
【คู่มือเที่ยวกิอง】ย่านคึกคักชื่อดังของเกียวโตที่สัมผัสได้ถึงสุนทรียะแบบญี่ปุ่นและวัฒนธรรมดั้งเดิม
แค่ก้าวเข้าไปใน “กิอง (Gion)” ก็จะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศเก่าแก่ที่ยังคงอยู่ในทุกมุม
ทิวทัศน์ของเกียวโตที่เต็มไปด้วยความคลาสสิกทำให้ที่นี่ชวนให้นึกเหมือนย้อนเวลากลับไปในอดีต
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักไฮไลต์ของ “กิอง” ผ่านประวัติศาสตร์ เสน่ห์ และวิธีเที่ยวให้สนุก
พร้อมแนะนำจุดท่องเที่ยวยอดนิยม แหล่งช้อปปิ้ง และที่พักแนะนำไปด้วยกัน
หากคุณกำลังจะมาเยือน “กิอง” เป็นครั้งแรก หรือมีแผนเที่ยวเกียวโต บทความนี้น่าจะช่วยได้มาก อย่าพลาดอ่านจนจบนะ
กิองเป็นสถานที่แบบไหน?
ถ้าอยากสัมผัสทิวทัศน์แบบเมืองเก่าของเกียวโตอย่างใกล้ชิด “กิอง” คือย่านที่ชวนให้เดินเล่นได้เพลินมาก
ประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างน้อย 1,200 ปีในฐานะเมืองหลวง สะท้อนอยู่ทั่วทุกมุมของพื้นที่นี้
ที่นี่มีทั้งเสน่ห์ของถนนหนทางเก่าแก่ และช่วงเวลาที่ได้ลิ้มรสอาหารพร้อมเพลิดเพลินกับศิลปะและการละเล่นแบบดั้งเดิมอยู่ในย่านเดียวกัน
แม้ “กิอง” จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ประวัติหรือขอบเขตพื้นที่ของกิองอย่างละเอียด
จากนี้ไปเราจะพาคุณไปรู้จักประวัติของ “กิอง” และอธิบายอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ใดบ้างที่เรียกว่า “กิอง”

ประวัติของกิอง
ชื่อ “กิอง” มีที่มาจากศาลเจ้ายาซากะ
ในช่วงก่อตั้ง ศาลเจ้ายาซากะเคยถูกเรียกว่า “กิองฉะ” โดยอ้างอิงถึง “กิองโชจา” สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม และเคยมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่รวมถึงพื้นที่ปัจจุบันด้วย
ด้วยเหตุนี้ ย่านโดยรอบจึงถูกเรียกว่า “กิอง” และค่อย ๆ กลายเป็นชื่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
กิองฉะซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 656 เป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐานเทพโกสุเท็นโน และได้รับความศรัทธาในฐานะเทพแห่งการปัดเป่าโรคระบาดและสิ่งไม่ดี
เมื่อวัดเคนนินจิถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1202 พื้นที่ส่วนใหญ่ของ “กิอง” ก็ถูกรวมเข้าเป็นเขตวัด แต่ภายใต้นโยบายแยกศาสนาพุทธและชินโตในสมัยปฏิรูปเมจิ “กิองฉะ” จึงเปลี่ยนชื่อเป็นศาลเจ้ายาซากะในปัจจุบัน
หากได้ชมอาคารศาลเจ้าซึ่งเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญ ก็น่าจะสังเกตเห็นร่องรอยของยุคที่ชินโตและพุทธยังผสมผสานกันอยู่
ว่ากันว่าทิวทัศน์ของ “กิอง” ที่เห็นในปัจจุบันเริ่มก่อตัวขึ้นหลังยุคเอโดะ ระหว่างปี ค.ศ. 1603–1868
พื้นที่ซึ่งเกิดจากงานก่อสร้างเขื่อนริมแม่น้ำคาโมงาวะ ได้พัฒนาเป็นย่านฮานามาจิ และมีร้านน้ำชาจำนวนมากเปิดเรียงรายจนรุ่งเรืองขึ้น
ต่อมาในช่วงปลายยุคเมจิ ระหว่างปี ค.ศ. 1868–1912 ถนนสายหลักก็ได้รับการขยายให้เป็นถนนใหญ่

กิองอยู่ตรงไหนถึงตรงไหน?
สำหรับคนที่สงสัยว่า “กิอง” หมายถึงบริเวณไหนกันแน่ โดยทั่วไปแล้วจะใช้เรียกย่านบันเทิงในเขตฮิกาชิยามะของเมืองเกียวโต
พื้นที่นี้มักหมายถึงบริเวณรอบถนนชิโจและแม่น้ำคาโมงาวะ โดยมีขอบเขตด้านตะวันออกถึงถนนฮิงาชิโอจิ ด้านตะวันตกถึงถนนยามาโตะโอจิ ด้านเหนือถึงถนนชินบาชิ และด้านใต้ถึงแนวเขตวัดเคนนินจิ
ถนนชินบาชิซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของย่านนี้ ได้รับการอนุรักษ์ในฐานะเขตอนุรักษ์กลุ่มอาคารดั้งเดิมสำคัญของชาติ จึงยังคงบรรยากาศแบบเมืองเก่าเกียวโตไว้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษ

