
เที่ยวด้วยรถเช่า! คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับทริปขับรถเที่ยวฮอกไกโด ชมวิวสุดตระการตา
ถ้าพูดถึงการขับรถเที่ยวฮอกไกโด สิ่งที่ทำให้หลายคนหลงรักคงหนีไม่พ้นผืนดินกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาที่ค่อย ๆ เปิดให้เห็นระหว่างทาง
เลยไม่น่าแปลกที่มีคนจำนวนไม่น้อยอยากเช่ารถแล้วออกไปขับเที่ยวด้วยตัวเอง
ฮอกไกโดมีจุดชมวิวสวย ๆ มากมาย และบรรยากาศก็เปลี่ยนไปตามฤดูกาล จึงเข้ากับทริปขับรถแบบสุด ๆ
พอมีรถแล้ว คุณจะวางจังหวะเที่ยวได้อิสระขึ้น และแวะสถานที่น่าสนใจได้มากกว่าเดิม
บทความนี้สรุปข้อมูลสำคัญแบบครอบคลุมสำหรับคนที่กำลังพิจารณาเที่ยวฮอกไกโดด้วยรถเช่า
ตั้งแต่เคล็ดลับการเลือกเช่ารถ ไปจนถึงเส้นทางตัวอย่างที่แนะนำ เรารวมสิ่งที่คุณอยากรู้ไว้แน่น ๆ ลองอ่านไปจนจบแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้
ฮอกไกโดกว้างกว่าที่คิด! วางแผนทริปขับรถเที่ยวอย่างรอบคอบ
ฮอกไกโดมีพื้นที่ประมาณ 83,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นประมาณ 20% ของพื้นที่ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อเทียบกับไต้หวันซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 36,000 ตารางกิโลเมตร หรือเกาหลีใต้ประมาณ 100,000 ตารางกิโลเมตร ก็จะเห็นภาพความกว้างได้ชัดเจนขึ้น
ดังนั้นแม้ดูจากแผนที่แล้วจะรู้สึกว่าอยู่ใกล้กัน แต่ระยะทางระหว่างแหล่งท่องเที่ยวจริง ๆ มักไกลกว่าที่คาดไว้
เพราะเหตุนี้ การคัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยวให้กระชับจึงสำคัญต่อการเที่ยวฮอกไกโดให้เต็มอิ่ม
เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิง เราสรุประยะทางและเวลาเดินทางจากซัปโปโรไปยังแต่ละจุดไว้ในตารางด้านล่าง
เวลาเดินทางในตารางยังไม่รวมเวลาพัก ดังนั้นในการเดินทางจริงอาจใช้เวลามากกว่านี้
นอกจากนี้ ฮอกไกโดมีหิมะตกเกือบครึ่งปี และต้องใช้ทักษะการขับขี่ที่ต่างจากฤดูร้อน หากอยากขับรถเที่ยว ควรวางตารางให้มีเวลาเผื่อไว้
| - | ระยะทาง | เวลาเดินทาง |
|---|---|---|
| จากซัปโปโรไปโอตารุ | 38.3km | ประมาณ 1 ชั่วโมง |
| จากซัปโปโรไปอาซาฮิกาวะ | 137.7km | ประมาณ 2 ชั่วโมง |
| จากซัปโปโรไปฮาโกดาเตะ | 270.6km | ประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที |
| จากซัปโปโรไปอะบาชิริ | 334.1km | ประมาณ 4 ชั่วโมง 40 นาที |
| จากซัปโปโรไปคุชิโระ | 301.5km | ประมาณ 4 ชั่วโมง 20 นาที |
3 ข้อดีของการเช่ารถในฮอกไกโด
ถ้ากำลังวางแผนเที่ยวฮอกไกโด การเช่ารถเป็นตัวเลือกที่อยากแนะนำไว้ก่อน
แม้จะเที่ยวด้วยขนส่งสาธารณะได้เช่นกัน แต่ถ้าอยากใช้เวลาท่องเที่ยวอันมีค่าให้คุ้มกว่า รถเช่าจะเหมาะกว่า
ระหว่างทางยังมีช่วงที่ได้สัมผัส “ความเป็นฮอกไกโด” แบบที่มีแค่ทริปขับรถเท่านั้น และวิวสวย ๆ ที่เห็นผ่านหน้าต่างรถก็ช่วยให้บรรยากาศการเดินทางสดชื่นขึ้น
ด้านล่างนี้เราจะยกตัวอย่างข้อดีหลัก ๆ 3 ข้อ เผื่อใครกำลังลังเล ลองใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้เลย
1. เที่ยวหลายจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฮอกไกโดไม่ได้มีเครือข่ายคมนาคมหนาแน่นเหมือนเมืองใหญ่ และยังมีหลายพื้นที่ที่เดินทางลำบากหรือไปด้วยรถไฟได้ไม่สะดวก
จึงมักเกิดช่วงเวลาว่างระหว่างการเดินทาง หรือจำเป็นต้องวางแผนตามตารางเวลา ทำให้การเคลื่อนไหวมีข้อจำกัด
แต่หากเดินทางด้วยรถเช่า จะเข้าถึงพื้นที่กว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีเวลาท่องเที่ยวมากขึ้น
คุณใช้เวลาได้ตามจังหวะของตัวเอง ไม่ต้องแบกสัมภาระให้เหนื่อย ลดความเครียด และน่าจะสนุกกับทริปได้เต็มที่

2. วิวที่ได้เจอเพราะเดินทางด้วยรถยนต์เท่านั้น
หากมีรถเช่า คุณสามารถไปยังสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่เข้าถึงยากด้วยขนส่งสาธารณะได้
พอขับไปได้ต่อเนื่อง การเดินทางก็ลื่นไหลขึ้น และยังได้สัมผัสธรรมชาติยิ่งใหญ่ของฮอกไกโดแบบเต็มตาไปพร้อมกัน
ความตื่นเต้นว่าอาจได้เจอ “จุดลับ” ระหว่างทางก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง
อีกด้านหนึ่ง เส้นทางขับรถที่ชมทิวทัศน์งดงามตามฤดูกาลก็มีอยู่มากมาย ต่อให้แค่ขับผ่านก็สร้างความทรงจำได้เพียบ
การได้แบ่งปันวิวและเวลาบนรถร่วมกันก็น่าจะทำให้ความผูกพันแน่นแฟ้นขึ้นด้วย

3. ไม่ต้องย้ายที่พร้อมสัมภาระหนัก ๆ
อีกหนึ่งข้อดีของการใช้รถเช่าคือช่วยลดภาระการเดินทางพร้อมสัมภาระหนัก ๆ
แม้เป็นทริปครอบครัวหรือซื้อของฝากเยอะ ก็ไม่จำเป็นต้องยอมตัดใจจากการเที่ยวเพราะกระเป๋าหนัก หรือเสียเวลาย้อนกลับไปโรงแรมเพื่อวางของ
นอกจากนี้ ต่อให้พาเด็กเล็กไปด้วย ก็ยังเพลิดเพลินกับการเดินทางในพื้นที่ส่วนตัวได้ ซึ่งเป็นจุดที่ดีไม่น้อย

