【มือใหม่และสายกินตัวจริงห้ามพลาด】คู่มือราเม็งญี่ปุ่นฉบับสมบูรณ์ รู้จักเสน่ห์ ประเภท และมารยาทในการกิน

【มือใหม่และสายกินตัวจริงห้ามพลาด】คู่มือราเม็งญี่ปุ่นฉบับสมบูรณ์ รู้จักเสน่ห์ ประเภท และมารยาทในการกิน

Last update :
Written by :  GOOD LUCK TRIP

ถ้าพูดถึงเมนูเส้นที่คนญี่ปุ่นผูกพันกันมานาน “ราเม็ง” คงเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง
ในญี่ปุ่น ราเม็งไม่ได้อยู่แค่ตามร้านเฉพาะทาง แต่ยังพบได้ในบ้านเรือนทั่วไป และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทุกวัย ตั้งแต่ผู้ใหญ่ไปจนถึงเด็ก
อีกหนึ่งเสน่ห์คือแต่ละภูมิภาคมีรสชาติและสไตล์เฉพาะตัว ทำให้สามารถลิ้มลองราเม็งสูตรต้นตำรับที่แตกต่างกันได้ในแต่ละพื้นที่
บทความนี้จะพาไปรู้จักต้นกำเนิดและประเภทของราเม็งญี่ปุ่น รวมถึงราเม็งท้องถิ่นชื่อดังจากทั่วประเทศ
นอกจากนี้ยังรวบรวมมารยาทและข้อควรระวังเมื่อต้องเข้าร้านราเม็ง เพื่อให้คุณอร่อยกับราเม็งญี่ปุ่นได้มากขึ้น ลองอ่านจนจบแล้วค่อยออกไปชิมกัน

ราเม็ง อาหารประจำชาติของญี่ปุ่นที่เปี่ยมด้วยความหลากหลาย

ถ้าจะอธิบายแบบเข้าใจง่าย ราเม็งก็เป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติของญี่ปุ่น โดยประกอบด้วยเส้น น้ำซุป และเครื่องต่าง ๆ

เส้น
โดยทั่วไปนิยมใช้เส้นจีนที่ทำจากแป้งสาลี และมีหลายชนิดแตกต่างกันทั้งความหนาและรูปทรง
น้ำซุป
แบ่งได้เป็นหลายแบบ เช่น โชยุ ชิโอะ มิโสะ และทงคตสึ ให้รสชาติหลากหลายพร้อมกลิ่นเฉพาะตัว
เครื่อง
ที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ ชาชู เมนมะ (หน่อไม้ดอง) ต้นหอม ไข่ต้ม และสาหร่ายโนริ

ราเม็งหนึ่งชามเกิดจากการผสานกันอย่างลงตัวของสัมผัสเส้น กลิ่นรสน้ำซุป และการจับคู่เครื่องต่าง ๆ
ในร้านคุณจะได้ลิ้มรสความลึกซึ้งจากฝีมือช่างผู้ชำนาญ ขณะเดียวกันก็เป็นอาหารที่ทำกินเองที่บ้านได้ง่ายและมีความหลากหลายอย่างมาก
ราเม็งไม่ได้ได้รับความนิยมแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายไปทั่วโลก และมีการดัดแปลงให้เข้ากับรสนิยมของแต่ละประเทศด้วย

ราเม็ง เมนูโปรดของชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก
ราเม็ง เมนูโปรดของชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก

ต้นกำเนิดของราเม็งญี่ปุ่น

แม้จะมีหลายทฤษฎี แต่โดยทั่วไปเชื่อกันว่าต้นกำเนิดของราเม็งญี่ปุ่นอยู่ในช่วงปลายสมัยเมจิ (ค.ศ. 1868–1912) ถึงราวสมัยไทโช (ค.ศ. 1912–1926)
ในเวลานั้น อาหารที่ผู้อพยพและนักเรียนจากจีนได้นำเข้ามาสู่ญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า “จูกะโซบะ” ถือเป็นต้นแบบของราเม็ง และค่อย ๆ แพร่หลายออกไป
เมื่อย่านไชนาทาวน์ก่อตัวขึ้นในเมืองท่าอย่างโยโกฮามะและโกเบ ร้านอาหารจีนและแผงลอยก็เริ่มเสิร์ฟ “นังกิงโซบะ” และ “ชินะโซบะ” ที่ปรับรสให้ถูกปากชาวญี่ปุ่น
ในยุคนั้นหน้าตาค่อนข้างเรียบง่ายและใกล้เคียงกับเมนูเส้นของจีน แต่ต่อมาก็เริ่มมีการดัดแปลงแบบญี่ปุ่น จนในปี ค.ศ. 1910 ร้านราเม็งเฉพาะทางแห่งแรกของญี่ปุ่น “ไรไรเค็น” เปิดให้บริการ
หลังสงครามโลก ราเม็งกึ่งสำเร็จรูปก็ทำให้ผู้คนสามารถกินราเม็งที่บ้านได้ง่ายขึ้น และราวช่วงทศวรรษ 1970 ราเม็งก็กลายเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ
หลังจากนั้นวัฒนธรรมราเม็งก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งกระแสราเม็งบูมในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และการผสมผสานกับศาสตร์อาหารอื่นอย่างอิตาเลียนและฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษ 2010 จนกลายมาเป็นราเม็งในปัจจุบัน

ราเม็งที่เริ่มต้นจากบะหมี่จีนและพัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ราเม็งที่เริ่มต้นจากบะหมี่จีนและพัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ราเม็ง 5 ประเภทที่นิยมกินกันในญี่ปุ่น

ราเม็งมีหลายประเภทมาก จึงมักเรียกแยกกันเป็น “ราเม็งแบบ○○”
แม้จะเป็นราเม็งเหมือนกัน แต่ก็มีเอกลักษณ์ต่างกันทั้งรสชาติและน้ำซุป ทำให้แต่ละคนมีแบบที่ชอบไม่เหมือนกัน
ต่อไปนี้คือจุดเด่นของราเม็งยอดนิยม 5 ประเภท
ถ้าคุณกำลังจะลองกินราเม็งในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ข้อมูลส่วนนี้น่าจะช่วยให้เลือกชามที่ถูกใจได้ง่ายขึ้น

1. ราเม็งโชยุ

“ราเม็งโชยุ” (ชื่ออื่นที่มีความหมายใกล้กัน: จูกะโซบะ, โชยุราเม็ง) เป็นหนึ่งในราเม็งที่มีชื่อเสียงที่สุด
ว่ากันว่าแบบที่เสิร์ฟในร้าน “ไรไรเค็น” คือราเม็งชามแรกของญี่ปุ่น และยังถือเป็นต้นแบบดั้งเดิมของราเม็งญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนาน
โดยทั่วไป น้ำซุปทำจากน้ำสต็อกไก่ กระดูกหมู หรืออาหารทะเล แล้วปรุงด้วยซอสโชยุ
จุดเด่นคือกลิ่นหอมของโชยุและรสอูมามิที่ชัดเจน กินง่ายและคุ้นเคย
แม้จะขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาค แต่เมื่อพูดถึงราเม็งเฉย ๆ หลายคนก็มักนึกถึงราเม็งโชยุเป็นอันดับแรก
สำหรับคนญี่ปุ่น ราเม็งโชยุเป็นรสชาติที่ให้ทั้งความอบอุ่นและความรู้สึกคุ้นเคย เป็นเมนูที่ผูกพันกับชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง

ราเม็งโชยุที่ได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นหลากหลายวัย
ราเม็งโชยุที่ได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นหลากหลายวัย