การเดินทางไปกิอง
ถ้าจะเดินทางไป “กิอง (สถานีกิองชิโจ)” จาก “สถานีเกียวโต” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางของเมือง มีหลายวิธีให้เลือกตามความสะดวก
วิธีที่ไม่ต้องต่อรถและประหยัดที่สุดคือรถบัสเมือง แต่ในวันเสาร์ อาทิตย์ วันหยุด และช่วงฤดูท่องเที่ยว มักมีคนต่อแถวหน้าป้ายยาวมาก
จึงอาจขึ้นรถไม่ได้ทันที หรือเจอรถติดระหว่างทางจนล่าช้าได้ ควรเผื่อเวลาไว้
หากไม่อยากเสียเวลารอ แนะนำให้เลือกเดินทางด้วยรถไฟหรือแท็กซี่แทน ประมาณ 1,500 เยน / ประมาณ 10 นาที
การเดินทางด้วยรถบัสเมือง
- เส้นทาง
-
1. จาก “สถานีเกียวโต” เดินไปยังป้ายรถบัส “เกียวโตเอกิมาเอะ (ชานชาลา D2)”
2. จาก “เกียวโตเอกิมาเอะ (ชานชาลา D2)” ขึ้นรถบัสเมืองเกียวโตสาย 86 หรือ 206 แล้วลงที่ “กิอง” - ระยะเวลา
- ประมาณ 20 นาที
การเดินทางด้วยรถไฟ
- เส้นทาง
- 1. จาก “สถานีเจอาร์เกียวโต” ขึ้นรถไฟสายเจอาร์นาระ มุ่งหน้าไปนาระ แล้วลงที่ “สถานีเจอาร์โทฟุกุจิ” 2. จาก “สถานีเจอาร์โทฟุกุจิ” เปลี่ยนไปขึ้นสายเคฮังเมน มุ่งหน้าเดมาจิยานางิ แล้วลงที่ “สถานีกิองชิโจ”
- ระยะเวลา
- ประมาณ 20 นาที
3 วิธีเที่ยวกิองให้เต็มอิ่มกับเสน่ห์ของย่านนี้
สิ่งที่ทำให้ “กิอง” น่าประทับใจ คือทิวทัศน์ของเมืองที่กลมกลืนไปด้วยสุนทรียะและประเพณีของญี่ปุ่น
แม้จะมีจุดท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรมชื่อดังมากมาย แต่คุณค่าที่แท้จริงยังอยู่ที่ทั้งย่านซึ่งสืบทอดประวัติศาสตร์ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้
เมื่อมาเยือน “กิอง” แล้ว ลองเปิดเวลาให้กับวิธีเที่ยวที่สัมผัสได้เฉพาะที่นี่ตามที่จะแนะนำต่อไปนี้
1. ชมไมโกะเดินผ่านท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงาม
“กิอง” เป็นย่านที่มีเสน่ห์ ซึ่งผสานความดั้งเดิมและความมีชีวิตชีวาสมัยใหม่ไว้ได้อย่างลงตัว แม้ในบรรดาย่านเมืองเก่าของเกียวโตก็ตาม
โดยเฉพาะอาคารไม้สไตล์ร้านน้ำชาที่โดดเด่น ทำให้ทั้งย่านเต็มไปด้วยทิวทัศน์งดงามและบรรยากาศชวนหลงใหล
ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เหมือนภาพถ่ายที่ตัดออกมาอย่างประณีต ช่วยให้จิตใจสงบลงอย่างเป็นธรรมชาติ
อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ “กิอง” คือการได้เห็นไมโกะเดินอยู่ตามถนนเหล่านี้
ทั้งเสียงฝีเท้าอันน่ารักและเสียงเครื่องดนตรีจังหวะที่ลอยมาจากด้านในอาคาร ล้วนทำให้รู้สึกถึงความงามแบบญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน
“ฮานามิโคจิ” เป็นจุดยอดนิยมของกิองที่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ
โดยเฉพาะบริเวณที่ยังคงอนุรักษ์ทิวทัศน์เมืองเก่าแบบเกียวโตเอาไว้ การได้เดินเล่นบนถนนที่มีร้านค้าต่าง ๆ เรียงรายก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
นอกจากนี้ยังแนะนำ “ถนนนิเนซากะ–ซันเนซากะ” ที่เต็มไปด้วยของฝากและร้านคาเฟ่ รวมถึง “มิยากาวะโจ” ที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะกับการเที่ยวแบบสบาย ๆ

2. ลองสัมผัสประสบการณ์โอซาชิกิอาโซบิ
สำหรับคนที่สนใจวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น “โอซาชิกิอาโซบิ” เป็นรูปแบบการสังสรรค์ที่จัดขึ้นในร้านอาหารชั้นสูงหรือร้านน้ำชา โดยผู้ร่วมงานจะได้สนุกกับการพูดคุยและใช้เวลาร่วมกับเกอิชาและไมโกะ
หน้าที่ของเกอิชาและไมโกะคือช่วยสร้างสีสันให้กับงานเลี้ยง จึงมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งสนทนา รินสาเก ถ่ายรูป หรือแสดงรำ
ในบรรดากิจกรรมทั้งหมด เกมที่เล่นร่วมกับไมโกะถือเป็นเสน่ห์สำคัญของ “โอซาชิกิอาโซบิ”
บางคนอาจนึกภาพไม่ออกว่าทำไมถึงสนุก แต่พอลองแล้วมักจะรู้สึกคึกคักและเพลิดเพลินกว่าที่คิด
อีกทั้ง “โอซาชิกิอาโซบิ” ยังมีวัฒนธรรมแบบ “ไม่รับแขกหน้าใหม่หากไม่มีคนแนะนำ” จึงเคยเป็นประสบการณ์ที่มีเพียงบางคนเท่านั้นจะได้สัมผัส
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีทั้งแพ็กเกจท่องเที่ยวที่รวมกิจกรรมนี้ไว้ และร้านที่เปิดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น จึงเที่ยวได้อย่างสบายใจ
รูปแบบการเล่นโอซาชิกิอาโซบิที่พบได้บ่อย
“โอซาชิกิอาโซบิ” มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่เล่นกัน 1–2 คน ไปจนถึง 5–10 คน
ที่นี่จะขอแนะนำเกมตัวแทนที่นิยมเล่นกันใน “กิอง”
แม้จะยังไม่เข้าใจกติกาทั้งหมด ไมโกะก็จะช่วยนำเกมให้ จึงไม่ต้องกังวล
- โทระโทระ
-
กติกาเหมือนเป่ายิ้งฉุบ
ผู้เล่น 2 คนจะหลบอยู่หลังฉากกั้นหรือจุดที่มองไม่เห็น เต้นไปตามเพลงและเสียงชามิเซ็งอย่างสนุกสนาน ก่อนออกท่าทางในตอนท้ายเพื่อตัดสินแพ้ชนะ - คมปิระฟุเนะฟุเนะ
-
เกมใช้มือตามจังหวะเพลงพื้นบ้านคมปิระฟุเนะฟุเนะ
ผู้เล่นจะนั่งหันหน้าหากันโดยมีแท่นอยู่ตรงกลาง และวางภาชนะทรงคล้ายถ้วยสาเกบนแท่น
จะหยิบภาชนะออกหรือปล่อยไว้ก็ได้ หากมีภาชนะอยู่ต้องใช้มือแบะ แต่ถ้าไม่มีต้องใช้มือกำ แล้วตบลงบนแท่น
ใครทำมือผิดก่อนถือว่าแพ้ - โอมาวาริซัง
-
เกมที่ตีกลอง 2 ครั้งตามจังหวะคำร้อง “โอมาวาริซัง” แล้วเล่นเป่ายิ้งฉุบ
คนแพ้ต้องหมุน ส่วนคนชนะตีกลอง ทำต่อไปเรื่อย ๆ และหากแพ้ครบ 3 ครั้งต้องดื่มสาเก - ยาคิวเค็ง
-
เกมเป่ายิ้งฉุบตามเพลงและท่าเต้น “ถ้าจะเล่นเบสบอล...”
คนแพ้ต้องดื่มสาเก 1 แก้ว - โทเซ็งเคียว
-
เกมขว้างพัด โดยวางเป้ารูปใบแปะก๊วยบนแท่น แล้วขว้างพัดที่กางออกจากระยะห่างหลายเมตร
ตัดสินคะแนนจากลักษณะการล้มของเป้าและการกางของพัด เพื่อหาผู้ชนะ
พื้นที่ที่สามารถสัมผัสโอซาชิกิอาโซบิได้
สำหรับคำเรียกของพื้นที่ลักษณะนี้ บริเวณที่มีร้านอาหารชั้นสูงและร้านน้ำชาเรียงรายกัน จะเรียกว่า “คางาอิ” หรือ “ฮานามาจิ”
“ฮานามาจิ” มีอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ คามิชิจิเค็ง, กิองโคบุ, กิองฮิกาชิ, ปอนโตโจ และมิยากาวะโจ ซึ่งรวมเรียกว่า “ห้าฮานามาจิ”
หากไปยังย่านใดย่านหนึ่งในนี้ ก็มีโอกาสได้พบเกอิชาหรือไมโกะและสัมผัส “โอซาชิกิอาโซบิ”
แต่ละย่านมีเอกลักษณ์ต่างกัน จึงเลือกตามสไตล์ที่ชอบได้เลย