ทริปขับรถเที่ยวฮอกไกโดควรใช้บริษัทเช่ารถเจ้าไหนดี?
ฮอกไกโดมีบริษัทเช่ารถหลากหลายตั้งแต่ขนาดเล็กถึงใหญ่ โดยมีความโดดเด่น จุดแข็ง รุ่นรถ และพื้นที่ให้บริการแตกต่างกันไป
ดังนั้น เราจึงคัดเลือกบริษัทเช่ารถที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งานได้อย่างสบายใจ โดยอิงตามเกณฑ์ต่อไปนี้
เกณฑ์การคัดเลือกบริษัทเช่ารถที่นำมาแนะนำ
- มีบริการรับ-ส่งถึงสนามบินนิวชิโตเสะ
- สาขามีจำนวนมาก กระจายหลายพื้นที่
- คืนรถต่างสาขาได้ (บริการขาเดียว: คืนรถที่สาขาคนละแห่งกับสาขาที่รับรถ)
มือใหม่ก็อุ่นใจ! 3 บริษัทเช่ารถที่แนะนำในฮอกไกโด
บริษัทเช่ารถที่จะ紹介ต่อไปนี้ ล้วนเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของวงการ และมีบริการค่อนข้างครบจากความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมา จึงน่าจะใช้งานง่ายแม้เป็นครั้งแรก
หากกำลังลังเลว่าจะเช่ารถที่ไหนดี ลองใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้เลย
1. ไทม์ส คาร์ เรนทัล
“ไทม์ส คาร์ เรนทัล” ที่มีเครือข่ายทั่วญี่ปุ่น มีสาขาครอบคลุมหลายเมืองและภูมิภาค โดยสาขาจำนวนมากจะกระจุกอยู่รอบสนามบินและสถานีชินคันเซ็น
จึงสะดวกสำหรับการท่องเที่ยว สามารถรับรถแล้วออกเดินทางได้ทันทีหลังมาถึง
อีกทั้งเมื่อเทียบกับเจ้าอื่นแล้ว ราคามักย่อมเยากว่า ซึ่งถือเป็นจุดดึงดูดที่น่าสนใจ
- พื้นที่ให้บริการ
- ทั่วญี่ปุ่น (ยกเว้นบางพื้นที่)
- วิธีชำระเงิน
- โดยหลักเป็นบัตรเครดิต
- ราคาเริ่มต้น
-
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 5,313 เยน〜
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,451 เยน〜
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 7,590 เยน〜
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 924 เยน〜
※กรณีรถ Kei (รถเล็ก)
2. โอริกซ์ เรนทาคาร์
“โอริกซ์ เรนทาคาร์” เป็นหนึ่งในบริษัทเช่ารถที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น
มีจำนวนรถในครอบครองมากเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม มีรถหลากหลายตั้งแต่รถนั่งทั่วไปไปจนถึงรถระดับหรู ตอบโจทย์ความต้องการได้หลากหลาย
อีกจุดที่น่าดีใจสำหรับนักท่องเที่ยวคือสามารถสะสมไมล์ของ JAL และ ANA ได้
- พื้นที่ให้บริการ
- ทั่วญี่ปุ่น (ยกเว้นบางพื้นที่)
- วิธีชำระเงิน
- โดยหลักเป็นบัตรเครดิต
- ราคาเริ่มต้น
-
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 6,160 เยน~
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,160 เยน~
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 8,250 เยน~
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 1,320 เยน~
※กรณีรถ Kei (รถเล็ก)
3. โตโยต้า เรนทาคาร์
“โตโยต้า เรนทาคาร์” คือบริการเช่ารถรายใหญ่ที่สุดของวงการ มีสาขาประมาณ 1,100 แห่งทั่วประเทศ
ขึ้นชื่อเรื่องความน่าเชื่อถือและความทนทาน จุดเด่นสำคัญคือได้ขับ “รถโตโยต้า” ซึ่งเป็นรถญี่ปุ่นยอดนิยมที่มีสมรรถนะด้านความปลอดภัยและความประหยัดน้ำมันที่ดี
ทั้งนี้ บริษัทนี้ไม่มีรถ Kei (รถเล็ก) ให้บริการ ดังนั้นหากวางแผนเช่ารถประเภทนี้ควรระวังไว้
- พื้นที่ให้บริการ
- ทั่วญี่ปุ่น (ยกเว้นบางพื้นที่)
- วิธีชำระเงิน
- โดยหลักเป็นบัตรเครดิต
- ราคาเริ่มต้น
-
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 6,160 เยน~
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,600 เยน~
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 8,580 เยน~
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 1,320 เยน~
※กรณีรถนั่ง
※ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง
3 จุดสำคัญในการเลือกเช่ารถในฮอกไกโด
ช่วงที่สามารถขับรถในฮอกไกโดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศมีเพียง 4 เดือน คือเดือนมิถุนายนถึงกันยายน
หากไม่คุ้นเคยกับถนนหิมะ ควรหลีกเลี่ยงการใช้รถเช่าในช่วงอื่น
การขับรถบนถนนหิมะหากไม่เตรียมมาตรการและความรู้พื้นฐานไว้ล่วงหน้า จะเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายอย่างมาก
เพราะเหตุนี้ การเลือกเช่ารถจึงสำคัญต่อการขับรถเที่ยวอย่างปลอดภัยและสนุก
หากต้องเดินทางในช่วงที่มีโอกาสเจอถนนหิมะ อยากให้ใช้ 3 จุดสำคัญต่อไปนี้เป็นแนวทางในการเลือกเช่ารถ
1. เลือกรถ 4WD ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
ยกเว้นผู้ที่คุ้นเคยกับการขับบนถนนหิมะ หรือมีเหตุผลจำเป็นอื่น ๆ เราอยากให้เลือกรถแบบ 4WD (ขับเคลื่อนสี่ล้อ)
เพราะเป็นโครงสร้างที่ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังทั้ง 4 ล้อ จึงลื่นไถลได้ยากและขับได้ปลอดภัยกว่า แม้บนถนนน้ำแข็งหรือถนนที่มีหิมะสะสม
4WD ยังแข็งแรงต่อสภาพถนนและสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี จึงช่วยลดความกังวลเวลาสภาพอากาศแย่กะทันหัน หรือเมื่อต้องขับบนถนนที่ไม่ลาดยาง/ถนนภูเขา
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับรถประเภทอื่น ยังมีความนิ่งสูง จึงเหมาะกับการขับระยะไกลในพื้นที่กว้างใหญ่ของฮอกไกโดด้วย

2. ระบุเลือกรถเช่าที่มี ABS
ABS (Anti-lock Brake System) คือระบบที่ช่วยป้องกันล้อล็อกเมื่อเบรกกะทันหัน ทำให้ผู้ขับยังสามารถควบคุมพวงมาลัยได้
โดยทั่วไป เมื่อเบรกแรง ๆ ล้อจะล็อก ทำให้รถเข้าสู่ภาวะลื่นไถล และด้วยแรงยึดเกาะที่ลดลง พวงมาลัยจะไม่ตอบสนอง
แม้ในสถานการณ์คับขันแบบนี้ ABS ก็ช่วยให้แรงเบรกคงที่ และมีประโยชน์ในฉากถนนน้ำแข็งหรือมีคน/สิ่งของพุ่งออกมาทันที
นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยง และทำให้ผู้ขับสบายใจในหลายด้าน
ในฮอกไกโดที่มีถนนลื่นและมีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ง่าย เราอยากแนะนำรถเช่าที่มี ABS เป็นพิเศษ
อย่าลืมทำความเข้าใจวิธีใช้อย่างถูกต้องล่วงหน้าด้วย ※3 ข้อต่อไปนี้ต้องจำให้ได้
- เหยียบแป้นเบรกให้หนักและเหยียบค้างไว้ (แรงสั่นหรือเสียงผิดปกติเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานปกติ)
- ไม่ควร “ปั๊มเบรก” (ไม่เหยียบเบรกเป็นจังหวะหลายครั้ง)
- ระยะเบรกจะไม่สั้นลง (ควรรักษาความเร็วและระยะห่างที่เหมาะสม)