2. ราเม็งทงคตสึ

“ราเม็งทงคตสึ” คือราเม็งรสเข้มข้นและเนียนครีม
จุดเด่นที่สุดคือน้ำซุปสีขาวขุ่นที่เคี่ยวกระดูกหมูเป็นเวลานาน
ความอร่อยจากไขกระดูกและคอลลาเจนที่ละลายออกมาทำให้น้ำซุปมีรสเข้มแต่ยังนุ่มนวล พร้อมกลิ่นกระดูกหมูที่ชัดเจน
มักใช้เส้นเล็กที่เข้ากับน้ำซุปได้ดี และนิยมเพิ่มท็อปปิงอย่างกระเทียมกับขิงดองสีแดง
สำหรับคนญี่ปุ่น ราเม็งทงคตสึมีภาพจำว่าเป็น “รสชาติของคิวชู” โดยเฉพาะในฮากาตะและคุรุเมะ จังหวัดฟุกุโอกะ ซึ่งถือว่าเป็นถิ่นกำเนิดและเป็นโซลฟู้ดประจำพื้นที่
ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์จนทำให้หลายคนติดใจ จึงมักเป็นเมนูยอดนิยมในช่วงดึกหรือหลังสังสรรค์

ราเม็งกระดูกหมูที่โดดเด่นด้วยรสเข้มข้นและเนียนครีม
ราเม็งกระดูกหมูที่โดดเด่นด้วยรสเข้มข้นและเนียนครีม

3. ราเม็งมิโสะ

“ราเม็งมิโสะ” เป็นราเม็งรสกลมกล่อมที่ผสานความนุ่มนวลกับความเค็มเล็กน้อยได้อย่างลงตัว
น้ำซุปมักทำจากฐานกระดูกไก่หรือกระดูกหมู แล้วเติมมิโสะลงในน้ำสต็อก
เพราะซอสมิโสะเป็นตัวกำหนดรสชาติหลัก แต่ละร้านจึงมักใช้มิโสะสูตรพิเศษที่ใส่ใจเป็นอย่างมาก
อีกจุดที่ต่างจากราเม็งประเภทอื่นคือมักใส่เครื่องมาแน่น ทำให้อิ่มและเต็มอารมณ์มากกว่า
โดยส่วนใหญ่มักมีผักผัดอย่างถั่วงอก กะหล่ำปลี หรือกุยช่าย รวมถึงเนย ซึ่งช่วยเสริมทั้งสัมผัสและความหวานของวัตถุดิบให้เด่นขึ้นในน้ำซุป
เส้นหยักขนาดกลางค่อนข้างหนายังเข้ากับน้ำซุปเข้มข้นได้อย่างยอดเยี่ยม จึงเป็นรสชาติที่ถูกปากคนส่วนใหญ่
และเพราะเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดที่ซัปโปโร ฮอกไกโด สำหรับชาวญี่ปุ่น ราเม็งมิโสะจึงเป็นเมนูที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และช่วยคลายหนาวได้ดี

ราเม็งมิโสะ รสชาติอบอุ่นเป็นกันเองที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคย
ราเม็งมิโสะ รสชาติอบอุ่นเป็นกันเองที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคย

4. ราเม็งชิโอะ

“ราเม็งชิโอะ” ที่มีประวัติยาวนานพอ ๆ กับราเม็งโชยุ เป็นราเม็งรสเบาและละเอียดอ่อน
น้ำซุปใสสวยทำจากฐานกระดูกไก่ กระดูกหมู อาหารทะเล หรือสาหร่ายคอมบุ แล้วปรุงด้วยซอสเกลือ
ต่างจากราเม็งแบบอื่นตรงที่รสอูมามิจากวัตถุดิบจะสะท้อนออกมาโดยตรง จึงให้รสชาติเรียบง่ายแต่ประณีต
โดยทั่วไปจะใช้เส้นเล็กหรือเส้นเล็กกลางที่เข้ากับน้ำซุป และชาชู เมนมะ ต้นหอม ไปจนถึงยูซุหรือเนื้อไก่ก็เป็นเครื่องที่หลายร้านเลือกใช้เพื่อเพิ่มมิติของรสชาติ
ด้วยรสสัมผัสที่เบาและกินง่าย จึงเป็นราเม็งที่หลายคนชอบเพราะไม่รู้สึกหนักเกินไป
สำหรับคนญี่ปุ่น ราเม็งชิโอะเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความหลากหลายในวัฒนธรรมราเม็ง เพราะแต่ละภูมิภาคและแต่ละร้านต่างก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

ราเม็งชิโอะที่โดดเด่นด้วยรสชาติสดชื่นเบาสบาย
ราเม็งชิโอะที่โดดเด่นด้วยรสชาติสดชื่นเบาสบาย

5. ราเม็งไก่ขาวข้น

“ราเม็งไก่ขาวข้น” เป็นราเม็งที่ให้รสหวานธรรมชาติและกลิ่นเฉพาะของไก่ได้อย่างชัดเจน
แม้จะมีหลายรูปแบบ แต่โดยทั่วไปน้ำซุปจะทำจากกระดูกไก่และเนื้อไก่ที่เคี่ยวเป็นเวลานานเพื่อดึงรสจากกระดูกออกมา แล้วปรุงด้วยซอสต่าง ๆ
น้ำซุปสีขาวขุ่นที่อัดแน่นด้วยความอร่อยจากไก่ให้รสนุ่มลึก แต่ยังเบากว่าราเม็งทงคตสึและให้ความรู้สึกหรูหรามากกว่า
ด้วยความที่ไม่มีกลิ่นแรงหรือรสติดค้าง จึงกินง่ายและให้ความอิ่มเอมแบบพรีเมียมในทุกคำ
สำหรับคนญี่ปุ่น ราเม็งไก่ขาวข้นมีภาพลักษณ์ว่าเป็นเมนูเฮลท์ตี้และดูทันสมัย จัดเป็นราเม็งแนวค่อนข้างใหม่
จึงได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษในกลุ่มผู้หญิงและผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ

ราเม็งไก่ขาวข้นที่อุดมด้วยคอลลาเจนและได้รับความนิยมในหมู่ผู้หญิง
ราเม็งไก่ขาวข้นที่อุดมด้วยคอลลาเจนและได้รับความนิยมในหมู่ผู้หญิง

ราเม็ง 2 สไตล์ที่พัฒนาไปเป็นรูปแบบเฉพาะตัว

ถัดจากราเม็งแบบคลาสสิก ลองมาดูสไตล์ที่หน้าตาและวิธีกินต่างออกไปอีก 2 แบบกัน
แม้ในความหมายกว้างจะยังนับเป็นราเม็ง แต่เพราะหน้าตาและวิธีกินต่างจากแบบทั่วไป จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าเป็นเมนูแยกต่างหาก
ทั้งสองแบบมีจุดเด่นที่สามารถคลุกเส้นกับน้ำซุปหรือซอสและปรับรสตามชอบได้อย่างอิสระ
ในญี่ปุ่นถือเป็นสไตล์ยอดนิยมที่รู้จักกันดี และในเมืองก็มีร้านเฉพาะทางอยู่มาก หากมีโอกาสเที่ยวญี่ปุ่นก็อยากชวนให้ลองชิมดู