กฎและมารยาทที่ควรรู้เมื่อร่วมโอซาชิกิอาโซบิ
เมื่อร่วม “โอซาชิกิอาโซบิ” อย่าลืมปฏิบัติตามกฎและมารยาทอย่างเคร่งครัด
วัฒนธรรม “ไม่รับแขกหน้าใหม่” นั้นมีความหมายรวมถึงการป้องกันผู้ที่อาจสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นด้วย
นักเดินทางหรือผู้มาเยือนญี่ปุ่นที่เพิ่งลองสัมผัสเป็นครั้งแรก อาจเผลอตื่นเต้นเกินไปได้ จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
ด้านล่างนี้คือมารยาทสำคัญที่ควรรู้ ลองใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงก่อนเข้าร่วม
- วางตัวให้สุภาพและให้เกียรติอยู่เสมอ (ห้ามสัมผัสกิโมโนหรือร่างกาย)
- ไม่ควรชวนเกอิชาหรือไมโกะรับประทานอาหาร ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ก็ควรพอดี
- แต่งกายแบบออฟฟิศแคชชวลจะเหมาะที่สุด (ควรหลีกเลี่ยงเสื้อยืด เดนิม และรองเท้าแตะ)
- เวลาเรียกเกอิชาหรือไมโกะ ควรใช้ชื่อที่ใช้ในวงการ หรือเรียกว่า “พี่สาว”
- เรื่องสินน้ำใจหรือทิป อาจมอบได้ตามความเหมาะสม ※ ไม่ใช่ข้อบังคับ

3. เดินเล่นในกิองยามค่ำคืนอันแสนชวนฝัน
อีกกิจกรรมที่อยากแนะนำคือการเดินเล่นใน “กิอง” ยามค่ำคืน เพราะบรรยากาศจะเปลี่ยนไปจากตอนกลางวันอย่างชัดเจน
แสงจากโคมไฟสะท้อนบนถนนหิน กลายเป็นแสงประดับชวนฝันที่แต่งแต้มทั้งย่านให้สวยงาม
เพียงมองดูก็ให้ความรู้สึกราวกับย้อนเวลา จนเผลอถูกดึงดูดเข้าสู่โลกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาตามตรอกซอกซอยก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมบรรยากาศให้มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น
เสียงลำธารและสายลมอ่อน ๆ ที่อาจไม่ทันสังเกตในตอนกลางวัน ก็กลายเป็นเสียงประกอบชั้นดีในยามค่ำคืน
โดยเฉพาะ “ถนนฮานามิโคจิ” “ถนนชินบาชิ” และ “ถนนชิราคาวะมินามิ” ที่มีบรรยากาศสงบและมีร้านน่าสนใจอยู่มากมาย
นอกจากนี้ การแวะสักการะศาลเจ้าและวัดอย่าง “ศาลเจ้ายาซากะ” หรือ “ศาลเจ้านิชิกิเท็มมังกู” และเดินชมบริเวณวัดยามค่ำคืนก็น่าสนใจไม่แพ้กัน


มารยาทที่ต้องปฏิบัติเมื่อเที่ยวกิอง
แม้ “กิอง” จะเป็นจุดหมายยอดนิยมของทั้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและต่างชาติ แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็มีปัญหาจากการไม่รักษามารยาทเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะที่ “โคโซเดะโคจิ” ซึ่งเป็นตรอกที่แยกจากฮานามิโคจิ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง มีทั้งปัญหาทิ้งขยะและการรบกวนจนไมโกะออกจากร้านน้ำชาไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านอดทนมาถึงขีดจำกัด
สุดท้ายจึงต้องติดป้ายห้ามเดินทะลุผ่านที่โคโซเดะโคจิ และผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับ 10,000 เยน
หากมาตรการนี้ได้ผล ก็อาจมีการขยายไปยังถนนส่วนบุคคลอื่น ๆ ด้วย
การรักษามารยาทเป็นสิ่งสำคัญมาก หากอยากช่วยกันปกป้องทิวทัศน์อันงดงามของ “กิอง”
เพื่อให้ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวใช้เวลาในย่านนี้ได้อย่างสบายใจ เราจะอธิบายข้อควรระวังในการเที่ยวกิองต่อไปนี้
ห้ามเข้าและห้ามเดินลัดผ่านถนนส่วนบุคคล
ใน “กิอง” มีทั้งถนนสาธารณะและถนนส่วนบุคคลปะปนกันอยู่ และบางแห่งก็มีบ้านพักอาศัยอยู่ด้วย
เช่น ตรอกที่อยู่ถัดจากโคโซเดะโคจิ หากออกจากถนนหลักเพียงเล็กน้อยก็อาจเข้าสู่ถนนส่วนบุคคลได้ทันที
ที่ผ่านมา คนในพื้นที่เคยอนุญาตให้เดินผ่านได้ด้วยความมีน้ำใจ แต่เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาก จึงต้องเปลี่ยนเป็นห้ามโดยหลักการ
ถนนส่วนบุคคลจะมีป้ายห้ามถ่ายภาพและห้ามผ่านติดไว้ โปรดปฏิบัติตามและเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย

ห้ามถ่ายภาพบนถนนส่วนบุคคลและห้ามถ่ายภาพเกอิชา
ในพื้นที่กิอง มีการเพิ่มขึ้นของพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ดักรอหรือวิ่งตามเกอิชาเพื่อถ่ายภาพ จึงมีการระบุข้อห้ามถ่ายภาพไว้อย่างชัดเจน
และอย่างที่กล่าวไปแล้ว การถ่ายภาพบนถนนส่วนบุคคลซึ่งกระทบต่อความเป็นส่วนตัวก็ห้ามเช่นกัน
แน่นอนว่า การเข้าไปพูดคุยกับเกอิชาหรือไมโกะโดยไม่เหมาะสม รวมถึงการสัมผัสกิโมโนหรือเครื่องประดับโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
แม้จะบังเอิญเดินสวนกัน การเก็บไว้เป็นความทรงจำในใจก็ถือเป็นมารยาทที่งดงาม
หากอยากถ่ายภาพจริง ๆ แนะนำให้เข้าร่วมประสบการณ์ “โอซาชิกิอาโซบิ” แทน

