
【คู่มือท่องเที่ยวเดจิมะ】จุดหมายหนึ่งเดียวที่วัฒนธรรมเอโดะและตะวันตกผสานกัน
ถ้าอยากเดินเล่นในบรรยากาศที่มีกลิ่นอายต่างแดนปะปนกับภาพเมืองเก่าและเมืองสมัยใหม่อย่างพอดี “เดจิมะ” เป็นจุดหมายที่ชวนให้แวะมาเยือนมากทีเดียว
จึงเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสบรรยากาศและเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากเมืองอื่น
บทความนี้จะพาไปรู้จักจุดเด่นที่ควรรู้ก่อนมาเที่ยว “เดจิมะ” รวมถึงฤดูกาลท่องเที่ยวที่แนะนำและสถานที่น่าสนใจรอบๆ
หากคุณกำลังวางแผนมาเที่ยว “เดจิมะ” ลองอ่านบทความนี้ไว้ล่วงหน้าก่อนมาเยือน น่าจะช่วยให้เที่ยว “เดจิมะ” ได้สนุกยิ่งขึ้น
เดจิมะเป็นสถานที่แบบไหน?
เมื่อพูดถึงสถานที่ที่ทำให้เห็นภาพการเชื่อมต่อระหว่างญี่ปุ่นกับโลกภายนอกในอดีต “เดจิมะ” ก็เป็นชื่อที่หลายคนนึกถึง
ที่นี่เป็นเกาะเทียมขนาดใหญ่แห่งแรกของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนางาซากิ จังหวัดนางาซากิ และเดิมมีรูปทรงคล้ายพัด
หลังยุคเมจิ พื้นที่นี้ค่อยๆ กลายเป็นผืนดินต่อเนื่องกับฝั่งจากการถมทะเลเพื่อพัฒนาท่าเรือ ทำให้รูปร่างเดิมแบบพัดและภาพลักษณ์ของการเป็น “เกาะ” แทบไม่หลงเหลือ
ราวปี ค.ศ. 1951 ได้เริ่มการบูรณะให้กลับไปมีสภาพเหมือนในยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) และบางส่วนก็ได้กลับคืนสู่ภาพเดิมในสมัยนั้น
ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนจากประเทศให้เป็นโบราณสถานสำคัญ
“เดจิมะ” ถูกสร้างขึ้นในสมัยเอโดะเพื่อควบคุมชาวโปรตุเกส โดยมีเป้าหมายเพื่อห้ามการเผยแผ่ศาสนาคริสต์
นับเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายปิดประเทศในยุคนั้น
ที่นี่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวโปรตุเกสและชาวดัตช์ และทำหน้าที่เป็นหน้าต่างเพียงแห่งเดียวสู่โลกตะวันตกในช่วงนโยบายปิดประเทศ
ปัจจุบันภายใน “เดจิมะ” มีอาคารที่จำลองทั้งภายนอกและภายในของยุคเอโดะไว้อย่างสมจริง จนช่วยให้จินตนาการถึงวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน
อาคารสไตล์ญี่ปุ่นผสมตะวันตกยังเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมอีกด้วย
ยังมีจุดให้สัมผัส ชม และเรียนรู้วัฒนธรรมยุคเอโดะอยู่มากมาย จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
ยังสามารถลิ้มลองอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากนางาซากิในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของ “เดจิมะ” ได้อีกด้วย ทำให้เที่ยวได้หลายรูปแบบ
ภายในเดจิมะยังมีร้านให้เช่าชุดกิโมโน จึงแนะนำให้ลองสวมกิโมโนเดินเล่นรอบๆ “เดจิมะ”
หากทำแบบนั้น คุณน่าจะยิ่งซึมซับบรรยากาศและเพลิดเพลินกับการเที่ยวเดจิมะได้มากขึ้น
หนึ่งในเสน่ห์สำคัญของการเที่ยว “เดจิมะ” คือการได้สัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่น ณ สถานที่ซึ่งเคยเป็นจุดแลกเปลี่ยนกับต่างชาติในยุคเอโดะที่ปิดประเทศ