1. สึเคเม็ง

“สึเคเม็ง” คือราเม็งที่เสิร์ฟเส้นกับน้ำซุปแยกกัน
จุดเด่นคือกินโดยนำเส้นไปจุ่มในน้ำซุปคล้ายโซบะแบบจุ่ม
ความแตกต่างสำคัญจากราเม็งทั่วไปคือ เส้นของสึเคเม็งจะถูกทำให้เย็นด้วยน้ำหรือจัดเสิร์ฟแบบร้อนหลังลวกเสร็จ แล้วจึงวางบนจาน ขณะที่ราเม็งทั่วไปจะสะเด็ดน้ำแล้วใส่ลงชามทันที
วิธีนี้ทำให้เส้นกระชับและเด้งขึ้น เกิดสัมผัสที่หนึบและลื่นน่ากิน
น้ำซุปมักมีความเข้มข้นสูงและค่อนข้างข้น จึงนิยมใช้เส้นใหญ่เพื่อให้เคลือบซุปได้ดี
เสน่ห์ของเมนูนี้คือสามารถสัมผัสรสและกลิ่นของเส้นได้ชัด ทำให้รสชาติลึกขึ้นในทุกคำ
อีกเหตุผลที่ได้รับความนิยมคือสามารถปรับรสตามชอบได้ด้วยการกะปริมาณซุปหรือเวลาจุ่มเส้น และหลังอาหารยังสนุกกับการเติมน้ำซุปใสลงไปเพื่อดื่มได้อีกด้วย
สำหรับคนญี่ปุ่น สึเคเม็งก็ถือเป็นเมนูหลักที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน

สึเคเม็ง เมนูยอดนิยมจนมีร้านเฉพาะทางมากมาย
สึเคเม็ง เมนูยอดนิยมจนมีร้านเฉพาะทางมากมาย

2. อาบุระโซบะ

“อาบุระโซบะ” คือราเม็งที่แทบไม่มีน้ำซุปเลย หรือไม่มีน้ำซุปโดยสิ้นเชิง
จุดเด่นคือใช้ซอสสูตรพิเศษที่มีโชยุเป็นฐานและน้ำมัน คลุกเคล้าให้เข้ากับเส้นแทนน้ำซุป
เพราะรสเข้มข้นส่งตรงและเคลือบเส้นอย่างทั่วถึง จึงให้ความอิ่มเอมเต็มที่หลังรับประทาน
เมื่อเทียบกับราเม็งทั่วไปหรือสึเคเม็ง อาบุระโซบะให้ความสำคัญกับความหนึบ เนื้อสัมผัส และรสชาติของเส้นมากกว่า
อีกข้อดีเฉพาะตัวคือเพราะไม่มีน้ำซุป จึงมักให้แคลอรีต่ำกว่า เสี่ยงลวกปากน้อยกว่า และไม่ทำให้แน่นท้องง่าย
นอกจากนี้ยังสามารถเติมเครื่องปรุงอย่างน้ำส้มสายชูหรือน้ำมันพริกเพื่อปรับรสตามชอบ และสนุกกับการเปลี่ยนรสระหว่างกินได้อีกด้วย

อาบุระโซบะกับรสชาติเป็นเอกลักษณ์ที่ยิ่งกินยิ่งติดใจ
อาบุระโซบะกับรสชาติเป็นเอกลักษณ์ที่ยิ่งกินยิ่งติดใจ

ถ้าอยากชิมราเม็งท้องถิ่น เริ่มจาก “ราเม็ง 3 ยอดนิยมของญี่ปุ่น”

ถ้าอยากเริ่มทำความรู้จักราเม็งท้องถิ่นของญี่ปุ่น แบบที่คนพูดถึงกันบ่อยที่สุดก็มักหนีไม่พ้น 3 ชื่อนี้
ในแต่ละภูมิภาคของญี่ปุ่นมี “ราเม็งท้องถิ่น” ที่สะท้อนวัฒนธรรมอาหารและวัตถุดิบของพื้นที่นั้น ๆ และในบรรดาทั้งหมด มีอยู่ 3 แบบที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษซึ่งมักถูกเรียกว่า “ราเม็งท้องถิ่น 3 ยอดนิยมของญี่ปุ่น”
ราเม็งทั้ง 3 แบบนี้เป็นของขึ้นชื่อประจำพื้นที่ ได้รับความรักทั้งจากคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว และยังเป็นอีกหนึ่งความสนุกของการเดินทาง
มาดูจุดเด่นและเสน่ห์ของราเม็ง 3 แบบนี้กัน

1. ราเม็งซัปโปโร

“ราเม็งซัปโปโร” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของเมืองซัปโปโร ฮอกไกโด
เป็นราเม็งมิโสะรสเข้มข้นลึกซึ้ง เหมาะกับพื้นที่หนาวเย็น เพราะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นถึงแกนใน
น้ำซุปใช้สต็อกจากกระดูกหมูหรือกระดูกไก่ที่ช่วยชูรสมิโสะ ส่วนเส้นที่ใช้บ่อยคือเส้นหยักขนาดกลางค่อนข้างหนาซึ่งเข้ากันได้ดี
สมกับเป็นราเม็งมิโสะ มักโปะด้วยผักผัดอย่างถั่วงอก หอมหัวใหญ่ และกะหล่ำปลีแบบแน่น ๆ ให้ได้สัมผัสกรุบกรอบ
หากเพิ่มเนยหรือข้าวโพดเป็นท็อปปิง ก็จะยิ่งได้กลิ่นอายแบบฮอกไกโดและเพิ่มความอร่อยมากขึ้น

ราเม็งมิโสะซัปโปโรใส่เนยก็เป็นอีกแบบที่น่าลอง
ราเม็งมิโสะซัปโปโรใส่เนยก็เป็นอีกแบบที่น่าลอง

2. ราเม็งฮากาตะ

“ราเม็งฮากาตะ” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของย่านฮากาตะในจังหวัดฟุกุโอกะ
ถือเป็นตัวแทนสำคัญของราเม็งทงคตสึที่แพร่หลายจากภูมิภาคคิวชู โดยมีจุดเด่นคือน้ำซุปสีขาวขุ่นและเนื้อสัมผัสแบบครีมมี่
มักใช้เส้นตรงขนาดเล็กมากที่เข้ากับน้ำซุปได้ยอดเยี่ยม และลวกไม่นานจึงเสิร์ฟได้รวดเร็ว
เพราะเส้นอืดง่าย จึงมักเสิร์ฟในปริมาณไม่มากนัก และสามารถเลือกความแข็งของเส้นตอนสั่งได้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของราเม็งฮากาตะ
เครื่องยอดนิยมได้แก่ ชาชู ต้นหอม เห็ดหูหนู และขิงดองสีแดง
อีกทั้งระบบ “คาเอะดามะ” หรือการสั่งเส้นเพิ่มอย่างเดียวก็เป็นเรื่องปกติ ทำให้สามารถเพลิดเพลินกับเส้นได้หลายรอบในน้ำซุปชามเดียว
เสน่ห์ของราเม็งฮากาตะอยู่ที่รสเข้มข้นแต่กินได้ไม่เบื่อ และสะดวกกินง่าย

ราเม็งฮากาตะที่ได้รสตัดจากขิงดองสีแดงอย่างลงตัว
ราเม็งฮากาตะที่ได้รสตัดจากขิงดองสีแดงอย่างลงตัว

3. ราเม็งคิตะคาตะ

“ราเม็งคิตะคาตะ” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของเมืองคิตะคาตะ จังหวัดฟุกุชิมะ
จุดเด่นคือรสชาติเรียบง่ายเบาสบายที่ชวนให้นึกถึงความคุ้นเคยแบบดั้งเดิม
น้ำซุปเป็นโชยุเบสที่เคี่ยวจากกระดูกหมู กระดูกไก่ และปลาตากแห้ง ทำให้มีความใสและกลิ่นหอมชัดเจน
เส้นที่ใช้คือเส้นน้ำสูงแบบบ่ม เรียกกันว่า “เส้นแบนบ่มน้ำสูง” เป็นเส้นหยักค่อนข้างหนาที่เข้ากับน้ำซุปได้ดี และให้สัมผัสเหนียวนุ่มคล้ายเส้นทำมือ
มักถูกมองว่าเป็นราเม็งสไตล์มาตรฐานแบบดั้งเดิม หน้าตาไม่หวือหวา และเครื่องก็เป็นแบบทั่วไป เช่น ชาชู เมนมะ และต้นหอม
ในเมืองคิตะคาตะยังมีวัฒนธรรม “อาซะรา” หรือการกินราเม็งตอนเช้า ทำให้หลายร้านเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเช้า