ห้ามรับประทานอาหาร สูบบุหรี่ และทิ้งขยะ
แม้จะไม่ใช่ข้อห้ามเฉพาะของ “กิอง” แต่ก็ยังน่าเสียดายที่มีคนจำนวนหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ ยังห้ามพิงรั้วหรือเดินกินพื้นที่กว้างเป็นแถวอีกด้วย
บริเวณทางเข้าย่านจะมีป้ายภาพประกอบที่เข้าใจง่าย ทั้งสำหรับเด็กและชาวต่างชาติที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ จึงอยากให้ลองสังเกตก่อนเริ่มเที่ยว
เพื่อช่วยกันรักษาวัฒนธรรมกิองที่มีเอกลักษณ์และน่าหลงใหล ขอให้ทุกคนใส่ใจเรื่องมารยาทกันอย่างจริงจัง

7 จุดท่องเที่ยวห้ามพลาดในกิอง
ถ้ามา “กิอง” แล้ว มีอยู่ 7 จุดที่อยากชวนให้ลองแวะไปเยือน
ทุกแห่งล้วนเป็นสถานที่น่าสนใจที่ถ่ายทอดบรรยากาศและประเพณีแบบเกียวโต และยังเป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ทั้งย่านด้วย
ไม่ว่าจะเป็นวิวสวย ๆ หรืออาคารเก่าแก่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญและมรดกโลก ล้วนไม่ควรพลาด
เชื่อว่าจะทำให้คุณรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามาถึงกิองและเกียวโตแล้วจริง ๆ และคิดว่าคุ้มค่าที่ได้มาเยือนแน่นอน
1. ศาลเจ้ายาซากะ
เทพเจ้าที่ประดิษฐานคือ ซูซาโนะโอะโนะมิโคโตะ, คุชินาดะฮิเมะโนะมิโคโตะ และยะฮาชิระโนะมิโคะกามิ อีกทั้งยังเป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้ายาซากะและศาลเจ้าที่เกี่ยวข้องกับซูซาโนะโอะซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมประมาณ 2,300 แห่ง
ประตูนิชิโรมนที่ตั้งอยู่ปลายด้านตะวันออกของถนนชิโจ หนึ่งในถนนสายสำคัญของเมืองเกียวโต เป็นอาคารที่สื่อถึงทิวทัศน์ของย่านฮิงาชิยามะได้อย่างชัดเจน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติ ด้วยสีแดงชาดอันงดงามที่สะดุดตาแม้มองจากไกล จึงเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม

2. วัดยาซากะโคชินโด
วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านฮิงาชิยามะ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่สุดแห่งหนึ่งของเกียวโต และยังมีวัดคิโยมิสึเดระกับศาลเจ้ายาซากะอยู่ใกล้เคียง
สิ่งที่สะดุดตาในบริเวณวัดคือ “คุคุริซารุ” เครื่องรางผ้าสีสันสดใสที่กลายเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียช่วงหลัง โดยเป็นเครื่องรางรูป猿ที่ถูกมัดแขนขาจนขยับไม่ได้ สื่อถึงการควบคุมจิตใจที่มักวอกแวกไม่หยุดเหมือนลิง
เชื่อกันว่าหากตั้งจิตอธิษฐานกับคุคุริซารุและยอมอดกลั้นความอยากสักหนึ่งอย่าง คำอธิษฐานจะเป็นจริง
คุคุริซารุแต่ละชิ้นทำด้วยมือ คุณสามารถเขียนคำอธิษฐาน วันที่ และชื่อของตนเอง แล้วผูกฝากไว้ก่อนกลับได้

3. วัดโคไดจิ
วัดเซนสังกัดนิกายรินไซ สายเคนนินจิ ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาฮิงาชิยามะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของวัดโฮคันจิที่มีชื่อเสียงจากเจดีย์ยาซากะ
ภายใต้คำสั่งของโทกุงาวะ อิเอยาสุ มีการย้ายวัดที่เคยอยู่ในพื้นที่นี้และพัฒนาพื้นที่ขึ้นใหม่ จนเกิดเป็นวัดที่ว่ากันว่าโอ่อ่าสง่างามอย่างยิ่ง
ต่อมามีไฟไหม้หลายครั้งทำให้อาคารจำนวนมากสูญหายไป แต่ปัจจุบันยังคงเหลืออาคารสำคัญหลายแห่ง เช่น ไคซันโด เรโยะ โอโมเตะมง คังเก็ตสึได และเรือนชาชื่อคาสะเทกับชิกุเระเท ที่ยังสะท้อนความงดงามแบบยุคอาซึจิโมโมยามะ
ทั้งหมดนี้เป็นอาคารดั้งเดิมตั้งแต่สมัยก่อตั้ง และเป็นมรดกอันล้ำค่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติ

4. ถนนฮานามิโคจิ
ถนนฮานามิโคจิเป็นถนนสายหลักที่พาดผ่านกิองจากเหนือจรดใต้ ตั้งแต่ซันโจไปจนถึงวัดเคนนินจิ
แม้ชื่อจะมีคำว่า “โคจิ” ที่หมายถึงตรอก แต่จริง ๆ แล้วเป็นถนนค่อนข้างกว้าง มีร้านค้าต่าง ๆ เรียงรายและคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะย่านด้านใต้ของถนนชิโจที่ยังคงบรรยากาศแบบย่านร้านน้ำชาโบราณไว้ได้อย่างดี
“อิจิริกิเตอิ” ที่มุมถนนชิโจกับฮานามิโคจิ เป็นร้านน้ำชาชั้นสูงที่มีชื่อเสียงและเคยปรากฏในละครคาบูกิเรื่อง “คานาเดฮง จูชิงกุระ” อีกทั้งยังเคยต้อนรับบุคคลสำคัญมากมาย
จากบริเวณนี้ไปจนถึงวัดเคนนินจิ มีทั้งร้านน้ำชา ร้านอาหารชั้นสูง คาเฟ่ และร้านอาหารเรียงราย ส่วนถัดไปยังเป็นที่ตั้งของโรงละครกิองโคบุคะบุเร็นโจ ซึ่งใช้จัดการแสดง “มิยาโกะ โอโดริ” ด้วย

5. วัดเคนนินจิ
วัดเซนที่เก่าแก่ที่สุดในเกียวโต และเป็นวัดใหญ่ประจำนิกายรินไซ สายเคนนินจิ
ก่อตั้งขึ้นในปีเคนนินที่ 2 หรือ ค.ศ. 1202 โดยมินาโมโตะ โนะ โยริอิเอะ โชกุนรุ่นที่ 2 แห่งรัฐบาลคามาคุระเป็นผู้ถวายที่ดิน และมีเอไซเซ็นจิเป็นเจ้าอาวาสผู้ก่อตั้ง
ใจกลางอาณาบริเวณกว้างใหญ่ของวัดมีผังอาคารแบบวัดใหญ่ โดยมีประตูชกชิมง ซันมง ฮัตโต และโฮโจ เรียงอยู่ในแนวตรง ส่วนฮมโบตั้งอยู่ติดด้านตะวันออกของโฮโจ
ประตูชกชิมงซึ่งถือเป็นทางเข้าหลัก เป็นประตูสี่เสาทรงหน้าจั่วมุงแผ่นทองแดง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติในฐานะโบราณสถานที่ยังคงถ่ายทอดรูปแบบสถาปัตยกรรมปลายยุคคามาคุระมาจนถึงปัจจุบัน