การเดินทางไปเดจิมะ
หากออกเดินทางจาก “สถานีนางาซากิ” ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญของการท่องเที่ยวในนางาซากิ วิธีไป “เดจิมะ” มีดังนี้
- เส้นทาง
-
1. ขึ้นรถบัสประจำทางสายมุ่งหน้าไปชินจิไชน่าทาวน์ แล้วลงที่ป้าย “ชินจิไชน่าทาวน์”
2. เดินต่อประมาณ 5 นาที - ระยะเวลา
- ประมาณ 10 นาที
เวลาเปิดทำการและค่าเข้าชมของเดจิมะ
เวลาเปิดทำการและค่าเข้าชมของ “เดจิมะ” ดูได้จากตารางด้านล่าง
อาคารแต่ละแห่งภายในเดจิมะอาจมีเวลาเปิดทำการไม่เหมือนกัน หากมีจุดที่อยากแวะเป็นพิเศษ แนะนำให้ตรวจสอบล่วงหน้า
- เวลาเปิด
- 8:00–21:00 (เข้าได้ถึง 20:40)
- ค่าเข้าชม
-
・ผู้ใหญ่: 520 เยน
・นักเรียนมัธยมปลาย: 200 เยน
・นักเรียนประถมและมัธยมต้น: 100 เยน
ฤดูกาลท่องเที่ยวที่แนะนำสำหรับเดจิมะคือช่วงไหน?
ถ้าจะมาเที่ยว “เดจิมะ” ช่วงที่เหมาะคือฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง
เพราะการเที่ยวภายในเดจิมะส่วนใหญ่ต้องเดิน จึงเหมาะจะมาในช่วงอากาศสบาย
ทั้ง “เดจิมะ” และ “นางาซากิ” เป็นจุดหมายยอดนิยมที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนตลอดทั้งปี
ดังนั้นหากเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงช่วงวันหยุดยาว เช่น ปิดเทอมฤดูร้อนหรือช่วงปีใหม่
เสน่ห์ของพื้นที่สไตล์ญี่ปุ่นผสมตะวันตก! 7 จุดท่องเที่ยวยอดนิยมในเดจิมะ
ภายใน “เดจิมะ” มีจุดน่าสนใจหลายแห่งที่สะท้อนการผสมผสานกันของวัฒนธรรมยุคเอโดะ เมจิ และตะวันตกได้อย่างมีเอกลักษณ์
ระหว่างเดินเที่ยว คุณอาจได้ทั้งความรู้สึกคุ้นเคยชวนให้นึกถึงอดีต และมุมมองใหม่จากวัฒนธรรมที่ไม่ค่อยได้พบในที่อื่น
ต่อไปนี้คือจุดท่องเที่ยวเด่นใน “เดจิมะ” ที่อยากแนะนำว่าไม่ควรพลาด
1. สะพานเชื่อมจากปัจจุบันสู่วันวาน “สะพานเดจิมะโอโมเตะมง”
“สะพานเดจิมะโอโมเตะมง” เป็นสะพานใหม่ที่สร้างขึ้นในปี 2017 เพื่อเชื่อมระหว่าง “นางาซากิ” กับ “เดจิมะ”
มีการออกแบบให้ดูร่วมสมัยเพื่อไม่ให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการบูรณะเดจิมะในสมัยนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำลายทัศนียภาพโดยรอบ
ผลลัพธ์คือสะพานที่มีดีไซน์โดดเด่นและน่าสนใจในเชิงสายตา
ในปี 2018 ยังได้รับรางวัล Good Design Award อีกด้วย

2. จุดถ่ายรูปยอดนิยม “ห้องกัปตัน”
สำหรับคนที่สนใจประวัติของสถานที่ คำว่า “กัปตัน” หมายถึงหัวหน้าสถานีการค้าดัตช์ ส่วน “ห้องกัปตัน” ก็คือที่พักอาศัยของเขา
ชั้น 1 ใช้เป็นคลังสินค้าและพื้นที่ใช้งานอื่นๆ ส่วนชั้น 2 เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและสำนักงาน และยังใช้สำหรับรับรองแขกด้วย
จุดที่น่าสนใจของ “ห้องกัปตัน” อยู่ที่การตกแต่งภายใน
ผนังห้องตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลวดลายดั้งเดิมของญี่ปุ่น ทำให้เกิดพื้นที่ที่กลมกลืนระหว่างการตกแต่งแบบตะวันตกกับลวดลายแบบญี่ปุ่น
ด้วยบรรยากาศที่หาไม่ได้จากที่อื่น จึงเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม

3. “อดีตโรงเรียนศาสนศาสตร์เดจิมะ” ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศต่างแดน
“อดีตโรงเรียนศาสนศาสตร์เดจิมะ” เป็นอาคารโรงเรียนศาสนศาสตร์คริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่
ทั้งนี้ คริสต์ศาสนิกชนที่กล่าวถึงในที่นี้ หมายถึงนิกายโปรเตสแตนต์
ที่นี่เคยใช้ทั้งในการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นและเป็นสถานที่ฝึกอบรมศาสนาจารย์
ตัวอาคารให้ความรู้สึกของต่างแดนอย่างเด่นชัด และมีเสน่ห์แบบ “เดจิมะ” ที่อบอวลด้วยบรรยากาศนานาชาติ
ข้าง “อดีตโรงเรียนศาสนศาสตร์เดจิมะ” มีโมเดลจิ๋วชื่อ “มินิเดจิมะ” ซึ่งจำลอง “เดจิมะ” ในขนาด 1 ต่อ 15


4. “โกดังหมายเลข 14” เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเดจิมะ
“โกดังหมายเลข 14” เป็นคลังสินค้าที่เคยใช้เก็บน้ำตาลนำเข้า
ใน “เดจิมะ” เคยมียุ้งฉางและโกดังสำหรับเก็บน้ำตาลอยู่หลายแห่ง สะท้อนให้เห็นว่าน้ำตาลเป็นสินค้านำเข้าสำคัญของที่นี่
แม้ “โกดังหมายเลข 14” จะได้รับการบูรณะในปี 2016 แต่รูปลักษณ์ที่ชวนให้นึกถึงอดีตก็แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของเทคโนโลยีการบูรณะได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันภายในอาคารมีนิทรรศการเกี่ยวกับการก่อสร้างเดจิมะและสะพานเดจิมะ

5. “ห้องเฮโตรุ” เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมยุคเอโดะ
ในที่นี้ “เฮโตรุ” หมายถึงบุคคลที่มีตำแหน่งรองจากหัวหน้าสถานีการค้า หรือก็คือตำแหน่งรองหัวหน้า ซึ่งเป็นคำจากภาษาโปรตุเกสเช่นเดียวกับกัปตัน
ในอดีต “ห้องเฮโตรุ” ใช้เป็นที่พักอาศัย
ปัจจุบันสามารถซื้อสินค้าที่ระลึกของ “เดจิมะ” ได้ที่มิวเซียมช็อปชั้น 1 และชั้น 2 ยังมีนิทรรศการพิเศษให้ชมอีกด้วย
เป็นสถานที่ที่สามารถเรียนรู้พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในสมัยนั้น

6. สัมผัสความเชื่อมโยงระหว่างเอโดะกับเนเธอร์แลนด์ที่ “ห้องพักชาวดัตช์ของเสมียนผู้ประกอบพิธี (พิพิธภัณฑ์รังกากุ)”
“ห้องพักชาวดัตช์ของเสมียนผู้ประกอบพิธี (พิพิธภัณฑ์รังกากุ)” เคยถูกใช้เป็นที่พักของหัวหน้าเจ้าหน้าที่ธุรการและเลขาธิการของสถานีการค้าดัตช์
ปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับ “รังกากุ” หรือศาสตร์ความรู้ที่ญี่ปุ่นเรียนรู้มาจากเนเธอร์แลนด์
ภายในมีการจัดแสดงกล้องจุลทรรศน์และนาฬิกาแบบไม้บรรทัดที่ใช้ในยุคเอโดะ ทำให้สัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนกับวัฒนธรรมตะวันตกอย่างใกล้ชิด

7. ลิ้มรสของขึ้นชื่อแห่งนางาซากิที่ “ร้านอาหารนางาซากิไนไกคลับ”
ภายในร้านที่ใช้ตัวอาคารประวัติศาสตร์ยุคเมจิ “อดีตนางาซากิไนไกคลับ” คุณสามารถลิ้มลองอาหารตะวันตกและของหวานที่เกี่ยวข้องกับนางาซากิได้
อาคารสไตล์คลาสสิกแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบอังกฤษในยุคเมจิ สร้างขึ้นในปี 1903
ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของ “นางาซากิไนไกคลับ” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างชาวต่างชาติที่พำนักในนางาซากิกับชาวญี่ปุ่น