ถ้าไปเที่ยวเมืองคิตะคาตะ ลองเริ่มเช้าด้วยราเม็งคิตะคาตะดูสักครั้ง
ถ้าไปเที่ยวเมืองคิตะคาตะ ลองเริ่มเช้าด้วยราเม็งคิตะคาตะดูสักครั้ง

9 ราเม็งท้องถิ่นชื่อดังจากทั่วญี่ปุ่น

พอเริ่มมองลึกลงไปในแต่ละภูมิภาค จะเห็นว่าราเม็งท้องถิ่นของญี่ปุ่นมีสีสันมากกว่าที่คิด
ราเม็งท้องถิ่นคือราเม็งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยอาศัยวัฒนธรรมอาหารและวัตถุดิบของแต่ละภูมิภาค
มีการกล่าวกันว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นมีราเม็งท้องถิ่นอยู่ประมาณ 200 ชนิด
ที่นี่เราจะคัด 9 แบบที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษมาแนะนำ
ถ้าคุณได้ไปเยือนพื้นที่นั้น อย่าลืมแวะชิมราเม็งท้องถิ่นเพื่อสัมผัสรสชาติแบบต้นตำรับกันด้วย

1. 【ฮอกไกโด】ราเม็งอาซาฮิคาวะ

“ราเม็งอาซาฮิคาวะ” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของเมืองอาซาฮิคาวะ ฮอกไกโด
โดยทั่วไปเสิร์ฟในรูปแบบ “ดับเบิลซุป” ที่ผสมน้ำซุปสายสัตว์จากกระดูกหมูหรือกระดูกไก่เข้ากับน้ำซุปอาหารทะเลจากปลาตากแห้งและสาหร่ายคอมบุ แล้วปรุงด้วยซอสโชยุ
เทคนิคนี้ทำให้ได้รสลึกซึ้งที่สมดุลระหว่างความเข้มข้นและกลิ่นหอมอย่างพอดี
อีกจุดเด่นคือมีการเคลือบผิวน้ำซุปด้วยน้ำมันหมูเพื่อกักเก็บความร้อน ทำให้กินได้อุ่นจนถึงคำสุดท้าย
เส้นที่นิยมคือเส้นหยักขนาดเล็กกลางซึ่งเข้ากับน้ำซุปได้ดี และเมื่อกินหมดแล้วร่างกายจะอุ่นสบาย
ในช่วงหลังยังมีการพัฒนารูปแบบให้หลากหลายมากขึ้น และพบเวอร์ชันต่าง ๆ ได้บ่อย

น้ำซุปเข้มข้นที่ลองครั้งเดียวก็ติดใจได้ไม่ยาก
น้ำซุปเข้มข้นที่ลองครั้งเดียวก็ติดใจได้ไม่ยาก

2. 【ฮอกไกโด】ราเม็งฮาโกดาเตะ

“ราเม็งฮาโกดาเตะ” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของเมืองฮาโกดาเตะ ฮอกไกโด
ภายในเมืองฮาโกดาเตะ มักเรียกกันว่า “ราเม็ง” หรือ “ชินะโซบะ” และมักเสิร์ฟในร้านอาหารจีน
แม้ต้นกำเนิดจะไม่แน่ชัด แต่เชื่อกันว่าสืบทอดมาจากต้นแบบที่เข้ามาจากจีน และยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในรากฐานของราเม็งชิโอะในญี่ปุ่น
จุดเด่นคือน้ำซุปเกลือใสที่รสเบา ทำให้รู้สึกได้ถึงความละเมียดละไมและอ่อนโยนมากเป็นพิเศษในบรรดาราเม็งของฮอกไกโด
เพื่อชูรสน้ำซุป เครื่องจึงค่อนข้างเรียบง่าย ส่วนเส้นที่นิยมคือเส้นตรงขนาดเล็กกลางซึ่งให้สัมผัสลื่นนุ่มกำลังดี

เคล็ดลับคือเริ่มจากค่อย ๆ ชิมน้ำซุปก่อน แล้วค่อยเริ่มกิน
เคล็ดลับคือเริ่มจากค่อย ๆ ชิมน้ำซุปก่อน แล้วค่อยเริ่มกิน

3. 【ฟุกุชิมะ】ราเม็งชิราคาวะ

“ราเม็งชิราคาวะ” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของเมืองชิราคาวะ จังหวัดฟุกุชิมะ
จุดเด่นที่สุดคือเส้นหยักที่มีปริมาณน้ำสูงและหน้ากว้าง ทำให้ได้ทั้งความหนึบและสัมผัสลื่นนุ่ม
ตามธรรมเนียมจะทำเส้นด้วยมือ แต่ในปัจจุบันพบได้น้อยลง
น้ำซุปโดยทั่วไปเป็นโชยุใสจากกระดูกไก่ มีรสกลมกล่อมแต่ยังเบากินง่าย
เครื่องพื้นฐานได้แก่ ชาชู นารุโตะ และเมนมะ โดยมีหลายจุดที่คล้ายกับราเม็งคิตะคาตะซึ่งอยู่ในจังหวัดฟุกุชิมะเช่นกัน

แม้อยู่จังหวัดเดียวกัน แต่ราเม็งชิราคาวะก็มีเอกลักษณ์ต่างจากราเม็งคิตะคาตะอย่างชัดเจน
แม้อยู่จังหวัดเดียวกัน แต่ราเม็งชิราคาวะก็มีเอกลักษณ์ต่างจากราเม็งคิตะคาตะอย่างชัดเจน

4. 【โทยามะ】โทยามะแบล็ก

“โทยามะแบล็ก” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของเมืองโทยามะ จังหวัดโทยามะ
ด้วยภาพลักษณ์สีดำสนิทที่สะดุดตาและรสชาติหนักแน่น เมนูนี้จึงทิ้งความประทับใจแรงจนยากจะลืม
น้ำซุปปรุงรสด้วยโชยุอย่างเข้มมาก จึงมีความเค็มสูงและเป็นสไตล์กินอิ่มแบบจัดเต็ม
แม้จะใช้เส้นตรงค่อนข้างใหญ่และเครื่องแบบทั่วไป แต่จะใส่ชาชูนุ่ม ต้นหอมในปริมาณมาก และพริกไทยดำบดหยาบอย่างจุใจ
เดิมทีเมนูนี้ถูกทำขึ้นเป็นอาหารเสริมเกลือแร่สำหรับแรงงาน จึงมีรสเค็มชัด และแนะนำให้กินคู่กับข้าวสวย

โทยามะแบล็กที่พริกไทยดำคือหัวใจสำคัญของรสชาติ
โทยามะแบล็กที่พริกไทยดำคือหัวใจสำคัญของรสชาติ