6. โรงละครมินามิสะ เกียวโตชิโจ
เชื่อกันว่าเป็นโรงละครที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในช่วงต้นยุคเอโดะ
เป็นหนึ่งใน 7 โรงละครที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลโชกุนโทกุงาวะในช่วงปีเก็นนะ ระหว่าง ค.ศ. 1615–1623 และยังมีชื่อเสียงในฐานะดินแดนกำเนิดคาบูกิ
ที่นี่เป็นโรงละครแห่งเดียวที่ยังคงสืบทอดประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 400 ปีมาจนถึงปัจจุบัน และยังคงจัดการแสดงคาบูกิ ณ เมืองต้นกำเนิดอย่างเกียวโตอย่างต่อเนื่อง
ตัวอาคารของ “มินามิสะ” มีเสน่ห์ด้วยภายนอกสไตล์โมโมยามะที่โดดเด่น และภายในล็อบบี้กับทางเข้าก็ให้บรรยากาศหรูหราปนความชวนให้นึกถึงวันวาน
มีที่นั่งทั้งหมด 1,088 ที่ และใช้จัดการแสดงหลากหลายแนว ตั้งแต่คาบูกิแบบดั้งเดิมไปจนถึงมิวสิคัลและคอนเสิร์ต
โดยเฉพาะการแสดงประจำเดือนธันวาคมที่เรียกว่า “คิจิเร คะโอมิเซะ โคเงียว” ถือเป็นกิจกรรมประจำปีของชาวเกียวโต และมีนักแสดงคาบูกิชื่อดังขึ้นเวทีมากมาย
นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังมีการแสดงร่วมกับนักร้องเสมือนจริงอย่างฮัตสึเนะ มิกุ เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ใหม่ ๆ ของศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิมอีกด้วย

7. วัดคิโยมิสึเดระ
วัดแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 778 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกในปี ค.ศ. 1994
ภายในอาณาบริเวณขนาด 130,000 ตารางเมตรบนไหล่เขาโอโตวะยามะ มีอาคารและศิลาจารึกมากกว่า 30 แห่ง รวมทั้งสมบัติแห่งชาติและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญ
คิโยมิสึเดระยังงดงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ทั้งซากุระในฤดูใบไม้ผลิ สีเขียวในฤดูร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง และหิมะในฤดูหนาว
ด้านตะวันออกของอาคารหลักมี “น้ำตกโอโตวะ” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัด น้ำใสที่ไหลออกมา 3 สายสามารถตักด้วยกระบวยเพื่ออธิษฐานขอความบริสุทธิ์ทั้งหกประการและความสมปรารถนาได้

อิ่มอร่อยกับอาหารญี่ปุ่นรสเยี่ยม! 5 ร้านอาหารยอดนิยมในกิอง
ถ้าเดินเที่ยวแถว “กิอง” แล้วอยากหาร้านอร่อย ลองดู 5 ร้านยอดนิยมที่อยู่ในระยะเดินถึงได้เหล่านี้
ทุกร้านให้ความสำคัญกับการคัดเลือกวัตถุดิบอย่างมาก ทำให้ได้ลิ้มรสอาหารสดใหม่และเปี่ยมด้วยรสชาติ
เรายังระบุเมนูแนะนำไว้ด้วย ดังนั้นหากมา “กิอง” แล้ว อยากชวนให้ลองแวะร้านดังสักแห่ง
แต่ละร้านมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ต่างกัน จะเลือกตามรสนิยมและอารมณ์ในวันนั้นก็ได้เช่นกัน
1. กิอง เอมง
“กิอง เอมง” เป็นร้านซูชิและอาหารทะเล ตั้งอยู่ห่างจากสถานีกิองชิโจโดยเดิน 15 นาที หรือเดิน 5 นาทีจากสถานีฮิงาชิยามะ สายโทไซ
ร้านคัดสรรวัตถุดิบและหน้าซูชิจากแหล่งผลิตอย่างพิถีพิถัน จึงได้ลิ้มรสอาหารทะเลสดใหม่ที่เชฟปั้นอย่างประณีต
มีวัตถุดิบให้เลือกประมาณ 30 ชนิดเป็นประจำ และยังมีเครื่องดื่มอย่างสาเกญี่ปุ่นกับโชจูจำนวนมากที่ช่วยชูรสอาหารทะเลได้ดี
ในเมนูมีเครื่องดื่มประมาณ 50 รายการ ตั้งแต่แบบมาตรฐานไปจนถึงฉลากหายากและรุ่นจำกัด จึงเหมาะกับคนชอบดื่มด้วย
อีกจุดเด่นคือมีช่วงราคาหลากหลายตามงบประมาณ และมีที่นั่ง 3 แบบให้เลือกตามโอกาสการใช้งาน ได้แก่ เคาน์เตอร์ โต๊ะ และห้องส่วนตัว
เมนูยอดนิยมคือ “โอมากาเสะคอร์ส” แบบต้องจองล่วงหน้า ซึ่งรวมอูนิและโอโทโระ
คอร์สนี้มีทั้งหมด 8 รายการ ทั้งซูชิ อาหารย่างถ่าน และเทมปุระ จัดมาแบบครบและอิ่มกำลังดีตามสไตล์ร้าน
หากแจ้งความต้องการตอนจอง ทางร้านก็พร้อมปรับให้ได้ จึงเหมาะแม้กับผู้ที่มีของโปรดหรือของที่ไม่รับประทาน

2. เคียว กิอง ฮิโกะฮาจิ
“เคียว กิอง ฮิโกะฮาจิ” เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ใกล้ศาลเจ้ายาซากะ เดินจากสถานีกิองชิโจประมาณ 10 นาที
เจ้าของร้านจะไปตลาดค้าส่งกลางด้วยตัวเอง และพิถีพิถันอย่างมากในการคัดเลือกวัตถุดิบในประเทศ โดยเน้นของธรรมชาติเป็นหลัก
นอกจากซูชิซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อแล้ว ยังมีซาชิมิ เทมปุระ และเมนูตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาให้ลิ้มลอง
อีกจุดเด่นของร้านคือบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองที่เชฟอาเบะ ผู้ฝึกฝนฝีมือในสายอาหารญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานเป็นผู้สร้างขึ้น
ร้านนี้ยังได้รับคำชมว่าเข้าได้ง่ายและนั่งสบาย เหมาะกับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย
เมนูแนะนำคือคอร์สตามฤดูกาลแบบจำกัด ซึ่งคัดเลือกวัตถุดิบอย่างพิถีพิถันในแต่ละช่วง
หน้าร้อนจะเน้นปลาไหลทะเล ส่วนหน้าหนาวจะเน้นปูและปลาปักเป้า จึงน่าจะถูกใจกับความหลากหลายของเมนู
อีกทั้งราคายังสมเหตุสมผลโดยรวม ทำให้แวะมาลองได้ไม่ยาก