4 จุดท่องเที่ยวบรรยากาศต่างแดนรอบเดจิมะ
พื้นที่รอบ “เดจิมะ” ก็มีเสน่ห์ต่อเนื่องไม่แพ้กัน เพราะเป็นบริเวณที่มองเห็นร่องรอยของการติดต่อกับต่างชาติมาตั้งแต่อดีตได้ชัดเจน
เมื่อเดินเที่ยว “เดจิมะ” จนเต็มอิ่มแล้ว ลองแวะไปยังสถานที่ที่จะแนะนำต่อจากนี้ด้วย
คุณน่าจะได้เข้าใจ “เดจิมะ” และวัฒนธรรมโดยรอบลึกซึ้งยิ่งขึ้น
1. นางาซากิชินจิไชน่าทาวน์
“ชินจิไชน่าทาวน์” เป็นหนึ่งใน 3 ไชน่าทาวน์ใหญ่ของญี่ปุ่น ร่วมกับโกเบและโยโกฮามะ
แม้ขนาดจะไม่ใหญ่และกะทัดรัด แต่บริเวณสี่แยกที่รวมระยะทางตะวันออก–ตะวันตก และเหนือ–ใต้ ประมาณ 250 ม. มีร้านเรียงรายราว 40 ร้าน ทั้งอาหารจีน ขนมจีน และสินค้าจิปาถะสไตล์จีน
พอเดินเข้ามาในย่านนี้ คุณจะได้ทั้งชิมจัมปงและซาระอุด้ง แล้วค่อยแวะลองของกินเล่นอย่าง “ฮาโตชิ” ขนมปังสอดไส้เนื้อกุ้งบดทอด หรือ “คาคุนิมันจู” ซาลาเปาสอดไส้หมูสามชั้นตุ๋นนุ่มได้อีกด้วย

2. โอรันดะซากะ
โอรันดะซากะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของนางาซากิ หมายถึงถนนลาดชันปูหินที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในย่านยามาเตะ ซึ่งเคยเป็นเขตที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ
โอรันดะซากะที่เป็นตัวแทนของพื้นที่นี้ได้แก่ ทางลาดใต้โรงเรียนคัตสุยซุยอิน, คัตสุยซุยซากะ และทางลาดหน้าวัดโจโคอิน
ทางลาดใต้โรงเรียนคัตสุยซุยอินเป็นถนนที่ถูกตัดผ่านขึ้นเมื่อมีการสร้างเขตชุมชนชาวต่างชาติ และเมื่อเดินขึ้นไปจะเห็นหลักหินโอรันดะซากะ ส่วนถนนลาดที่ต่อเนื่องไปจากนั้นก็คือคัตสุยซุยซากะ ซึ่งเป็นทางไปโรงเรียนของนักเรียนในสถาบันด้วย

3. อาคารฮิงาชิยามาเตะหมายเลข 12
อาคารแห่งนี้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนระดับประเทศ ตั้งอยู่ในมุมหนึ่งของย่านฮิงาชิยามาเตะ ซึ่งเคยได้รับการพัฒนาเป็นเขตที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติในช่วงปลายยุคเอโดะถึงต้นยุคเมจิ
ถือเป็นอาคารตัวแทนของสถาปัตยกรรมตะวันตกยุคแรกในญี่ปุ่น และสามารถมองเห็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะหลายอย่าง
ด้านหน้ามีอาคารหลักพร้อมระเบียงกว้าง ให้ภาพลักษณ์สง่างามสมฐานะอาคารที่เคยใช้เป็นสถานกงสุลในอดีต

4. นางาซากิเดจิมะวอร์ฟ
ด้านหน้าอาคาร 2 ชั้นแห่งนี้มีดาดฟ้ายาว 150 ม. ทอดตัวออกไป ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ท่าเรือนางาซากิได้แบบกว้างไกล ทั้งเรือเฟอร์รี เรือครูซที่เข้าออกเทอร์มินัล และเรือยอชต์ที่จอดอยู่ในท่า
จุดชมวิวที่เชื่อมอาคารทั้ง 2 หลังยังเป็นจุดชมทิวทัศน์สวยๆ ที่สามารถมองเห็นภูเขาอินาสะและสะพานเมกามิได้ด้วย
ยามค่ำคืน ท่าเรือและเรือใบจะถูกประดับไฟ เปลี่ยนบรรยากาศให้โรแมนติกไปอีกแบบ จึงเป็นอีกภาพที่ไม่ควรพลาด