3. เพิ่มอุปกรณ์ 3 อย่างที่ขาดไม่ได้สำหรับการขับบนถนนหิมะ
หากจะขับรถในฮอกไกโดช่วงที่มีหิมะตกหรือถนนเป็นน้ำแข็ง ต้องมีอุปกรณ์ 3 อย่าง ได้แก่ “ยางสตัดเลส, ที่ปัดน้ำฝนสำหรับหิมะ และแปรงปัดหิมะ”
เรื่องนี้อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิตได้ จึงควรตรวจสอบรายการอุปกรณ์กับบริษัทเช่ารถให้แน่ชัดเสมอ
หากไม่มีติดรถมา ควรเพิ่มเป็นออปชัน หรือไม่ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้บริษัทนั้น
ตารางด้านล่างสรุปบทบาทของแต่ละอย่างแบบสั้น ๆ ไว้แล้ว
- ยางสตัดเลส
-
ยางที่ออกแบบมาสำหรับถนนหิมะและถนนน้ำแข็ง มีเนื้อยางต่างจากยางทั่วไป
ลื่นยากและให้แรงยึดเกาะ เป็นยางที่ขาดไม่ได้ในฤดูหนาว
※หากขับบนถนนหิมะด้วยยางปกติแล้วถูกจับ จะถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย - ที่ปัดน้ำฝนสำหรับหิมะ
-
ที่ปัดน้ำฝนสำหรับฤดูหนาว
หุ้มด้วยยางหรือเรซินชนิดพิเศษที่ไม่แข็งตัวง่ายในอุณหภูมิต่ำ ช่วยกำจัดหิมะและน้ำแข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ - แปรงปัดหิมะ
-
อุปกรณ์สำหรับปัดหิมะที่กองบนรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำจากวัสดุที่ไม่ทำให้กระจกหรือสีรถเป็นรอย ใช้งานสะดวก
12 ข้อควรรู้เพื่อขับรถเที่ยวฮอกไกโดอย่างปลอดภัย
พอเช่ารถเรียบร้อย ก็ถึงเวลามุ่งหน้าออกทริปฮอกไกโดด้วยตัวเองแล้ว
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเดินทางปลอดภัยและสบาย จำเป็นต้องรู้ประเด็นสำคัญบางอย่าง
แม้จะเผลอหลงไปกับธรรมชาติและวิวสวย ๆ แต่ในดินแดนหิมะก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวซ่อนอยู่
หากไม่ทำความเข้าใจความรู้ที่ถูกต้องและการรับมือที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้า ทริปที่ตั้งใจอาจพังได้
ที่นี่เราจะ紹介 12 ข้อสำคัญขั้นต่ำที่อยากให้จำไว้
เนื้อหาเหล่านี้จำเป็นต่อการสนุกกับทริปขับรถด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรแชร์ให้ทุกคนในกลุ่มเข้าใจก่อนออกเดินทาง
1. ระยะทางขับต่อวันไม่เกิน 150km
หากจะกำหนดเส้นทางขับรถในฮอกไกโด อยากให้คุมระยะทางไว้ไม่เกิน 150km ต่อวัน
เวลาขับบนถนนทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3–4 ชั่วโมง และเมื่อคำนึงถึงมื้ออาหารกับการเที่ยวแล้ว นี่คือขีดจำกัด
แม้คนที่มั่นใจในการขับรถ หากขับบนถนนที่ไม่คุ้นเคยต่อเนื่องก็จะสะสมความเหนื่อยล้าแบบไม่รู้ตัว จึงไม่ควรฝืน
พักเป็นระยะ ๆ และให้ผู้โดยสารช่วยสนับสนุนพอเหมาะ อย่าลืมยึด “ความปลอดภัยมาก่อน” ร่วมกันทั้งกลุ่ม
หากใส่แผนแน่นเกินไป ทริปจะกลายเป็นการเดินทางย้ายที่แทนการท่องเที่ยว จึงอยากให้วางแผนเผื่อเวลาให้พอสำหรับแวะระหว่างทางเล็กน้อยด้วย
และหากเป็นไปได้ แนะนำให้มีคนขับอย่างน้อย 2 คน หรือหากพักหลายวัน ควรกำหนด “วันไม่ขับรถ” ไว้ด้วย

2. ไปถึงที่พักก่อนพระอาทิตย์ตก
ถนนตอนกลางคืนในฮอกไกโดมืด และเมื่อออกจากเขตเมืองจะมีไฟถนนน้อยลง โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาจะมืดสนิทไปทั้งบริเวณ
บนถนนที่มืด การมองเห็นแย่ลงทำให้ป้ายบอกทางดูยาก และการสังเกตคนหรือสัตว์ก็ช้าลง จึงเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุ
แม้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง แต่การขับกลางคืนทำให้ง่วงและเหนื่อยสะสมได้ง่าย สมาธิลดลง จึงมีอันตรายมากกว่าที่คิด
จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการขับรถตอนกลางคืนเท่าที่ทำได้ และวางแผนให้ไปถึงที่พักก่อนพระอาทิตย์ตกเป็นหลัก
โดยเฉพาะฤดูหนาวในฮอกไกโด พระอาทิตย์จะตกเร็วประมาณช่วง 16:00 ดังนั้นอยากให้จำไว้และระวังเป็นพิเศษ

3. ใช้ประโยชน์จากมิจิ-โนะ-เอกิ และร้านสะดวกซื้อ
ทริปขับรถในฮอกไกโดมักมีระยะทางและเวลาเดินทางยาว จึงอาจมีช่วงที่ลำบากเรื่องเครื่องดื่ม อาหาร หรือห้องน้ำ
ในสถานการณ์แบบนั้น อยากให้ใช้ “มิจิ-โนะ-เอกิ” ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งมีมากกว่า 100 แห่งตามถนนสายหลักในแต่ละพื้นที่
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้น คำว่า “มิจิ-โนะ-เอกิ” หมายถึงศูนย์สถานีที่เผยแพร่เสน่ห์และข้อมูลของท้องถิ่น มีที่จอดรถกว้างที่ทุกคนใช้ได้ และเปิดให้ใช้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งทำหน้าที่เป็นจุดพักเพื่อสนับสนุนการขับขี่ปลอดภัยด้วย
ภายในมีทั้งร้านอาหาร ห้องน้ำ และร้านขายสินค้าท้องถิ่น และมิจิ-โนะ-เอกิบางแห่งยังมีคอมพิวเตอร์/ Wi‑Fi ให้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ จึงเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยว
เมื่อแวะแล้ว แนะนำให้รับข้อมูลท่องเที่ยวและเช็กข้อมูลถนนล่าสุดไปพร้อมกัน ร้านสะดวกซื้อที่มีของค่อนข้างครบก็ช่วยได้มากเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ต่างจากเขตเมือง ร้านสะดวกซื้อมีจำนวนน้อย จึงแนะนำให้เข้าห้องน้ำและซื้ออาหาร/เครื่องดื่มไว้เมื่อมีโอกาส

4. ตั้งใจเติมน้ำมันให้เร็ว
ตามเขตเมืองหรือถนนที่รถเยอะจะมีปั๊มน้ำมันหลายแห่ง แต่เมื่อออกจากเมืองจะลดลงอย่างรวดเร็ว
ต่างจากเมืองใหญ่ บางพื้นที่ปั๊มน้ำมันมีเวลาทำการสั้น และไม่น้อยที่ปิดวันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์
บางภูมิภาคปั๊มน้ำมันกระจายห่างกันมาก ถึงอยากเติมระหว่างทางก็อาจหาไม่เจอทันที จึงต้องระวัง
เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำมันหมดหรือความกังวลเรื่องนั้น เมื่อจะออกจากเขตเมืองควรเติมให้เต็มถัง และตั้งใจเติมให้เร็วอยู่เสมอ
หากน้ำมันหมดจริง ๆ ให้ย้ายรถไปจอดในจุดที่ปลอดภัยและเปิดไฟฉุกเฉิน
จากนั้นติดต่อบริษัทเช่ารถและตรวจสอบแนวทางการรับมือหลังจากนั้น