5. 【นีงาตะ】ราเม็งมิโสะเข้มข้นนีงาตะ

“ราเม็งมิโสะเข้มข้นนีงาตะ” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของจังหวัดนีงาตะ
เป็นราเม็งชามใหญ่ที่ให้ความอิ่มเต็มที่ด้วยเส้นใหญ่เหนียวนุ่มและผักจำนวนมาก เช่น ถั่วงอกและกะหล่ำปลี
น้ำซุปที่ผสมรสมิโสะกับความอร่อยจากกระดูกหมู กระดูกไก่ และผัก มีรสเข้มข้นจัดเต็ม เหมาะกับอากาศหนาวของนีงาตะอย่างมาก
จุดเด่นคือมักเสิร์ฟพร้อม “ซุปสำหรับผสม” แยกมาอีกภาชนะหนึ่ง เพื่อให้ปรับรสและความเข้มได้ตามชอบ ซึ่งถือเป็นสไตล์ที่ค่อนข้างพิเศษ

การจับคู่ระหว่างเส้นใหญ่เหนียวนุ่มกับน้ำซุปเข้มข้นอัดแน่นด้วยอูมามิอร่อยลงตัวมาก
การจับคู่ระหว่างเส้นใหญ่เหนียวนุ่มกับน้ำซุปเข้มข้นอัดแน่นด้วยอูมามิอร่อยลงตัวมาก

6. 【โทจิงิ】ราเม็งซาโนะ

“ราเม็งซาโนะ” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของเมืองซาโนะ จังหวัดโทจิงิ
น้ำซุปโชยุที่ใช้น้ำคุณภาพดีของเมืองซาโนะให้ภาพลักษณ์ใสสะอาดและรสชาติอ่อนโยน
เส้นทำด้วยวิธีดั้งเดิมที่เรียกว่า “อาโอตาเกะอุจิ” หรือการนวดเส้นด้วยไม้ไผ่ ทำให้ได้เส้นหยักไม่สม่ำเสมอซึ่งสร้างสัมผัสหนึบอร่อยเป็นพิเศษ
เครื่องที่ใส่ก็เป็นแบบมาตรฐาน เช่น ชาชูและต้นหอม ทำให้กินง่ายและไม่หนักเกินไป
จนถึงปัจจุบันแต่ละร้านยังคงสืบทอดเทคนิคอาโอตาเกะอุจิ พร้อมเติมเอกลักษณ์เฉพาะตัวลงไปในราเม็งแต่ละชามอย่างพิถีพิถัน

ราเม็งซาโนะที่โดดเด่นด้วยน้ำซุปใสสะอาด
ราเม็งซาโนะที่โดดเด่นด้วยน้ำซุปใสสะอาด

7. 【ฮิโรชิมา】ราเม็งโอโนมิจิ

“ราเม็งโอโนมิจิ (Onomichi)” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของเมืองโอโนมิจิ จังหวัดฮิโรชิมา
จุดเด่นคือน้ำซุปโชยุที่มีมันหมูลอยอยู่ด้านบน และเส้นแบนขนาดเล็กกลางที่นุ่มเคี้ยวง่าย
น้ำซุปทำจากฐานกระดูกไก่และกระดูกหมู ผสมน้ำสต็อกจากปลาตากแห้งและปลาตัวเล็ก โดยมันหมูจะช่วยเพิ่มความกลมกล่อมและความลึกของรสชาติ
ให้กลิ่นหอมและรสลึกซึ้ง ส่วนเครื่องก็มักเรียบง่าย เช่น เมนมะและต้นหอม

ราเม็งโอโนมิจิ หนึ่งในโซลฟู้ดที่ฮิโรชิมาภูมิใจนำเสนอ
ราเม็งโอโนมิจิ หนึ่งในโซลฟู้ดที่ฮิโรชิมาภูมิใจนำเสนอ

8. 【วากายามะ】ราเม็งวากายามะ

“ราเม็งวากายามะ” คือราเม็งท้องถิ่นตัวแทนของจังหวัดวากายามะ
ในท้องถิ่นมักเรียกว่า “จูกะโซบะ” โดยมีจุดเด่นคือเส้นหยักสีเหลืองนิด ๆ พร้อมเครื่องมาตรฐานและคามาโบโกะเพิ่มเติม
บนโต๊ะมักมีไข่ต้มและซูชิปลาซาบะวางไว้แบบมีค่าใช้จ่าย ซึ่งการกินของเหล่านี้ระหว่างรอถือเป็นสไตล์ของร้านราเม็งในวากายามะ
ราเม็งประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 สายใหญ่ตามน้ำซุปที่เป็นหัวใจหลัก ได้แก่ “สายอิเดะ” และ “สายชะโกะมาเอะ”
ทั้งสองแบบเป็นทงคตสึโชยุเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่สายอิเดะจะเข้มข้นและเป็นที่รู้จักทั่วประเทศมากกว่า ส่วนสายชะโกะมาเอะน้ำซุปจะใสกว่าและรสเบากว่า
ถ้ามีโอกาสไปถึงถิ่น ลองชิมเทียบกันก็เป็นอีกความสนุกที่น่าสนใจ

น้ำซุปที่รสโชยุชัดเจนจนหลายคนเผลอดื่มหมดชาม
น้ำซุปที่รสโชยุชัดเจนจนหลายคนเผลอดื่มหมดชาม

9. 【ฟุกุโอกะ】ราเม็งนางาฮามะ

“ราเม็งนางาฮามะ” คือราเม็งท้องถิ่นที่มีต้นกำเนิดจากย่านนางาฮามะในจังหวัดฟุกุโอกะ
เดิมทีถือกำเนิดขึ้นจากความต้องการเสิร์ฟอาหารอย่างรวดเร็วให้ผู้คนที่ทำงานในตลาดนางาฮามะใกล้ท่าเรือประมง
ยังถูกเรียกว่า “ราเม็งแผงลอย” โดยมีจุดเด่นคือน้ำซุปทงคตสึเข้มข้นจับคู่กับเส้นตรงขนาดเล็กมาก ให้รสกลมกล่อมลุ่มลึก
ปัจจุบันยังเชื่อกันว่านางาฮามะคือแหล่งกำเนิดของ “คาเอะดามะ” ที่คุ้นเคยกันในทุกวันนี้
เพราะมีความคล้ายกับราเม็งฮากาตะมากและแทบไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน จึงมีทั้งร้านที่ใช้ชื่อ “ราเม็งฮากาตะนางาฮามะ” และสื่อที่แนะนำรวมกันเป็นกลุ่มเดียว

ราเม็งนางาฮามะที่โดดเด่นด้วยเส้นเล็ก
ราเม็งนางาฮามะที่โดดเด่นด้วยเส้นเล็ก

มาทำความรู้จัก “ราเม็งสายดัง” แบบ 〇〇-kei ด้วย

นอกจากการแบ่งตามท้องถิ่นหรือประเภทน้ำซุปแล้ว ในโลกของราเม็งยังมีการจัดหมวดหมู่แบบที่เรียกว่า “○○-kei” ด้วย
พร้อมกับการพัฒนาของราเม็งท้องถิ่น ร้านบางแห่งได้สร้างสไตล์เฉพาะตัวขึ้นมา และเมื่อมีร้านหรือศิษย์ที่สืบทอดรสชาติและวิธีทำเหล่านั้น จึงเกิดเป็นสายต่าง ๆ ขึ้น
อีกทั้งเมื่อกระแสราเม็งเติบโต ผู้บริโภคก็เริ่มมองหารสชาติและรูปแบบใหม่ ๆ ทำให้เกิดการแตกแขนงเพื่อตอบโจทย์ความชอบที่หลากหลาย
ปัจจุบันการพัฒนายังคงดำเนินต่อไป และกลายเป็นอีกองค์ประกอบที่ช่วยเติมความหลากหลายให้กับวัฒนธรรมราเม็งของญี่ปุ่น
ต่อไปนี้คือราเม็งสายดัง 4 แบบที่ควรรู้จัก