3. จูนิดังยะ สาขาหลัก
“จูนิดังยะ สาขาหลัก” ซึ่งว่ากันว่าเป็นต้นกำเนิดของชาบูชาบู เป็นร้านดังที่คุณจะได้ลิ้มรสชาบูชาบูและสุกี้ยากี้แบบต้นตำรับ
ร้านตั้งอยู่ห่างจากสถานีกิองชิโจประมาณ 5 นาทีด้วยการเดิน และเปิดให้บริการในบ้านญี่ปุ่นโบราณที่ตั้งอยู่เยื้องจากถนนฮานามิโคจิเล็กน้อย
ภายในร้านซึ่งมีอายุประมาณ 150 ปี ตกแต่งอย่างเรียบหรู และมีงานศิลป์ของช่างฝีมือชั้นครูประดับอยู่ทั่วร้าน สร้างบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์
อีกเอกลักษณ์หนึ่งคือการใช้หม้อรูปทรงโดดเด่นที่เรียกว่า “โฮโคซุ” ซึ่งออกแบบโดยเจ้าของรุ่นแรก และใช้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อตั้งร้าน
ชาบูชาบูที่ใช้เนื้อสันนอกวัวเกียวโตคุโรเงะวากิวเกรดพิเศษ คัดสรรมาอย่างดี และเสิร์ฟในหม้อทองแดงแบบดั้งเดิม เรียกได้ว่าอร่อยจนยากจะหาอะไรมาเปรียบ
แนะนำให้ค่อย ๆ ลิ้มรสเนื้อที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยจนคำสุดท้าย โดยจิ้มกับน้ำจิ้มงาสูตรโฮมเมดที่ช่วยดึงรสอูมามิออกมาได้อย่างเต็มที่
เมนูมีเพียง 2 ประเภท 4 คอร์ส ได้แก่ ชาบูชาบู 3 ระดับ และสุกี้ยากี้
เลือกตามงบประมาณและความอยากในวันนั้น แล้วใช้เวลาพิเศษอย่างเต็มอิ่มได้เลย

4. เกียวโต กิอง อานง สาขาหลักเกียวโตกิอง
ร้านขนมหวานไส้ถั่วแดงเฉพาะทางที่ตั้งอยู่ริมถนนคิริโดชิในกิอง ท่ามกลางบ้านมาจิยะเก่าแก่ของเกียวโต
ผู้ดำเนินการคือ “ซาซาเอะโชคุฮิน” ที่มีชื่อเสียงจากโอฮางิซึ่งใช้ถั่วอะซึกิจากแคว้นโทกาจิ ฮอกไกโด จนได้รับฉายาว่า “เพชรสีแดง” โดยร้านนำเทคนิคการทำถั่วแดงที่สั่งสมมานานมาสร้างสรรค์ขนมสไตล์ใหม่ซึ่งไม่ยึดติดกับกรอบขนมญี่ปุ่นหรือขนมตะวันตก
ชื่อร้านประกอบขึ้นจากอักษร “อะ” ตัวแรกของชุดเสียงญี่ปุ่น “อึน” ตัวสุดท้าย และ “โนะ” ซึ่งอยู่ตรงกลางพอดี สื่อถึงความตั้งใจที่อยากเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันผ่าน “อันโกะ” หรือถั่วกวน เหมือนตัวอักษรในชุดเสียงที่ต่อเนื่องเชื่อมกันไป

5. คางิเซ็น โยชิโบ สาขาหลักชิโจ
ร้านขนมหวานเก่าแก่ในกิองที่เล่ากันว่าสืบทอดกิจการมายาวนานกว่า 300 ปี นับตั้งแต่สมัยเคียวโฮในยุคเอโดะ
ขนมขึ้นชื่อคือ “คุซุกิริ” ที่โดดเด่นด้วยสัมผัสลื่นคอและความหนึบกำลังดี แป้งคุซุที่ใช้คัดสรรจากโยชิโนะคุซุคุณภาพสูงสุดของร้านโมริโนะ โยชิโนะคุซุ ฮมโป ในโออุดะ จังหวัดนาระ
เพราะเป็นขนมที่ทำอย่างเรียบง่ายเพียงละลายแป้งคุซุกับน้ำ อุ่นในน้ำร้อน นำไปแช่น้ำเย็น แล้วหั่นเป็นเส้น จึงยิ่งดึงรสชาติแท้ของวัตถุดิบออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
น้ำเชื่อมคุโรมิตสึที่ทำจากน้ำตาลทรายดำฮาเตรุมะให้ความหวานเข้มอย่างสดชื่น และช่วยขับรสหอมของคุซุให้เด่นยิ่งขึ้น
ภายในร้านก็บรรยากาศดีไม่แพ้กัน ด้วยการตกแต่งอย่างสงบละมุนและแฝงดีไซน์ที่ทำให้นึกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน
หากมาเที่ยวกิอง อยากชวนให้ลองนั่งลิ้มรสขนมหวานจากร้านเก่าแก่ที่เป็นที่รักของผู้คนมายาวนานในบรรยากาศอันสง่างาม

หาของฝากที่สัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่น! 5 แหล่งช้อปปิ้งในกิอง
ถ้าอยากหาของฝากติดไม้ติดมือกลับจาก “กิอง” ลองดู 5 แหล่งช้อปปิ้งที่คัดมาแนะนำไว้ที่นี่
เสน่ห์ของที่นี่คือคุณจะได้พบกับสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบเกียวโตและ “กิอง” เหมาะสำหรับซื้อเป็นของฝากด้วย
แต่ละชิ้นสืบทอดกลิ่นอายของประเพณี ขณะเดียวกันก็ใช้งานได้จริง จึงน่าจะเจอชิ้นที่ถูกใจอย่างแน่นอน
หากมาเดินเล่นแถวนี้ อย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับช้อปปิ้งไปพร้อมกันด้วย
1. โยจิยะ สาขาคิโยมิสึซันเนซากะ
“โยจิยะ” เป็นแบรนด์ดูแลผิวและความงามเก่าแก่จากเกียวโตที่มีประวัติยาวนานมากกว่า 100 ปี
มีสินค้าหลากหลายตั้งแต่เครื่องสำอาง ของใช้ความงาม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผิวกาย ที่ช่วยเติมสีสันให้ชีวิตประจำวัน
สินค้ามีมากกว่า 200 รายการ และได้รับการประเมินสูงในด้านความเป็นออริจินัลสำหรับการดูแลตัวเอง การแต่งตัว และการดูแลบุคลิกภาพ
ในบรรดาสินค้าทั้งหมด “กระดาษซับมัน” ซึ่งเป็นสินค้าตัวแทนของแบรนด์ ถือเป็นของฝากจากเกียวโตยอดนิยมที่ผู้คนชื่นชอบมานาน
กระดาษซับมันของ “โยจิยะ” มีจุดเด่นที่ซึมซับได้ดีเยี่ยม ช่วยขจัดเฉพาะความมันส่วนเกิน และใช้เพียงแผ่นเดียวก็ช่วยให้ผิวดูสะอาดสดชื่น
นอกจากนี้ยังใช้กระดาษวาชิพิเศษจากเส้นใยความหนาแน่นสูง จึงสัมผัสดี ไร้กลิ่น และไม่มีสีผสม
สาขาคิโยมิสึซันเนซากะเดินจากป้ายรถบัสเมือง “คิโยมิสุมิจิ” ประมาณ 10 นาที และยังมี “สาขาหลักกิอง” ใกล้สถานีกิองชิโจ รวมถึงสาขาซากาโนะอาราชิยามะที่มีคาเฟ่ในตัว รวมทั้งหมด 9 สาขาในจังหวัด