5. ต่อให้ถนนกว้างและยาว ก็อย่าเร่งความเร็วเกินไป
ถนนในฮอกไกโดมักมีเลนกว้างและทางตรงเยอะ มองเห็นไกล ขับแล้วรู้สึกโล่งสบาย
เพราะอย่างนั้น หากขับตามความเคยชิน อาจเผลอเกินความเร็วที่กำหนดโดยไม่รู้ตัวได้ง่าย
หากไม่มี “ความรู้สึกเรื่องความเร็ว” นอกจากเสี่ยงโดนจับแล้ว ยังอันตรายอย่างมาก
จริง ๆ แล้วฮอกไกโดมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนจำนวนมาก และยังเกิดเหตุรถตกไหล่ทางหรือชนประสานงาบ่อยบนถนนที่รถไม่มาก
เพื่อปกป้องชีวิตของคุณและผู้ร่วมเดินทาง และเพื่อให้ทริปสนุก อยากให้ระวังการขับเร็วเกินไป

6. ที่แยกไม่มีสัญญาณไฟ ให้ตรวจซ้าย-ขวาอย่างเคร่งครัด
ในฮอกไกโดเกิดอุบัติเหตุชนกันที่ทางแยกในเขตชานเมืองซึ่งไม่มีสัญญาณไฟบ่อยครั้ง
แม้มีรถรอบข้างขับเร็ว ก็ไม่ควรฝืนตาม ควรยึดความเร็วตามที่กำหนดเป็นสำคัญ
และควรตรวจป้ายจราจรพร้อมตรวจความปลอดภัยทางซ้าย-ขวาให้แน่ชัดก่อนเคลื่อนตัวทุกครั้ง

7. ถนนหิมะให้ขับช้า และเว้นระยะห่างระหว่างรถ
ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงพฤษภาคมซึ่งมีโอกาสถนนเป็นน้ำแข็ง (ไอซ์บาร์น) หรือมีหิมะสะสม มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องขับบนถนนหิมะ
ถนนหิมะแตกต่างจากปกติ ระยะทางตั้งแต่เหยียบเบรกจนรถหยุดจะยาวขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น อาจเจอสถานการณ์ที่มองไม่เห็นด้านหน้ากะทันหันจากพายุหิมะหรือหิมะที่รถคันอื่นปัดขึ้นมา
ดังนั้นไม่เพียงต้องขับช้า แต่ต้องไม่ลืมรักษาระยะห่างให้เพียงพอด้วย
เรารวบรวมประเด็นหลักสำหรับการขับบนถนนหิมะในฮอกไกโดไว้ด้านล่าง โดยเฉพาะมือใหม่ควรเช็กควบคู่กัน
- เช็กสภาพถนนก่อนออกตัว (จำการปิดถนน/สภาพอากาศไว้)
- ห้ามเบรกกะทันหัน/หักพวงมาลัยกะทันหัน/เร่งกะทันหันโดยเด็ดขาด (โดยเฉพาะเบรกกะทันหันจะทำให้ล้อล็อกและควบคุมไม่ได้ ต้องระวังมาก)
- ค่อย ๆ เหยียบคันเร่ง และออกตัวให้นุ่มนวล
- หากลื่นไถล อย่าเหยียบคันเร่งหรือเบรก ให้ตั้งสติและประคองพวงมาลัยให้ตรง
- ทางลาด/ทางม้าลาย/ทางเข้า-ออกอุโมงค์ลื่นเป็นพิเศษ ควรระวัง

8. หากมีหิมะสะสม ให้ขับตามรอยล้อรถ
เมื่อขับบนถนนหิมะ อยากให้ขับตามรอยล้อรถ (ร่องล้อ) ของรถที่ผ่านไปก่อนหน้า
เพราะหากเข้าไปในหิมะลึกที่ยังไม่ถูกกดทับ ยางอาจจมและออกไม่ได้
บริเวณที่มีหิมะใหม่สะสม พวงมาลัยจะถูกดึงและรถลื่นไถลง่าย ควรระวัง
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวตามสภาพถนนและสถานการณ์รถคันหน้าก็สำคัญเช่นกัน
เพียงเท่านี้ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นอย่าลืมลดความเร็วและเว้นระยะห่างให้เพียงพอด้วย

9. หากที่ปัดน้ำฝนเปียก ให้ยกขึ้น
หากจอดรถกลางแจ้งเป็นเวลานานในช่วงที่หิมะตก หรือที่ปัดน้ำฝนเปียกอยู่ อยากให้ยกที่ปัดน้ำฝนขึ้นเสมอ
ฤดูหนาวในฮอกไกโดหนาวมาก ถึงขั้นมีบางพื้นที่อุณหภูมิต่ำกว่า -10°C
หากปล่อยที่ปัดน้ำฝนแนบกระจกไว้ในสภาพแบบนี้ มีความเสี่ยงเสียหายจากหิมะสะสม หรือยางที่ปัดน้ำฝนอาจติดกับกระจกหน้าและกลายเป็นน้ำแข็งได้สูง
เพื่อหลีกเลี่ยงการทำรถเช่าเสียหายและต้องจ่ายค่าชดเชย จะทำเป็นกิจวัตรตอนลงจากรถก็ได้ (การละลายน้ำแข็งก็ใช้เวลามาก)
นอกจากนี้ หากกระจกหน้ากลายเป็นน้ำแข็ง ให้ใช้ฟังก์ชันไล่ฝ้า/ละลายน้ำแข็งของรถ (defroster) เพื่อช่วยละลาย

10. อากาศเลวร้าย อย่าฝืนออกไปข้างนอก
เมื่อเกิดพายุหิมะรุนแรงหรือมีการคาดการณ์ว่าอากาศจะเลวร้าย การยอมไม่ออกไปข้างนอก/ไม่ขับรถ และปรับแผนก็เป็นหนึ่งในตัวเลือก
บางพื้นที่สัญญาณมือถือเข้าไม่ถึง และหากหลงทางหรือประสบเหตุจนติดอยู่ อาจต้องทนหนาวเป็นเวลานาน
บางครั้งกู้ภัยอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะมาถึง และกรณีเลวร้ายที่สุดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
อากาศในฮอกไกโดเปลี่ยนแปลงง่าย ดังนั้นการเช็กข้อมูลพยากรณ์อากาศก็สำคัญ
เข้าใจว่าทุกคนอยากสนุกกับทริปที่ตั้งใจ แต่ขออย่าฝืนเด็ดขาด