1. อิเอกะ

สำหรับคนที่สนใจคำเรียกแนวนี้ “ราเม็งอิเอกะ” หมายถึงราเม็งที่มีต้นสายมาจากร้าน “โยชิมุระยะ” ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในเมืองโยโกฮามะ จังหวัดคานางาวะ เมื่อปี ค.ศ. 1974
ชื่อ “อิเอกะ” มีที่มาจากการที่ผู้ก่อตั้ง คุณมิโนรุ โยชิมุระ ใส่คำว่า “ยะ” ในชื่อร้านของตน
หลังจากนั้นบรรดาศิษย์ก็เปิดร้านในสไตล์เดียวกันโดยใช้ชื่อรูปแบบ “○○ยะ” และค่อย ๆ แพร่หลายออกไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าร้านราเม็งทุกแห่งที่มีคำว่า “ยะ” ในชื่อจะเป็นสายอิเอกะทั้งหมด
จุดเด่นคือ น้ำซุปทงคตสึโชยุรสเข้มข้นกับเส้นตรงขนาดใหญ่ โดยมีน้ำมันไก่ลอยอยู่ด้านบน ช่วยเพิ่มทั้งความนุ่มนวลและความหอม
รสชาติจัดเต็มแบบนี้จึงได้รับความนิยมมากในหมู่วัยรุ่นและผู้ชาย
เครื่องพื้นฐานคือผักโขม ชาชู และสาหร่ายโนริ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มท็อปปิง ปรับความเข้มของรส และเลือกความแข็งของเส้นให้ตรงใจได้

ราเม็งอิเอกะที่โดดเด่นด้วยเส้นใหญ่เคี้ยวเต็มคำและน้ำซุปเข้มข้น
ราเม็งอิเอกะที่โดดเด่นด้วยเส้นใหญ่เคี้ยวเต็มคำและน้ำซุปเข้มข้น

2. จิโระเค

“ราเม็งจิโระเค” หมายถึงราเม็งที่เสิร์ฟในร้านต้นกำเนิด “ราเม็งจิโระ” ย่านมิตะ เขตมินาโตะ โตเกียว รวมถึงร้านสาขาและร้านสายที่แตกแขนงออกมา
ชื่อ “จิโระ” มาจากชื่อร้านที่ผู้ก่อตั้ง คุณทาคุมิ ยามาดะ ตั้งขึ้นเอง และต่อมาได้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมราเม็งเฉพาะตัวที่เรียกกันว่า “จิโระ” หรือ “สายอินสไปร์”
จุดเด่นที่สุดคือปริมาณมหาศาลของถั่วงอก กะหล่ำปลี ชาชูชิ้นหนา กระเทียม และมันหมูที่โปะมาสูงเป็นภูเขา
แม้จะสามารถปรับปริมาณได้ตอนสั่ง แต่ถ้ากินไม่เก่งจริงก็ควรลดปริมาณลง ไม่อย่างนั้นอาจกินไม่หมด
โดยทั่วไปใช้เส้นใหญ่มากและน้ำซุปทงคตสึโชยุรสเข้ม เมื่อลองกินพร้อมเครื่องทั้งหมดจะให้ประสบการณ์ที่อิ่มสะใจอย่างมาก
อีกทั้งยังมีแฟนพันธุ์แท้เหนียวแน่นจำนวนมาก จนเรียกได้ว่าเป็นราเม็งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะจนก้าวข้ามกรอบของคำว่าราเม็งไปแล้ว

ท็อปปิงกระเทียม ผัก และเนื้อแบบจัดเต็ม ให้พลังงานเต็มที่
ท็อปปิงกระเทียม ผัก และเนื้อแบบจัดเต็ม ให้พลังงานเต็มที่

3. สายไทโชเค็น

“ราเม็งสายไทโชเค็น” หมายถึงราเม็งที่มีต้นกำเนิดจากร้าน “ฮิงาชิอิเคะบุคุโระ ไทโชเค็น” ในเขตโทชิมะ โตเกียว
ร้านนี้มีชื่อเสียงจาก “สึเคเม็งต้นตำรับ (โมริโซบะพิเศษ)” ที่คิดค้นโดยผู้ก่อตั้ง คุณคาซูโอะ ยามากิชิ และชื่อ “ไทโชเค็น” ก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศผ่านการแยกร้านและบรรดาศิษย์
น้ำซุปมีฐานจากอาหารทะเลและกระดูกหมู ให้รสหวานเค็มกำลังดี พร้อมรสหลังที่สดชื่น
มักใช้เส้นขนาดกลางค่อนข้างหนา และเครื่องอย่างชาชู เมนมะ และนารุโตะ ในสไตล์เรียบง่ายแบบดั้งเดิม
เสน่ห์ของสายไทโชเค็นอยู่ที่ความจริงจังและพิถีพิถันในการทำราเม็งทีละชาม โดยไม่เน้นความหวือหวา แต่ให้รสชาติที่ใครกินก็รู้สึกว่าอร่อยและประณีต

ไทโชเค็น ร้านที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นต้นกำเนิดของสึเคเม็ง
ไทโชเค็น ร้านที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นต้นกำเนิดของสึเคเม็ง

4. สายเมนยะมูซาชิ

“ราเม็งสายเมนยะมูซาชิ” หมายถึงกลุ่มร้านเชนราเม็งที่มี “เมนยะมูซาชิ” ซึ่งก่อตั้งในเขตชินจูกุ โตเกียว เป็นศูนย์กลางหลัก
ชื่อ “มูซาชิ” มาจากนักดาบชื่อดัง มิยาโมโตะ มูซาชิ (Miyamoto Musashi) และแนวคิดรวมถึงจิตวิญญาณดังกล่าวก็สะท้อนอยู่ในการทำราเม็งด้วย
หากไม่นับสาขาต่างประเทศ ร้านจะอยู่เฉพาะในโตเกียว โดยได้รับคำชมจากไอเดียแปลกใหม่และคุณภาพสูง ทั้งการคอลแลบ พื้นที่ร้าน และแนวคิดที่ว่าช่วยเปลี่ยนภาพจำเดิมของราเม็ง
น้ำซุปเป็นดับเบิลซุปที่ผสานกระดูกหมู กระดูกไก่ และอาหารทะเล และในช่วงหลังสึเคเม็งได้รับความนิยมมากกว่าราเม็งแบบน้ำ
ใช้เส้นใหญ่มากที่มีความหนึบสูง พร้อมเครื่องอย่างชาชูชิ้นใหญ่และเมนมะแบบหั่นหนา ซึ่งให้ความโดดเด่นตั้งแต่หน้าตา
อีกจุดเด่นสำคัญคือแต่ละสาขามีเมนูเฉพาะตัว ทำให้สามารถสนุกกับราเม็งต้นตำรับที่แตกต่างกันไปในแต่ละร้านได้

สึเคเม็งแนวพัฒนาต่อยอดก็เป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของสายเมนยะมูซาชิ
สึเคเม็งแนวพัฒนาต่อยอดก็เป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของสายเมนยะมูซาชิ

อินสแตนต์ราเม็งยอดนิยม 3 แบบของคนญี่ปุ่น

ถ้าไม่ได้แวะร้านราเม็งโดยตรง คนญี่ปุ่นจำนวนมากก็คุ้นเคยกับราเม็งอีกแบบผ่านของกินที่ทำง่ายในชีวิตประจำวัน
“อินสแตนต์ราเม็ง” หรือราเม็งกึ่งสำเร็จรูป เป็นหนึ่งในประเภทของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ปรุงได้ง่าย
โดยทั่วไปจะมีเส้นแห้ง เครื่องแห้ง และผงซุปมาเป็นชุด เพียงเติมน้ำร้อนหรือต้มในหม้อ ก็พร้อมกินได้ภายในไม่กี่นาที
แบบซองเรียกว่า “บะหมี่ซอง” ส่วนแบบที่บรรจุในภาชนะเรียกว่า “คัพราเม็ง”
ต่อไปนี้คืออินสแตนต์ราเม็ง 3 แบบยอดนิยมที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยกันดี
หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วญี่ปุ่น ถ้ายังเลือกของฝากไม่ถูก ก็ซื้อกลับเป็นของฝากได้เช่นกัน