3 ร้านอาหารยอดนิยมรอบเดจิมะ
เดินเล่นแถวเดจิมะไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ รู้สึกได้ว่าเสน่ห์ของย่านนี้ไม่ได้มีแค่บรรยากาศหรือประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่อาหารก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
บริเวณรอบๆ มีร้านอาหารหลากสไตล์รวมตัวกันอยู่ ทั้งร้านที่สามารถแวะชิมรสชาติเฉพาะของนางาซากิได้แบบสบายๆ
ถ้ามีเวลา ลองแวะชิมอาหารนางาซากิหลากหลายแบบระหว่างเดินเที่ยวดู
1. นางาซากิวากิว ยากินิกุ เพียว
“นางาซากิวากิว ยากินิกุ เพียว” เป็นร้านยากินิกุเฉพาะทางที่ตั้งอยู่ใกล้ชินจิไชน่าทาวน์ เดินจากป้ายรถราง “ชินจิไชน่าทาวน์” ของนางาซากิเด็นกิคิโดได้เพียงไม่นาน
ผู้ดำเนินการคือ “JA Zennoh Nagasaki” ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับผลผลิตการเกษตรและปศุสัตว์ในท้องถิ่น และยังเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่คุณภาพของเนื้อนางาซากิวากิวจนเป็นที่รู้จักทั้งในและนอกจังหวัด รวมถึงได้รับความนิยมจากคนท้องถิ่นด้วย
เมนูหลักของร้านคือ “นางาซากิวากิว” ซึ่งมีจุดเด่นที่สมดุลระหว่างเนื้อแดงกับลายไขมันแทรก

2. ไคเซ็นอิจิบะ นางาซากิโค เดจิมะวอร์ฟ สาขาใหญ่
“ไคเซ็นอิจิบะ นางาซากิโค เดจิมะวอร์ฟ สาขาใหญ่” เป็นอิซากายะอาหารทะเลที่ตั้งอยู่ภายใน “นางาซากิเดจิมะวอร์ฟ”
ด้วยทำเลที่หันหน้าออกสู่นางาซากิพอร์ต ร้านจึงเสิร์ฟอาหารทะเลสดจากท้องถิ่น และเป็นที่รู้จักในฐานะร้านที่สามารถลิ้มรสอาหารทะเลของนางาซากิได้
เมนูส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบอาหารทะเลจากจังหวัดนางาซากิ และบางครั้งยังมีปลาทูน่า อูนิ และอิคุระที่ส่งตรงจากตลาดสึกิจิในโตเกียวด้วย

3. บิสโทร บอร์กโด
“บิสโทร บอร์กโด” ตั้งอยู่ในย่านฮามะมาจิอาร์เคดของเมืองนางาซากิ เป็นร้านอาหารตะวันตกที่รู้จักกันว่าเป็นหนึ่งในต้นตำรับของ “ข้าวตุรกี”
ร้านแห่งนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะร้านที่เสิร์ฟอาหารขึ้นชื่อของนางาซากิ และนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1987 ก็ให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่คัดสรรมาอย่างดีเป็นหลัก
เมนูซิกเนเจอร์คือ “ข้าวตุรกี” ซึ่งเป็นสไตล์เฉพาะของร้าน โดยนำพิลาฟ ทงคัตสึ และพาสต้าซอสมะเขือเทศมาจัดรวมกัน แล้วราดด้วยเดมิกลาซซอส