11. ระวังสัตว์ป่าพุ่งตัดหน้า
ฮอกไกโดที่อุดมด้วยธรรมชาติ มีสัตว์ป่าหลากหลายอาศัยอยู่ เช่น กวาง หมี และสุนัขจิ้งจอก จึงมักเห็นป้าย “ระวังสัตว์พุ่งตัดหน้า” บ่อยครั้ง
นี่เป็นลักษณะเฉพาะของฮอกไกโด แต่ผู้เดินทางที่ไม่คุ้นเคยควรระวัง
อาจเกิดกรณีสัตว์ป่าพุ่งออกมาทันทีระหว่างขับ และอุบัติเหตุชนกันเกิดขึ้นแทบทุกปี
ในฮอกไกโด อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับกวางเอโซะเกิดขึ้นมากกว่า 2,000 ครั้งต่อปี
โดยเฉพาะช่วงพีกของกิจกรรมกวางเอโซะคือฤดูใบไม้ร่วงถึงต้นฤดูหนาว และหากขับช่วงเช้าตรู่กับช่วงเย็น ขอให้ระวังเป็นพิเศษ
หากขับกลางคืนแล้วเห็นดวงตาสัตว์สะท้อนแสงไฟหน้า อาจเป็นกวางเอโซะได้สูง
กวางเอโซะอาจหยุดนิ่งเมื่อมีแสงไฟหรือเสียงรถ ดังนั้นในเขตภูเขาควรลดความเร็วให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
หากเผลอชนเข้าไป ทั้งคุณ ผู้โดยสาร สัตว์ และรถเช่าล้วนเสียหายหนัก จนอาจไม่ใช่ทริปท่องเที่ยวอีกต่อไป ดังนั้นบริเวณใกล้ป้ายเตือนควรใช้ความระมัดระวังสูงสุด
และหากพบลูกหมี มีโอกาสสูงที่แม่หมีจะอยู่ใกล้ ๆ ห้ามลงจากรถโดยเด็ดขาด และให้รีบออกจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว

12. ห้ามเมาแล้วขับโดยเด็ดขาด
แม้ไม่ใช่เฉพาะฮอกไกโด แต่การขับรถหลังดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด
แน่นอนว่ารวมถึงการขับรถในสภาพที่แอลกอฮอล์จากเมื่อคืนยังไม่หมด หรือดื่มเพียงเล็กน้อยระดับชิมก็ห้ามเช่นกัน
เมาแล้วขับไม่เพียงมีโทษรุนแรง แต่ยังอาจพรากชีวิตคนได้

เส้นทางตัวอย่างทริปขับรถ 2 คืน 3 วัน ตะลุยธรรมชาติฮอกไกโด
จากนี้ไปเราจะ紹介เส้นทางตัวอย่างทริป 2 คืน 3 วันเที่ยวฮอกไกโดด้วยรถเช่า
เป็นแผนที่รวมเสน่ห์ของชิเรโทโกะ (Shiretoko) และพื้นที่คุชิโระไว้แน่น ๆ โดยสามารถเพลิดเพลินได้หลากหลายทั้งธรรมชาติ วิวสุดตระการตา และอาหารอร่อย
แม้เวลาไม่ยาว แต่ก็น่าจะเที่ยวได้อย่างจุใจ ดังนั้นหากกำลังลังเลเรื่องแผนทริป ลองอ้างอิงเนื้อหานี้ได้
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเส้นทางที่สมมติช่วง 4 เดือนตั้งแต่มิถุนายนถึงกันยายน และในฤดูหนาวบางจุดอาจปิดถนน ทำให้เดินทางตามเส้นทางตัวอย่างไม่ได้
หากกำลังพิจารณาทริปขับรถในฤดูหนาว อย่าลืมตรวจข้อมูลการปิดถนนและข้อมูลจราจรให้ละเอียด
วันแรก: สัมผัสเสน่ห์ของแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติให้เต็มอิ่ม
วันแรกของเส้นทางตัวอย่างเริ่มจากสนามบินเมมันเบ็ตสึ และเป็นแผนที่ให้คุณสัมผัสเสน่ห์ของ “ชิเรโทโกะ” แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ผ่านการขับรถ เดินเล่น และล่องเรือจากหลายมุมมอง
เนื้อหาถูกอัดแน่นด้วยประสบการณ์ที่มีได้เพราะเป็นฮอกไกโด จนเวลาน่าจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
09:30 เริ่มต้นจากสนามบินเมมันเบ็ตสึ
เริ่มต้นวันแรกที่สนามบินเมมันเบ็ตสึ
เช่ารถจากบริษัทเช่ารถใกล้ ๆ แล้วออกเดินทางกัน

10:30 ประสบการณ์แบบทริปขับรถที่ไม่เหมือนใครที่ “ถนนสู่ฟากฟ้า”
ถนนตรงที่เริ่มจากเมืองชาริ (Shari) ซึ่งอยู่ปลายคาบสมุทรชิเรโทโกะ และทอดยาวต่อเนื่องประมาณ 28.1km
ทัศนวิสัยที่เปิดกว้างไปจนถึงขอบฟ้าทำให้รู้สึกเหมือนมุ่งไปสู่ท้องฟ้าตามชื่อ
เป็นเส้นทางขับรถยอดนิยมที่หลายคนอยากลองสักครั้ง และสีสันจากภูเขารอบ ๆ กับธรรมชาติยิ่งใหญ่ทำให้ได้ประสบการณ์แบบฮอกไกโดอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะช่วงโพล้เพล้ เป็นจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงเพราะมองเห็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าตรงหน้า
ความงามในแต่ละฤดูกาลอย่างใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง หรือทิวทัศน์หิมะในฤดูหนาว ก็เป็นเสน่ห์เช่นกัน

11:00 ดื่มด่ำพลังของธรรมชาติที่ “น้ำตกโอชินโคชิน”
ขับจาก “ถนนสู่ฟากฟ้า” ต่อไปทางตะวันออก แล้ววิ่งตามทางหลวงหมายเลข 334 เลียบทะเลสักพัก ก็จะถึง “น้ำตกโอชินโคชิน”
เป็นหนึ่งใน “ชิเรโทโกะ 8 วิว” และยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน “น้ำตก 100 แห่งของญี่ปุ่น” เป็นน้ำตกที่ทรงพลังอย่างมาก ความอลังการด้วยความสูงต่างระดับประมาณ 30 เมตรยังคงดึงดูดผู้คนไม่หยุด
เพราะกระแสน้ำแยกเป็น 2 สายระหว่างทาง จึงมีอีกชื่อว่า “น้ำตกคู่แสนงาม”
หมู่ไม้ที่เขียวชอุ่มรอบน้ำตกช่วยขับความงามให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และเสียงละอองน้ำก็เพิ่มเสน่ห์ของบรรยากาศ
จุดชมวิวแนะนำคือจุดชมวิวด้านบนของน้ำตกที่มองเห็นทะเลโอค็อตสค์และเทือกเขาชิเรโทโกะได้แบบพาโนรามา
แนะนำให้แวะซื้อของฝากที่ “โอชินโคชินคัง” ซึ่งอยู่ติดกับลานจอดรถฟรีด้วย

11:30 เดินเล่นบนทางเดินไม้ยกระดับของ “ชิเรโทโกะโกโกะ”
จากน้ำตกโอชินโคชิน ขับตามทางหลวงหมายเลข 334 ไปทางตะวันออกต่อ แล้วเข้าไปทางหลวงหมายเลข 93 ขับอีกสักพักก็จะถึง “ชิเรโทโกะโกโกะ”
ชิเรโทโกะโกโกะคือชื่อรวมของทะเลสาบ 5 แห่งในอุทยานแห่งชาติชิเรโทโกะ และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติด้วย
บริเวณนี้ถูกล้อมด้วยป่าดึกดำบรรพ์ มีสัตว์ป่าหลากหลาย เช่น กวางเอโซะและหมีสีน้ำตาลเอโซะ รวมถึงธรรมชาติที่แทบไม่ถูกรบกวน ถือเป็นจุดชมวิวชั้นนำของฮอกไกโด
เส้นทางเดินมี 2 แบบคือ “ทางเดินไม้ยกระดับ” และ “เส้นทางเดินบนพื้นดิน” ซึ่งทั้งสองแบบชมวิวสวยราวภาพวาดได้
สำหรับมือใหม่ แนะนำทางเดินไม้ยกระดับระยะไป-กลับประมาณ 1.6km ที่เข้าชมได้ฟรีและปลอดภัยตลอดทั้งปี เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของชิเรโทโกะโกโกะ

13:00 มื้อกลางวันที่ “ไคเซ็นเรียวริ บันยะ”
ย้อนกลับจากชิเรโทโกะโกโกะตามเส้นทางเดิมประมาณ 20 นาที แล้วไปทานมื้อกลางวันช้าหน่อยที่ “ไคเซ็นเรียวริ บันยะ” ในย่านอุโทร
ร้านนี้บริหารโดยอดีตชาวประมง และเสิร์ฟอาหารทะเลโดยใช้เฉพาะวัตถุดิบที่เจ้าของร้านยอมรับว่าอร่อยเท่านั้น
นอกจากเมนูที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพอย่างอูนิและอิคุระแบบจัดเต็มแล้ว ยังมีอาหารที่ได้ลองรสชาติหายากอีกด้วย
โดยเฉพาะ “ข้าวหน้าทะเล” เมนูคลาสสิกนั้นขึ้นชื่อว่าอร่อยมาก ควรสั่งให้ได้
บรรยากาศในร้านที่ให้ความรู้สึกชวนคิดถึงก็ได้รับคำชม ทำให้เป็นที่นิยมทั้งในหมู่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว

14:20 เพลิดเพลินกับวิวและภูมิประเทศแปลกตาใน “ล่องเรือเลียบชายฝั่งชิเรโทโกะ”
“ล่องเรือเลียบชายฝั่งชิเรโทโกะ” ช่วยให้คุณดื่มด่ำธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของคาบสมุทรชิเรโทโกะจากบนทะเล
จุดรับสมัครและท่าเรืออยู่ใกล้กับไคเซ็นเรียวริ บันยะมาก
เสน่ห์ที่สุดคือได้เห็นถ้ำ โขดหินแปลกตา และหน้าผาที่เกิดจากการกัดเซาะของคลื่น รวมถึงน้ำตกตามหน้าผา ซึ่งเป็นภาพที่มองไม่เห็นจากบนบก
รายละเอียดบริการแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท แต่ที่นี่อยากแนะนำเส้นทาง “คามุยวักกะ โนะ ทากิ” ของ “เรือท่องเที่ยวชิเรโทโกะ โอ-โรรา”
คุณจะได้ขึ้นเรือลำใหญ่ที่โคลงน้อย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีอย่างคุ้มค่า และหากโชคดีอาจได้พบโลมาและแมวน้ำด้วย
ช่วงให้บริการของเรือท่องเที่ยวชิเรโทโกะ โอ-โรรา คือปลายเดือนเมษายนถึงปลายเดือนตุลาคม ดังนั้นควรระวังช่วงเวลาที่ไปเยือน

17:10 ผ่อนคลายกับบรรยากาศและบริการของ “คิตะโคบุชิ ชิเรโทโกะ โฮเทล & รีสอร์ต”
ที่พักคืนแรกคือ “คิตะโคบุชิ ชิเรโทโกะ โฮเทล & รีสอร์ต” ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลเยี่ยมติดทะเลโอค็อตสค์
เป็นโรงแรมที่มีมาตรฐานสูงในทุกด้าน ไม่ว่าจะอาหาร บริการ หรือห้องพัก และได้คะแนนรีวิวจากผู้เข้าพักอย่างยอดเยี่ยม
เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสการต้อนรับแบบญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพราะมีการบริการที่ยอดเยี่ยมรออยู่
จุดแนะนำอีกอย่างคือออนเซ็นและอ่างอาบน้ำกลางแจ้งที่มองเห็นเส้นขอบฟ้า
น้ำแร่ที่อ่อนโยนจะช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทำให้ผ่อนคลายได้เต็มที่

วันที่สอง: อิ่มเอมกับธรรมชาติและวัฒนธรรมของชิเรโทโกะและคุชิโระ
หลังจากดื่มด่ำเสน่ห์ของ “ชิเรโทโกะ” ต่อให้เต็มที่แล้ว วันที่สองของเส้นทางตัวอย่างคือย้ายไปคุชิโระเพื่อสัมผัสทิวทัศน์และวัฒนธรรม
ระหว่างทางต้องใช้เวลาขับรถมาก จึงอยากให้พักเป็นระยะหรือสลับคนขับตามความเหมาะสม
07:10 ดื่มด่ำทริปขับรถวิวสวยที่ “ชิเรโทโกะโทเกะ”
ช่องเขาสวยงามบน “ถนนตัดผ่านชิเรโทโกะ” ที่พาดผ่านเมืองชาริและเมืองเราอุสุ (Rausu)
หากขับช้า ๆ ไปตามทางคดเคี้ยว คุณจะได้ชมทั้งภูเขาและป่าดึกดำบรรพ์ที่งดงาม รวมถึงวิวขับรถชั้นยอดที่มองเห็นภูเขาเราอุสุ (Rausu-dake) ช่องแคบเนมุโระ และถ้าอากาศดีจะมองเห็นเกาะคุนาชิริ (Kunashiri) ด้วย (มีการปิดถนนตั้งแต่ต้นพฤศจิกายนถึงปลายเมษายนเนื่องจากหิมะ)
หากจังหวะดี อาจมีโอกาสได้พบกวางเอโซะหรือสุนัขจิ้งจอกคิตะคิตสึเนะในธรรมชาติด้วย
จุดชมวิวที่ระดับความสูง 738 เมตรก็เป็นจุดที่พลาดไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนเมษายนจะปิดถนน ดังนั้นควรระวังช่วงเวลาที่ไปเยือน

08:20 สัมผัสความงดงามของธรรมชาติและสัตว์ที่ “ชิเรโทโกะ เนเจอร์ ครูซ”
ขับผ่านช่องเขาแล้วมุ่งหน้าไปเมืองเราอุสุต่อ ก็จะถึง “ชิเรโทโกะ เนเจอร์ ครูซ”
ชิเรโทโกะ เนเจอร์ ครูซ คือกิจกรรมยอดนิยมที่ให้คุณเพลิดเพลินกับการสำรวจธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และสัตว์ป่าของคาบสมุทรชิเรโทโกะ
เสน่ห์สำคัญคือได้เห็นสัตว์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เช่น วาฬ โลมา ออร์กา และนกอินทรีหางขาว ท่ามกลางวิวสวย ๆ เป็นภาพหายากที่ต่างจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอย่างชัดเจน
หากไปช่วงปลายเมษายนถึงกลางตุลาคม จะสนุกกับการชมวาฬ โลมา และดูนก ส่วนปลายมกราคมถึงกลางมีนาคม จะเพลิดเพลินกับธารน้ำแข็งลอยและดูนกได้

15:10 พบภาพอันลึกลับที่ “ทะเลสาบมาชู”
ทะเลสาบแคลดีราภายในเขต “อุทยานแห่งชาติอะคัง-มาชู” ทางตะวันออกของฮอกไกโด
จาก “ชิเรโทโกะ เนเจอร์ ครูซ” ไป “ทะเลสาบมาชู” เป็นการขับรถระยะไกล แต่เนื่องจากวิ่งลงใต้ตามทางหลวงหมายเลข 335 เลียบทะเล จึงได้เพลิดเพลินกับวิวทะเลทางซ้ายและภูเขาทางขวาไปตลอดทาง
อย่างไรก็ตาม ขอให้วางแผนให้ขับได้อย่างปลอดภัย เช่น สลับคนขับระหว่างทาง
ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีความยาวรอบ ๆ ประมาณ 20km และพื้นที่ประมาณ 19.6 ตารางกิโลเมตร โดยบริเวณรอบทะเลสาบถูกกำหนดเป็นเขตอนุรักษ์พิเศษ
เพราะล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน จึงลงไปที่ผิวน้ำไม่ได้ แต่สามารถชมผิวน้ำที่สวยงามได้จากจุดชมวิวที่จัดไว้รอบ ๆ