1. คัพนู้ดเดิล

“คัพนู้ดเดิล” คืออินสแตนต์ราเม็งแบบถ้วยรุ่นแรกของโลกที่จำหน่ายโดยบริษัทนิชชินฟู้ดส์
เมื่อวางขายในปี ค.ศ. 1971 รูปแบบที่เพียงเติมน้ำร้อนแล้วกินได้ทันทีถือว่าแปลกใหม่มาก และกลายเป็นสินค้ายอดนิยมระดับประเทศอย่างรวดเร็ว
รสชาติมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่รสดั้งเดิม (โชยุ) ซีฟู้ด แกงกะหรี่ และชิลีมะเขือเทศ ไปจนถึงสินค้าจำกัดเฉพาะพื้นที่และแบบจำกัดเวลา
ขนาดก็มีหลายแบบ ทั้งขนาดปกติ (ประมาณ 75–77 กรัม) ขนาด BIG ที่อิ่มมากขึ้น และขนาด Mini ที่เหมาะสำหรับรองท้อง
ในปี ค.ศ. 2017 ยังเริ่มวางจำหน่ายซีรีส์แบบซองชื่อ “คัพนู้ดเดิลกินในชาม” อีกด้วย

ถ้าเริ่มต้น ลองชิมคัพนู้ดเดิลรสโชยุแบบดั้งเดิมดูก่อนได้ (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)
ถ้าเริ่มต้น ลองชิมคัพนู้ดเดิลรสโชยุแบบดั้งเดิมดูก่อนได้ (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)

2. ซัปโปโรอิจิบัง

“ซัปโปโรอิจิบัง” คืออินสแตนต์ราเม็งที่จำหน่ายโดยบริษัทซันโยฟู้ดส์
นับตั้งแต่วางขายในปี ค.ศ. 1966 ก็เป็นสินค้าขายยาวที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในครัวเรือนญี่ปุ่นข้ามรุ่นสู่รุ่น
มีทั้งแบบซองและแบบถ้วย พร้อมหลายรสชาติ เช่น โชยุ ชิโอะ และทงคตสึ
ในบรรดาทั้งหมด รสชิโอะและรสมิโสะแบบซองมีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษ และมีแฟนประจำจำนวนมาก เพราะครองความนิยมอันดับ 1 มาอย่างยาวนาน
บะหมี่ซองหนึ่งหน่วยมีปริมาณประมาณ 90 กรัม ให้รสชาติสมดุลระหว่างเส้นกับน้ำซุปที่คุ้นลิ้นคนญี่ปุ่น
อีกเสน่ห์ของ “ซัปโปโรอิจิบัง” คือทำกินที่บ้านได้ง่าย และยังนำไปดัดแปลงเพิ่มเติมได้สะดวก

ซัปโปโรอิจิบังรสเกลือ หนึ่งในรสยอดนิยม (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)
ซัปโปโรอิจิบังรสเกลือ หนึ่งในรสยอดนิยม (ภาพใช้เพื่อประกอบการอธิบาย)

3. เมียวโจ ชาลเมรา

“เมียวโจ ชาลเมรา” คืออินสแตนต์ราเม็งที่จำหน่ายโดยบริษัทเมียวโจฟู้ดส์
มีทั้งแบบซองและแบบถ้วย โดยแพ็กเกจที่มีตัวละครลุงชาลเมราและแมวช่วยให้จดจำได้ง่าย
แม้จะมีรสพื้นฐานอย่างมิโสะ ชิโอะ และทงคตสึ แต่รสโชยุที่ชวนให้นึกถึงจูกะโซบะแบบดั้งเดิมได้รับความนิยมเป็นพิเศษ
แบบซองหนึ่งหน่วยมีปริมาณประมาณ 80–90 กรัม และยังคงรักษาความอร่อยที่คุ้นเคยไว้ตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย
จุดเด่นที่สุดคือรสลับจากหอยเชลล์ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ
ตัวเส้นทอดขนาดเล็กกลางที่ลื่นนุ่มมีการนวดผสมซุปหอยเชลล์ลงไป และในน้ำซุปก็เติมอูมามิจากหอยเชลล์เพื่อให้รสชาติเข้ากันทั้งชาม
อีกหนึ่งเสน่ห์คือแต่ละรสยังมี “เครื่องเทศสูตรลับ” ให้เติมเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติได้อีกด้วย

บะหมี่ซองที่สนุกกับการเพิ่มท็อปปิงได้อย่างอิสระ
บะหมี่ซองที่สนุกกับการเพิ่มท็อปปิงได้อย่างอิสระ

5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนกินราเม็งในญี่ปุ่น

ก่อนเข้าร้านราเม็งในญี่ปุ่น มีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รู้ไว้แล้วจะช่วยให้กินได้สบายขึ้นมาก
ร้านราเม็งมีวัฒนธรรมและกติกาเฉพาะที่ต่างจากร้านอาหารหรือคาเฟ่ทั่วไป
หากไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ไม่เพียงอาจรบกวนร้านหรือผู้ใช้บริการคนอื่น แต่ยังทำให้ยากที่จะได้ลิ้มรสราเม็งชามพิเศษในสภาพที่อร่อยที่สุด
ต่อไปนี้คือมารยาทพื้นฐานและวิธีกิน 5 ข้อที่อยากแนะนำ เพื่อให้คุณใช้เป็นแนวทางเมื่อไปกินราเม็งที่ญี่ปุ่น

วิธีสั่งราเม็งที่มีอยู่ 2 แบบ

วิธีสั่งราเม็งหลัก ๆ แบ่งได้เป็น 2 แบบ
แบบแรกคือสั่งกับพนักงานโดยตรง
เมื่อได้นั่งแล้วก็แจ้งเมนูที่อยากกิน และหากร้านสามารถปรับความแข็งของเส้นหรือความเข้มของรสได้ พนักงานก็มักจะสอบถามเพิ่มเติม
ในช่วงที่ร้านแน่น ควรตัดสินใจรายการที่ต้องการไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้รบกวนลูกค้าคนอื่น
เมื่อกินเสร็จแล้วจึงเรียกพนักงานอีกครั้งเพื่อชำระเงิน
แบบที่สองคือใช้ตู้จำหน่ายบัตรอาหาร
โดยทั่วไปจะตั้งอยู่ใกล้ทางเข้า ให้เลือกเมนูราเม็งและท็อปปิงจากรายการ กดปุ่มซื้อบัตรอาหาร แล้วนำไปยื่นให้พนักงาน
บางร้านมีรูปภาพหรือคำอธิบายหลายภาษา แต่ถ้าไม่แน่ใจวิธีใช้หรือต้องเลือกอะไร ก็ควรถามพนักงานได้เลย
ทั้งสองแบบนี้หลายร้านรองรับเฉพาะเงินสด จึงควรเตรียมตัวไว้ด้วย

ตู้จำหน่ายบัตรอาหารหลายร้านใช้ได้เฉพาะเงินสด ควรระวังไว้ล่วงหน้า
ตู้จำหน่ายบัตรอาหารหลายร้านใช้ได้เฉพาะเงินสด ควรระวังไว้ล่วงหน้า

