นร้านยอดนิยมที่คนท้องถิ่นก็ชื่นชอบ โดยสามารถลิ้มรสอาหารทะเลที่ขึ้นจากท่าเรือฮาโกดาเตะซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นท่าเรือคุณภาพดีได้
อีกหนึ่งความสนุกคือเมนูในหมวด “เมนูแนะนำ” จะเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่จัดหาได้ในวันนั้น
ไม่เพียงอาหารทะเล วัตถุดิบอื่นๆ ก็ใช้ของท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ทำให้ได้สัมผัสรสชาติประจำฤดูกาลของฮาโกดาเตะอย่างแท้จริง

ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ได้อิ่มอร่อยกับวัตถุดิบตามฤดูกาล เช่น ปลาสดจากตลาดปลาฮาโกดาเตะ
ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ได้อิ่มอร่อยกับวัตถุดิบตามฤดูกาล เช่น ปลาสดจากตลาดปลาฮาโกดาเตะ

2. ร้านอาหารจุดชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะ เจโนวา

ภูเขาฮาโกดาเตะมีชื่อเสียงจากวิวที่เกิดจากภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งถูกทะเลขนาบสองด้าน และอากาศใสเย็นของแดนเหนือที่ทำให้วิวกลางคืนส่องประกายงดงาม
ร้านอาหารที่อยู่ใต้จุดชมวิวบนยอดเขาเล็กน้อยนี้ ให้คุณนั่งรับประทานอาหารอย่างสบายๆ พร้อมชมวิวผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เปิดมุมมองกว้างสุดสายตา

ร้านอาหารวิวพาโนรามาที่เพลิดเพลินทั้งทัศนียภาพสุดงามจากยอดเขาฮาโกดาเตะและอาหารจากวัตถุดิบฮอกไกโด
ร้านอาหารวิวพาโนรามาที่เพลิดเพลินทั้งทัศนียภาพสุดงามจากยอดเขาฮาโกดาเตะและอาหารจากวัตถุดิบฮอกไกโด

3. ซาโบ ฮิชิอิ

“ซาโบ ฮิชิอิ” ใช้อาคารโกดังดินที่สร้างและปรับปรุงขึ้นในปีเมจิ 38 (1905) เดิมเป็นโรงรับจำนำ โดยคงสภาพอาคารไว้ตามเดิม
ผ่านเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ของฮาโกดาเตะในปีโชวะ 9 (1934) มาได้อย่างหวุดหวิด และยังคงมีผนังภายนอกปูนปลาสเตอร์สีดำที่เป็นเอกลักษณ์หลงเหลืออยู่
ที่นี่เป็นสถานที่ที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับเซ็ตสึโกะ ภรรยาของทาคุบกุ อิชิคาวะ และยังเป็นที่รักของกวี นักแต่งเพลง และนักเขียนมากมาย ให้คุณใช้เวลาอย่างสงบพร้อมปล่อยใจไปกับเรื่องราวในอดีต

ร้านในโกดังดินที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่ที่เหล่าศิลปินรักใคร่ ให้ได้ดื่มด่ำบรรยากาศเรโทรทั้งสไตล์ญี่ปุ่นและตะวันตก
ร้านในโกดังดินที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่ที่เหล่าศิลปินรักใคร่ ให้ได้ดื่มด่ำบรรยากาศเรโทรทั้งสไตล์ญี่ปุ่นและตะวันตก

รีวิวสวนโกเรียวคาคุ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสวนโกเรียวคาคุ

Q

ช่วงพีกของซากุระที่ “สวนโกเรียวคาคุ” คือเมื่อไหร่?

A

ประมาณปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม

Q

ช่วงพีกของใบไม้เปลี่ยนสีที่ “สวนโกเรียวคาคุ” คือเมื่อไหร่?

A

ประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

Q

งานอิลลูมิเนชันของ “สวนโกเรียวคาคุ” จัดเมื่อไหร่?

A

จัดทุกปีตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป

บทสรุป

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลพื้นฐานที่ควรรู้เพื่อเที่ยว “สวนโกเรียวคาคุ” ให้เต็มอิ่ม ทั้งประวัติศาสตร์ ไฮไลต์ และการเดินทาง เป็นอย่างไรกันบ้าง?
ถ้ามีแผนไปฮาโกดาเตะช่วงซากุระบาน บอกได้เลยว่าถ้าไม่ได้แวะเที่ยว “สวนโกเรียวคาคุ” ก็น่าเสียดายมาก
ส่วนฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวก็มีทิวทัศน์สวยงามให้ชมเช่นกัน เลยเป็นที่ที่ไปซ้ำสัก 2–3 ครั้งก็ยังสนุก
ถ้าไปฮาโกดาเตะ อย่าลืมแวะ “สวนโกเรียวคาคุ” เพื่อเก็บทั้งธรรมชาติและประวัติศาสตร์ให้เต็มอิ่ม

สวนโกเรียวคาคุเป็นแค่หนึ่งในหมุดหมายของฮาโกดาเตะเท่านั้น เมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมาก ลองอ่านบทความด้านล่างที่รวบรวมข้อมูลท่องเที่ยวฮาโกดาเตะไว้อย่างครบถ้วนได้เลย