16:40 สัมผัสประวัติศาสตร์ฮอกไกโดที่ “อะคังโกะ ไอนุ โคตัน”
ขับตามทางหลวงหมายเลข 241 และ 240 ผ่านอุทยานแห่งชาติอะคัง-มาชู ไปยัง “อะคังโกะ ไอนุ โคตัน”
เป็นชุมชน (โคตัน) ชั้นนำของฮอกไกโดที่เผยแพร่วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชนเผ่าไอนุ
เป็นชุมชนที่ผู้คนยังอาศัยอยู่จริง เป็นคอมมูนิตี้ที่มีชีวิต ซึ่งยังคงรักษาประเพณีที่สืบทอดมา พร้อมพัฒนาต่อในแบบของตัวเอง
ภายใต้แนวคิดความเชื่อของไอนุว่า “ทุกสิ่งมีวิญญาณสถิตอยู่” และสะท้อนจิตวิญญาณ “6” (เช่น สัมผัสกัน สร้างสรรค์ ปลดปล่อย ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ เป็นต้น)
ภายในมีทั้งแกลเลอรีงานหัตถศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับไอนุ โรงละครในร่มเล่าประวัติศาสตร์ รวมถึงร้านอาหารที่ให้สัมผัสวัฒนธรรมอาหารของไอนุ เรียกได้ว่ามีไฮไลต์ให้ชมไม่รู้จบ

18:00 ใช้เวลาสุดพิเศษที่ “อะคัง สึรุกะ เบ็ตโซ ฮินะโนซะ”
เลือก “อะคัง สึรุกะ เบ็ตโซ ฮินะโนซะ” (Akank Tsuru-ga Bessou Hinanoza) ซึ่งรายล้อมด้วยธรรมชาติฮอกไกโดและวัฒนธรรมไอนุ เป็นที่พักคืนที่สอง
ที่นี่รับเฉพาะผู้เข้าพักระดับมัธยมต้นขึ้นไป และห้องพักทั้งหมดเป็นสวีต ให้ความรู้สึกสงบเหมือนบ้านเกิดในใจ
เสน่ห์ที่สุดคือวิวทะเลสาบอะคังจากออนเซ็นกลางแจ้งที่มีในทุกห้อง
มี 5 แบบดีไซน์ให้เลือก แต่ละแบบมีบรรยากาศต่างกัน จึงอยากให้เลือกห้องที่ถูกใจ
ทั้งบริการและอาหารก็ดีไร้ที่ติ ทำให้ได้การพักผ่อนที่เหมาะกับการเดินทางอย่างแท้จริง

วันที่สาม: เที่ยวสถานที่เด่นของคุชิโระ
วันสุดท้ายเป็นแผนเที่ยวสถานที่เด่นของคุชิโระที่ยังไม่ได้ไปในวันที่สอง
ไฮไลต์คือการชมสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ธรรมชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มมุมมองต่อธรรมชาติและความรู้ใหม่ ๆ
อยากให้คุณได้สัมผัสการค้นพบใหม่และโลกที่น่าประทับใจด้วยตัวเอง
และจนกว่าจะคืนรถเช่า ขอให้ขับอย่างปลอดภัยเพื่อปิดทริปให้สวยที่สุด
08:50 พบวิวสวยแบบฮอกไกโดใน “เรือท่องเที่ยวทะเลสาบอะคัง”
ล่องเรือชมวิววนรอบทะเลสาบอะคัง ใช้เวลาประมาณ 85 นาที
นอกจากได้เพลิดเพลินกับวิวสวยที่ธรรมชาติฮอกไกโดรังสรรค์แล้ว เสน่ห์ที่สุดคือได้พบ “มาริโมะ” ซึ่งเป็นอนุสรณ์ธรรมชาติพิเศษ
แม้มาริโมะจะพบได้ทั้งในและนอกประเทศ แต่พื้นที่ที่เติบโตมีเพียงบางแห่ง และแหล่งที่มาริโมะทรงกลมรวมตัวเป็นกลุ่มนั้นมีเพียงทะเลสาบอะคังเท่านั้นในโลก
โดยทั่วไปไม่สามารถเห็นมาริโมะแท้ (ตามธรรมชาติ) ได้ แต่ที่ “ศูนย์จัดแสดงและสังเกตการณ์มาริโมะ” คุณสามารถสังเกตระบบนิเวศอันล้ำค่าได้อย่างละเอียด
มาริโมะหลากหลายขนาดที่นอนนิ่งอยู่ในตู้ปลาใหญ่ดูน่ารักชวนมอง

12:00 ชิมข้าวหน้าทะเลที่ “ตลาดคุชิโระ วะโช”
ถ้าพูดถึงครัวของโดโต (ฮอกไกโดตะวันออก) และคุชิโระ ตลาดนี้คือชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง
ก่อตั้งในปี 1954 เป็นตลาดเก่าแก่ที่สุดของคุชิโระ และยังถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งใน “3 ตลาดใหญ่ของฮอกไกโด”
ขับจากทะเลสาบอะคังลงใต้ตามทางหลวงหมายเลข 240, 274 และ 666 ก็จะถึง
มีร้านค้ามากกว่า 40 ร้านรวมตัวกันในตลาดนี้ ทั้งอาหารทะเลเป็นหลัก รวมถึงของใช้ทั่วไปและร้านผลไม้
ของขึ้นชื่อของตลาดวะโชคือ “คัตเตะด้ง” คุณเลือกอาหารทะเลที่ชอบตรงนั้นแล้วโปะบนข้าว ได้ลิ้มรสข้าวหน้าทะเลแบบออริจินัล ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะของตลาดที่มีอาหารทะเลสดใหม่ครบครัน

13:40 ชมทิวทัศน์ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่ “พื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระ”
ขับรถจากตลาดคุชิโระ วะโชประมาณ 40 นาที ก็จะถึงพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระ
เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และเมื่อรวมพื้นที่เนินเขารอบ ๆ แล้ว มีขนาดถึง 28,788 เฮกตาร์
พื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่ยังคงความดิบไว้มาก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญตามอนุสัญญาแรมซาร์เป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น และยังได้รับการกำหนดเป็นอนุสรณ์ธรรมชาติของชาติด้วย
มีจุดชมวิวหลายแห่ง เช่น “จุดชมวิวโฮโซโอกะ” และ “จุดชมวิวพื้นที่ชุ่มน้ำเมืองคุชิโระ” ดังนั้นลองใช้จุดเหล่านี้เพื่อดื่มด่ำวิวทุ่งชุ่มน้ำอันสวยงามอย่างเต็มที่

หากมาเที่ยวฮอกไกโดครั้งแรก แนะนำเส้นทางยอดนิยมแบบคลาสสิกด้วย
ถ้ามาเยือนฮอกไกโดเป็นครั้งแรก การเลือกแผนยอดนิยมที่พาเที่ยวจุดดัง ๆ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
บทความนี้แนะนำเส้นทางตัวอย่าง 2 คืน 3 วัน ที่พาคุณเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวมาตรฐานซึ่งคัดสรรมาแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเดินทาง เช่น อาหารท้องถิ่นและอีเวนต์ตลอดปี จึงแนะนำให้เช็กควบคู่กัน
นอกจากนี้ ซัปโปโรและโอตารุสามารถเที่ยวได้แม้ไม่ใช้รถเช่า ดังนั้นหากกำลังชั่งใจระหว่างทริปขับรถกับทริปรถไฟ ก็อยากให้ลองอ่านด้วย