3 ที่พักแนะนำรอบเดจิมะ
ถ้าวางแผนเที่ยวเดจิมะและย่านรอบๆ แบบไม่เร่งรีบ การเลือกพักใกล้บริเวณนี้ก็ช่วยให้เดินทางสะดวกขึ้นมาก
บริเวณโดยรอบมีพื้นที่ที่สะดวกต่อการเดินเที่ยวทั้งท่าเรือและย่านตัวเมือง ทำให้ระหว่างเข้าพักก็ยังสัมผัสเสน่ห์ของเมืองได้อย่างใกล้ชิด
ต่อจากนี้เราจะพาไปรู้จักที่พักที่เหมาะทั้งสำหรับการท่องเที่ยวและการเดินทาง ช่วยให้คุณเดินเล่นในเมืองนางาซากิได้อย่างสบายยิ่งขึ้น
1. โรงแรม H2 นางาซากิ
โรงแรมแห่งนี้สืบทอดจิตวิญญาณการต้อนรับแบบฮาตาโกะ โดยมีฉากหลังเป็นประวัติศาสตร์ของนางาซากิ เมืองที่มีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศมาตั้งแต่ยุคเอโดะและเติบโตมาในฐานะพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
ล็อบบี้มีบรรยากาศที่ผู้คนแปลกหน้าสามารถมานั่งรวมตัวกันได้อย่างสบาย ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนห้องนั่งเล่นที่บ้าน
ห้องพักมีตั้งแต่ห้องมินิมอลซิงเกิลขนาดกะทัดรัด 9 ตร.ม. ไปจนถึงสมาร์ตทวินขนาดมากกว่า 20 ตร.ม. และห้องคอนเน็กติ้งขนาด 34 ตร.ม. โดยโดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมอลที่เน้นทั้งประโยชน์ใช้สอยและความสบาย

2. โรงแรมมงเทอเรย์ นางาซากิ
โรงแรมที่อบอวลด้วยบรรยากาศต่างแดน โดยนำดีไซน์แบบโปรตุเกสตอนใต้ของยุโรปมาใช้
ภายนอกอาคารโดดเด่นด้วยกำแพงสีขาว หลังคาสีส้ม และลานภายในปูหิน ให้ภาพลักษณ์ที่ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนต่างวัฒนธรรมของนางาซากิ
ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แอนทีคและกระเบื้องประดับที่เรียกว่าอาซูเลโฮ สร้างบรรยากาศเสมือนคฤหาสน์ในยุโรปตอนใต้

3. การ์เดนเทอร์เรซ นางาซากิ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ต
ที่พักแห่งนี้ประกอบด้วยอาคารหลัก อาคารแยก และอาคารใหม่ รวม 3 โซน ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มองเห็นท่าเรือนางาซากิและตัวเมืองจากมุมสูง
เบื้องหน้าคือภาพของบ้านเรือนที่เรียงรายตามไหล่เขา และเรือประจำทางที่ออกจากท่าเรือนางาซากิ
พอตกค่ำ ฉากทิวทัศน์ยามคืนดุจอัญมณีก็เผยออกมา ให้คุณได้พบกับภาพเมืองนางาซากิที่ชวนมองได้นานไม่รู้เบื่อ

รีวิวของเดจิมะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเดจิมะ
Q
ปัจจุบันเดจิมะยังคงมีรูปร่างเหมือนในยุคเอโดะอยู่หรือไม่?
แม้เค้าโครงเดิมจะหายไปหลังยุคเมจิ แต่ปัจจุบันกำลังมีการบูรณะให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
Q
เดจิมะถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร?
ถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมชาวโปรตุเกส โดยมีจุดประสงค์เพื่อห้ามการเผยแผ่ศาสนาคริสต์
บทสรุป
บทความนี้พาคุณไปรู้จักทั้งข้อมูลพื้นฐาน ประวัติความเป็นมา และจุดท่องเที่ยวต่างๆ ของ “เดจิมะ”
พื้นที่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมยุคเอโดะเข้ากับวัฒนธรรมตะวันตกในบรรยากาศเฉพาะแบบนี้ เป็นเสน่ห์ที่สัมผัสได้ที่ “เดจิมะ”
หากมีโอกาสมาเที่ยวนางาซากิ ลองแวะมาเยือน “เดจิมะ” แล้วค่อยๆ เพลิดเพลินกับประสบการณ์ที่หาได้เฉพาะที่นี่
สำหรับผู้ที่มีแผนท่องเที่ยวนางาซากิ อย่าลืมดูบทความนี้เพิ่มเติม ซึ่งคัดสรรสถานที่น่าสนใจของนางาซากิไว้ให้อย่างครบถ้วน