มารยาทคือสั่งคนละ 1 ชาม

แม้จะขึ้นอยู่กับร้าน แต่โดยทั่วไปการสั่งคนละ 1 ชามถือเป็นมารยาทของร้านราเม็ง
เหตุผลสำคัญคือการแชร์หนึ่งชามกันหลายคนอาจไม่คุ้มกับต้นทุนของร้านและอาจสร้างความลำบากให้ทางร้าน
ราเม็งเป็นอาหารที่ทำอย่างพิถีพิถันทีละชาม จึงมีทั้งต้นทุนวัตถุดิบและเวลาในการปรุงทุกครั้ง
อีกทั้งร้านราเม็งจำนวนมากมีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์เป็นหลัก จึงต้องบริหารพื้นที่จำกัดให้หมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ
หากหลายคนแชร์ราเม็งหนึ่งชาม ก็จะกินเวลาการใช้ที่นั่งและทำให้ต้องรอลูกค้ากลุ่มถัดไปนานขึ้น
การเคารพความตั้งใจและความพิถีพิถันของเจ้าของร้านที่ใส่ลงไปในราเม็งแต่ละชาม จึงเป็นส่วนสำคัญของการสนุกกับวัฒนธรรมราเม็ง

รักษามารยาทแล้วสนุกกับการกินราเม็งญี่ปุ่นให้เต็มที่
รักษามารยาทแล้วสนุกกับการกินราเม็งญี่ปุ่นให้เต็มที่

บริการยอดนิยมในร้านราเม็ง “คาเอะดามะ” และ “ท็อปปิง”

สองสิ่งที่รู้ไว้แล้วจะทำให้สนุกกับราเม็งมากขึ้นคือ “คาเอะดามะ” และ “ท็อปปิง”
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นคำเรียกนี้ “คาเอะดามะ” คือคำเรียกการสั่งเส้นเพิ่มในขณะที่ยังเหลือน้ำซุปอยู่
เหมาะสำหรับเวลาที่ยังกินไม่อิ่มหรือไม่อยากให้น้ำซุปเหลือทิ้ง
ส่วน “ท็อปปิง” คือบริการเพิ่มเครื่องต่าง ๆ เพื่อปรับราเม็งให้ตรงกับความชอบของตัวเอง
มีให้เลือกหลากหลาย เช่น ชาชู เมนมะ ต้นหอม ไข่ต้ม และสาหร่ายโนริ ทำให้สร้างราเม็งชามในแบบของตัวเองได้
นอกจากนี้ บางร้านยังให้เลือกความแข็งของเส้น ความเข้มของรส และปริมาณมันได้ด้วย
ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวที่ลองกินครั้งแรกและยังไม่มีความชอบเฉพาะ การสั่งแบบปกติก็น่าจะเหมาะที่สุด

คาเอะดามะคือบริการน่าสนใจที่สั่งเพิ่มเฉพาะเส้นได้
คาเอะดามะคือบริการน่าสนใจที่สั่งเพิ่มเฉพาะเส้นได้

ลองสนุกกับวัฒนธรรมการซู้ดเส้นด้วย

ต่างจากหลายประเทศ ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการซู้ดเส้น
มีการอธิบายเหตุผลไว้หลายมุมมอง แต่ที่อยากแนะนำที่นี่คือแนวคิดว่า “ช่วยให้ลิ้มรสได้ดีและกินตอนยังไม่เย็น”
เมื่อซู้ดเส้น อากาศจะถูกดึงเข้าไปพร้อมกับน้ำซุป ทำให้กลิ่นหอมกระจายและช่วยดึงรสชาติออกมาได้เต็มที่
อีกทั้งยังช่วยให้เส้นเย็นลงเร็วขึ้น จึงลดโอกาสลวกปากและทำให้กินได้ในอุณหภูมิที่พอดี
เพราะราเม็งญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความกลมกลืนของเส้นและน้ำซุป วิธีการกินแบบนี้จึงถือว่าเข้าท่ามาก
ในญี่ปุ่น เสียงซู้ดเส้นไม่ถือว่าเสียมารยาทหรือไม่สุภาพ ตรงกันข้ามยังถูกมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความอร่อยด้วย
แม้อาจรู้สึกแปลกในตอนแรก แต่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นก็น่าลองเปิดใจทำตามดูสักครั้ง

ลองซู้ดเส้นราเม็งให้เต็มที่ดูสักครั้ง
ลองซู้ดเส้นราเม็งให้เต็มที่ดูสักครั้ง

ไม่ควรนั่งแช่นาน ทั้งเพื่อร้านและเพื่อความอร่อย

ในร้านราเม็งของญี่ปุ่น ถือเป็นมารยาทที่จะลุกออกจากที่นั่งอย่างรวดเร็วเมื่อกินเสร็จแล้ว
เหตุผลหลักคือร้านราเม็งมักเสิร์ฟอาหารค่อนข้างเร็วและเป็นมื้อที่จบในเวลาไม่นาน จึงต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของร้านและลูกค้าที่รออยู่
อีกทั้งราเม็งจะอร่อยที่สุดตอนร้อน ๆ หากค่อย ๆ กินนานเกินไป น้ำซุปจะเย็นลงและทำให้พลาดความอร่อยของชามนั้นไป
ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงการนั่งคุยนาน ๆ และเมื่อกินเสร็จแล้วก็ควรออกจากร้านโดยเร็ว

เมื่อกินเสร็จแล้ว การชำระเงินและออกจากร้านทันทีถือเป็นมารยาทที่ดี
เมื่อกินเสร็จแล้ว การชำระเงินและออกจากร้านทันทีถือเป็นมารยาทที่ดี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราเม็ง

Q

ในญี่ปุ่นเริ่มกินราเม็งกันตั้งแต่เมื่อไร?

A

แม้จะมีหลายทฤษฎีและไม่อาจระบุได้อย่างแน่ชัด แต่โดยทั่วไปเชื่อกันว่าราเม็งเริ่มแพร่หลายในช่วงตั้งแต่สมัยเมจิจนถึงสมัยไทโช

Q

ราเม็ง 3 ยอดนิยมของญี่ปุ่นคืออะไร?

A

หมายถึง “ราเม็งซัปโปโร” จากฮอกไกโด “ราเม็งคิตะคาตะ” จากจังหวัดฟุกุชิมะ และ “ราเม็งฮากาตะ” จากจังหวัดฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นราเม็งชื่อดังเป็นพิเศษในญี่ปุ่น

Q

ราเม็งท้องถิ่นคืออะไร?

A

คือราเม็งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งทำขึ้นจากวัฒนธรรมอาหารและวัตถุดิบประจำท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่ โดยมีการกล่าวกันว่าทั่วญี่ปุ่นมีราเม็งท้องถิ่นอยู่ราว 200 ชนิด รวมถึงราเม็ง 3 ยอดนิยมของญี่ปุ่นด้วย

บทสรุป

จากประวัติความเป็นมาไปจนถึงราเม็งท้องถิ่นและมารยาทในร้าน บทความนี้ได้พาคุณไล่ดูภาพรวมของราเม็งญี่ปุ่นไว้เป็นหลัก
ราเม็งเป็นอาหารราคาย่อมเยาที่ให้ความอิ่มเอม และมีบทบาทหลากหลายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายหรือการเติมพลัง
แม้จะกินง่าย แต่ก็มีความลึกซึ้ง เป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นที่ช่วยเติมเต็มทั้งใจและกาย
อีกจุดเด่นคือทั่วประเทศมีราเม็งที่มีเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัวซึ่งผูกพันอย่างใกล้ชิดกับแต่ละภูมิภาค
หากคุณกำลังวางแผนมาเที่ยวญี่ปุ่นในอนาคต อย่าพลาดไปสนุกกับวัฒนธรรมราเม็งด้วยตัวเอง