2. ไมเซ็นโด สาขากิอง
“ไมเซ็นโด สาขากิอง” เป็นร้านเฉพาะทางพัดญี่ปุ่น อยู่ห่างจากสถานีกิองชิโจเพียง 2 นาทีด้วยการเดิน
ภายในร้านมีพัดดีไซน์สวยงามมากมายที่ผลิตด้วยเทคนิคดั้งเดิมของพัดเกียวโต ซึ่งมีประวัติยาวนาน 1,200 ปี
พัดแต่ละเล่มมีให้เลือกหลากหลาย และถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตโดยใช้ทั้งความรู้สึกของยุคสมัยและทักษะฝีมือ จึงเป็นของที่ใช้งานแล้วรู้สึกพึงพอใจได้จริง
แต่ละชิ้นถ่ายทอดสุนทรียะและลวดลายอันละเอียดอ่อนที่สะท้อนทั้ง 4 ฤดู ทำให้สัมผัสเสน่ห์แบบกิองได้อย่างเต็มที่
ยังสามารถสลักชื่อหรือข้อความด้วยเลเซอร์ได้ จึงเหมาะทั้งซื้อใช้เองและเป็นของขวัญ
นอกจากนี้ ยังมีพัดสั่งทำด้วยมือและกิจกรรมเพนต์ลวดลายพัดให้ได้สัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิม จึงมีอีกมุมหนึ่งเป็นเหมือนจุดท่องเที่ยวด้วย
ส่วนขนมอย่าง “พิโคะมารุน” สีสันสดใสแสนน่ารัก ทั้งลูกอมและคงเปโต รวมถึง “ไมโคโตะ” คุกกี้ลายด้านหลังแมวที่เปลี่ยนลายตามฤดูกาล ก็เป็นของฝากยอดนิยมเช่นกัน

3. อาคารนิทรรศการเครื่องปั้นดินเผาเกียวโต
“อาคารนิทรรศการเครื่องปั้นดินเผาเกียวโต” เป็นสถานที่จัดแสดงที่ถ่ายทอดทั้งประเพณีและเสน่ห์ของเครื่องเคียวายากิและคิโยมิสึยากิมาจนถึงปัจจุบัน
ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าถนนโกโจซากะ ซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเกียวโตมาตั้งแต่ยุคเฮอัน ระหว่างปี ค.ศ. 794–1185 และอยู่ห่างจากสถานีกิองชิโจประมาณ 15 นาทีด้วยการเดิน
อีกข้อดีที่น่ายินดีคือเข้าชมฟรี
ภายในมีการจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาที่สะท้อนความนิยมของแต่ละยุคสมัย ทำให้ได้สัมผัสงานเซรามิกของเกียวโตอย่างใกล้ชิด
ที่ชั้น 1 ซึ่งเป็นมุมจัดแสดงถาวร สามารถหยิบชมและซื้อผลงานของช่างฝีมือชื่อดัง รวมถึงผลงานใหม่ของศิลปินเซรามิกรุ่นใหม่ได้จริง
ส่วนชั้น 2 เป็นพื้นที่นิทรรศการพิเศษ ที่มีทั้งนิทรรศการเดี่ยว นิทรรศการตามธีม และการสาธิตการผลิตซึ่งจัดขึ้นเป็นระยะ
ผลงานที่ผสานเทคนิคซึ่งได้รับการขัดเกลาจากประเพณีเข้ากับความรู้สึกแบบร่วมสมัย น่าจะสร้างความประทับใจได้ไม่น้อย

4. กิอง สึจิริ สาขาหลักกิอง
ร้านชาเก่าแก่ที่เชี่ยวชาญชาอุจิมาตั้งแต่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1860 และเปิดร้านในกิองภายใต้ชื่อ “กิอง สึจิริ” ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 โดยจำหน่ายทั้งมัตฉะอุจิคุณภาพสูง เกียวคุโระ และโฮจิฉะ
ภายในร้านโดดเด่นด้วยวัตถุตกแต่งขนาดใหญ่ที่ได้แรงบันดาลใจจากแปรงชงชาซึ่งใช้ตีมัตฉะ และเรียงรายด้วยผลิตภัณฑ์ชาแสนหอมอร่อย ตั้งแต่มัตฉะระดับสูงสุดที่สำนักชานิยมใช้ ไปจนถึงชาถุงแบบดื่มง่ายในชีวิตประจำวัน
นอกจากใบชาแล้ว ยังมีสินค้ามากมายทั้งขนมญี่ปุ่น ขนมตะวันตกที่ใช้ชาอย่างมัตฉะโกเฟรต “สึจิริโนะสึกิ” รวมถึงเครื่องสำอางมัตฉะ แพ็กเกจดีไซน์ทันสมัยโดยเฉพาะแบบทรงลูกบาศก์ก็เหมาะมากสำหรับซื้อเป็นของฝาก

5. กิออน นินิงิ สาขาหลัก
สำหรับขนมที่หลายคนนึกถึงเมื่อมาแถวนี้ “คาจิสึโนะฟุกุ” คือไดฟุกุผลไม้จากร้านขนมญี่ปุ่นนินิงิแห่งเกียวโตย่านกิอง โดยนำผลไม้ตามฤดูกาลอย่างสตรอว์เบอร์รีและส้มมาจับคู่กับถั่วขาวกวนหรือวิปครีม แล้วห่อด้วยแป้งโมจิอย่างประณีต
เมนู “กิออน ป็อจจิริ” ที่ห่อผลไม้ตามฤดูกาล 5 ชนิดไว้ภายใน ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ป็อจจิริ” ของไมโกะ ซึ่งเป็นเครื่องประดับคาดโอบิอันล้ำค่า มีคำกล่าวกันว่าตอนล้มให้ปกป้องป็อจจิริไว้ก่อน แสดงถึงความมีค่าของมันอย่างมาก
ไดฟุกุที่สะท้อนเอกลักษณ์ของย่านกิองนี้จึงเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของ “คาจิสึโนะฟุกุ” เช่นกัน