3 เส้นทางขับรถเที่ยวที่แนะนำในฮอกไกโด
ฮอกไกโดยังมีเมืองที่น่าสนใจอีกมาก และสามารถสนุกได้หลายรูปแบบซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่
ถ้าอยากให้ทริปขับรถสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ลองวางแผนโดยเน้นวิวสวยและ “ถนนที่ขับแล้วเพลิน” ก็เป็นอีกทางเลือก
ต่อไปเราจะ紹介เส้นทางขับรถที่แนะนำ 3 เส้นทาง ลองใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้เลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เข้ากันได้ดีกับเส้นทางตัวอย่างยอดนิยมแบบคลาสสิก คุณอาจลองออกแบบแผนของตัวเองก็สนุกไปอีกแบบ
1. เส้นทางโอโรろんไลน์
ถนนรวมระยะทาง 380km เชื่อมเมืองโอตารุกับเมืองวักกะไน โดยเป็นเส้นทางที่วิ่งเลียบทะเลญี่ปุ่นเป็นหลัก ผ่านทางหลวงหมายเลข 232 และถนนจังหวัดหมายเลข 106
เป็นถนนขับรถชมวิวที่ยอดเยี่ยม มองเห็นทะเลสวยและพระอาทิตย์ตกได้ และเคยทำให้ผู้คนมากมายหลงใหล
ระหว่างทางมีจุดน่าสนใจมากมาย เช่น “ไอโรโดะ อัตสึตะ” ที่รู้จักกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคู่รัก “แหลมโคงาเนะ” ที่ถูกเลือกเป็นหนึ่งใน “พระอาทิตย์ตก 100 แห่งของญี่ปุ่น” และ “แหลมนอชัปปุ” ที่มองเห็นภูเขาริชิริได้
เป็นเส้นทางที่เหมาะกับทริปเดินทางด้วยรถยนต์ที่ได้ทั้งขับรถและเที่ยวอย่างเต็มอิ่ม

2. ถนนเจ็ตโคสเตอร์
ในพื้นที่ที่แทบไม่มีบ้านเรือนของฟุราโนะ ฮอกไกโด มีถนนคล้ายรถไฟเหาะที่ทอดยาวประมาณ 4km โดยไล่จากทางลาดชันลงอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
มองเห็นเทือกเขาโทคาจิดาเกะอยู่ไกล ๆ และรอบ ๆ เป็นวิวทุ่งนา
ได้รับความนิยมมากจนมีหลายคนบอกว่านี่คือที่ที่ชอบที่สุดเมื่อมาฮอกไกโด

3. อุโมงค์ซากุระ ถนนนิชิจุคเค็น ชิซึไน
ถนนเส้นตรงในเขตฮิดากะ ฮอกไกโด เชื่อมระหว่างชิซึไน ทาวาระ ถึงชิซึไน มิโซโนะ ในเมืองชินฮิดากะ
ตามชื่อ ถนนมีความกว้างประมาณ 36 เมตร (20 เค็น)
เป็นจุดชมซากุระระดับตัวแทนของญี่ปุ่น ได้รับเลือกเป็น “ถนน 100 สายของญี่ปุ่น” “สถานที่ชมซากุระ 100 แห่ง” และ “มรดกฮอกไกโด”
ช่วงที่สวยที่สุดคือปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม และภาพซากุระมากกว่า 2,000 ต้นที่บานสะพรั่งตลอดระยะทางประมาณ 7km นั้นอลังการเกินบรรยาย
หากขับรถผ่านถนนที่เรียงรายด้วยซากุระซึ่งย้อมพื้นที่เป็นสีชมพู คุณจะได้สัมผัสเสน่ห์ของทริปขับรถอย่างเต็มที่

หากไม่มั่นใจในการขับรถ แนะนำแท็กซี่ท่องเที่ยว
ถ้ากังวลกับการขับรถในญี่ปุ่นหรือบนถนนหิมะของฮอกไกโด แต่ยังอยากสนุกกับการเดินทางบนถนน แนะนำ “แท็กซี่ท่องเที่ยว”
แท็กซี่ท่องเที่ยวคือแท็กซี่แบบเหมาจ่ายที่พาคุณเดินทางโดยเน้นแหล่งท่องเที่ยวตามความต้องการของผู้ใช้ ช่วยให้เที่ยวได้อย่างสบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสัมภาระหรือเวลา
โดยเฉพาะฮอกไกโดที่มีพื้นที่กว้างและจุดท่องเที่ยวกระจายตัว นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นพื้นที่จะได้ประโยชน์มาก
คนขับมีความรู้ท้องถิ่นสูง จึงช่วยได้ทั้งเส้นทางที่สั้นที่สุด จุดลงรถที่เหมาะสม และการปรับตัวตามสถานการณ์ ทำให้ทริปสบายและยืดหยุ่นมากขึ้น
อีกทั้งยังบอกข้อมูลอย่างสถานที่ลับหรือร้านกำลังฮิตที่หาไม่ได้จากอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นข้อดีที่น่าดีใจ
หากมาเป็นกลุ่มใหญ่ ค่าใช้จ่ายต่อคนจะลดลง จึงมีความคุ้มค่าในด้านเศรษฐกิจด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทริปขับรถเที่ยวฮอกไกโด
Q
ฮอกไกโดหิมะตกตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงเมื่อไหร่?
แตกต่างกันไปตามพื้นที่และแต่ละปี แต่โดยมากมักมีหิมะตกตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม
Q
ถ้าขับรถวนรอบฮอกไกโดทั้งเกาะ ต้องใช้กี่วัน?
ว่ากันว่าถ้าเร็วที่สุดสามารถเที่ยววนได้ประมาณ 10 วัน อย่างไรก็ตาม หากรวมเวลาท่องเที่ยวด้วย ควรเผื่อไว้ประมาณ 2–3 สัปดาห์จะเหมาะกว่า
Q
มีจุดไหนที่ควรระวังเป็นพิเศษเมื่อขับรถในเขตเมือง เช่น ในซัปโปโร?
โดยเฉพาะใจกลางซัปโปโรมีถนนวันเวย์เยอะ ดังนั้นตอนเลี้ยวซ้าย-ขวาให้ตรวจป้ายให้ดี นอกจากนี้ พื้นที่ห้ามจอดมีมาก หากจะจอดรถให้ใช้ลานจอดแบบหยอดเหรียญ
บทสรุป
บทความนี้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเช่ารถเที่ยวฮอกไกโด โดยเน้นประเด็นสำคัญในการขับบนถนนหิมะ
แม้การขับรถในฮอกไกโดช่วงหิมะตกจะมีความเสี่ยง แต่ถ้าเตรียมตัวให้พร้อมและขับอย่างปลอดภัย ก็ยังสนุกกับทริปได้อย่างสบายใจ
เสน่ห์แบบฮอกไกโดมีให้เลือกมากมาย ทั้งธรรมชาติ วิวสวย อาหารอร่อย และสถานที่ดัง และการเช่ารถก็ช่วยให้คุณเก็บรายละเอียดเหล่านี้ได้มากขึ้นอีกหน่อย
หากยังลังเล ลองอ้างอิงเส้นทางตัวอย่างที่แนะนำ แล้วค่อย ๆ วางแผนออกเดินทางดูไหม