3 ที่พักแนะนำสำหรับเที่ยวกิอง พร้อมสัมผัสการต้อนรับแบบญี่ปุ่น
ถ้าวางแผนเที่ยวโดยมี “กิอง” เป็นจุดหลัก ลองพิจารณาโรงแรม 3 แห่งที่คัดมาแนะนำนี้
ทุกแห่งเดินทางสะดวกแน่นอน และยังเต็มไปด้วยการบริการแบบ “โอโมเตนาชิ” ที่ทำให้สัมผัสความเป็นญี่ปุ่นและเกียวโตได้อย่างชัดเจน
ภายในโรงแรมยังมีการออกแบบอย่างใส่ใจหลากหลายจุด จนคุณน่าจะประทับใจกับบรรยากาศที่ถ่ายทอดทิวทัศน์และเสน่ห์ของเกียวโตออกมาได้อย่างดี
เพราะไม่ได้มีดีแค่เป็นที่พักค้างคืนธรรมดา ๆ อยากชวนให้ลองพิจารณาเลือกพักสักแห่งจากที่แนะนำนี้
1. โรงแรมเกียวโตแกรนเบล
“โรงแรมเกียวโตแกรนเบล” เป็นดีไซน์เนอร์โฮเทลที่อยู่ห่างจากสถานีกิองชิโจเพียง 2 นาทีด้วยการเดิน
ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะกับการเที่ยวเกียวโตมาก ขณะเดียวกันภายนอกก็ชวนให้นึกถึงบ้านมาจิยะแบบเกียวโต ส่วนห้องพักคุณภาพสูงก็ผสานความงามแบบดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว
มีห้องพักทั้งหมด 6 แบบที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน ทำให้ได้เข้าพักในพื้นที่มีสไตล์และสะดวกสบาย
ผู้เข้าพักยังชื่นชมกันมากว่าทั้งโรงแรมสะอาดและใช้งานสะดวก ช่วยให้ได้สัมผัสอีกด้านหนึ่งของเสน่ห์เกียวโตที่ต่างจากบรรยากาศบนท้องถนน
ภายในยังมีห้องอาบน้ำสาธารณะขนาดใหญ่พร้อมวิวสวน และมีการออกแบบรายละเอียดอย่างแสงไฟที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้ดี
อีกจุดเด่นที่พลาดไม่ได้คือบุฟเฟต์อาหารเช้าที่มีเมนูญี่ปุ่นและตะวันตกอย่างน้อย 50 รายการให้เลือก
หากได้ลิ้มลอง “โอบันไซ” หรืออาหาร домашнего 스타일เกียวโต ยามเช้าของทริปเกียวโตก็น่าจะพิเศษยิ่งขึ้น
ที่น่ายินดีอีกอย่างคือเช็กเอาต์ได้ตอน 12:00 ทำให้ใช้เวลาพักผ่อนได้สบายจนถึงวันถัดไป

2. เกียวโต อินน์ กิอง อาคาร 2
“เกียวโต อินน์ กิอง อาคาร 2” อยู่ห่างจากสถานีกิองชิโจประมาณ 7 นาทีด้วยการเดิน และอยู่ใกล้ทั้ง “วัดคิโยมิสึเดระ” และ “ตลาดนิชิกิ”
เสน่ห์ของที่นี่คือพนักงานทุกคนให้บริการอย่างใส่ใจและอบอุ่น จนทำให้รู้สึกราวกับกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้านของตัวเอง
ห้องพักตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่นทั้งหมดเพื่อให้สัมผัสวัฒนธรรมเกียวโตได้อย่างใกล้ชิด บางห้องยังใช้ฉากกั้นและกิโมโนเป็นองค์ประกอบตกแต่งภายในด้วย
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับชาวต่างชาติ เช่น ทัวร์เดินเล่นกิอง และประสบการณ์วัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นระยะ จึงน่าลองเข้าร่วมเช่นกัน
หากเข้าพักที่นี่ คุณน่าจะได้สัมผัสการต้อนรับและความใส่ใจแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่างเต็มที่

3. โรงแรมวิง อินเตอร์เนชันแนล พรีเมียม เกียวโต ซันโจ
“โรงแรมวิง อินเตอร์เนชันแนล พรีเมียม เกียวโต ซันโจ” ตั้งอยู่ห่างจากสถานีซันโจเคฮัง ทางออกหมายเลข 1 เพียง 3 นาทีด้วยการเดิน
โรงแรมเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2021 จึงถือว่าค่อนข้างใหม่ และออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “โดมะ” บวก “แกลเลอรี”
ภายในจัดวางของตกแต่งที่สื่อถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นและธรรมชาติ เช่น เครื่องปั้นดินเผาและไม้เนื้อแท้ ช่วยสร้างบรรยากาศสงบผ่อนคลาย
ห้องพักเป็นพื้นที่เรียบหรูที่นำกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นมาปรับให้ร่วมสมัย มีขนาดกะทัดรัดแต่ใช้งานได้กว้างขวางและสบาย
อีกจุดเด่นที่ไม่ควรมองข้ามคือวิวเมืองเกียวโตจากห้องพัก เพียงเปิดม่านก็อาจเผลอประทับใจกับทิวทัศน์ตรงหน้าได้ทันที
บุฟเฟต์อาหารเช้าที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลซึ่งเติบโตในเกียวโต และนำเสนอเมนูสมดุลครบถ้วน ก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน
ยังมีเมนูพิเศษตามฤดูกาลให้เลือก จึงน่าจะทำให้คุณเพลิดเพลินกับบรรยากาศของทั้ง 4 ฤดูได้อย่างเต็มที่

แผนที่เที่ยวกิอง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกิอง
Q
คำว่า กิอง มีความหมายว่าอะไร?
มีที่มาจากการที่เทพ “โกสุเท็นโน” ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ศาลเจ้ายาซากะ ถูกมองว่าเป็นเทพผู้คุ้มครอง “กิองโชจา”
Q
เกอิชากับไมโกะต่างกันอย่างไร?
เกอิชาคือผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไปที่ผ่านการฝึกเป็นไมโกะแล้ว และประกอบอาชีพด้วยการแสดงศิลปะต่าง ๆ เช่น ชามิเซ็งและการรำ ส่วนผู้หญิงวัยประมาณ 15–20 ปีที่กำลังฝึกฝนเพื่อเป็นเกอิชา จะเรียกว่าไมโกะ
Q
มีของกินเดินทานอะไรในกิองที่แนะนำบ้าง?
ขอแนะนำ “อิจิโคโระ” ลูกอมสตรอว์เบอร์รีที่ถ่ายรูปขึ้นมาก และ “มันม่วงเส้นไหม 1 มม. กับไอศกรีม” ของร้านอิโมะปิปปิที่ได้รับความนิยมอย่างมาก
บทสรุป
ตลอดบทความนี้ เราได้พาคุณไปรู้จักเสน่ห์และวิธีเที่ยว “กิอง” ย่านคึกคักที่เป็นภาพแทนของญี่ปุ่น พร้อมแนะนำจุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่น่าแวะไปเยือน
สิ่งที่แนะนำในบทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะกิองยังมีสถานที่น่าสนใจและวิธีเที่ยวให้สนุกอีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นประเพณีของเกียวโตหรือบรรยากาศของกิองเอง ก็อยากให้ลองค่อย ๆ ซึมซับจากหลายมุมมอง
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมรักษามารยาทอย่างเคร่งครัด เช่น ไม่เข้าไปในพื้นที่ส่วนบุคคล และไม่ถ่ายภาพในเขตห้ามถ่าย
หากอยากหาข้อมูลเที่ยวเกียวโตเพิ่มเติม ทั้งสถานที่ยอดนิยมและของกินแนะนำ ลองดูบทความนี้ต่อได้เลย