【คู่มือการเพลิดเพลินกับเทียนญี่ปุ่น】เยียวยาใจไปกับเปลวไฟที่พลิ้วไหว!

【คู่มือการเพลิดเพลินกับเทียนญี่ปุ่น】เยียวยาใจไปกับเปลวไฟที่พลิ้วไหว!

ยามค่ำคืนที่มีเพียงแสงไฟอ่อน ๆ บางทีก็ทำให้บรรยากาศต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน ก่อนที่ไฟฟ้าและก๊าซจะแพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ ผู้คนต่างอาศัยแสงจากเทียนเพื่อใช้ชีวิตท่ามกลางความมืด หากมองในระดับโลก เทียนแบบตะวันตกอาจเป็นแบบที่คุ้นเคยกันมากกว่า แต่ในญี่ปุ่นก็มี “วาโระโซคุ” เทียนญี่ปุ่นที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะพาไปรู้จักประวัติ ความผูกพันกับชาวญี่ปุ่น ตลอดจนฝีมือของช่างทำวาโระโซคุด้วย

ประวัติของวาโระโซคุ

ถ้าย้อนกลับไปดูความเป็นมา เชื่อกันว่าเทียนถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนาระ (ค.ศ. 710–794) จุดเริ่มต้นคือ “เทียนขี้ผึ้ง” ที่นำเข้ามาจากจีนพร้อมกับพระพุทธศาสนา โดยใช้ “ไข” ที่ได้จากรังผึ้งเป็นวัตถุดิบ ว่ากันว่า “ขี้ผึ้ง” เป็นของล้ำค่ามาก จึงมีเพียงชนชั้นสูงบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ในสมัยนั้น
ต่อมาในสมัยเฮอัน (ค.ศ. 794–1185) เชื่อกันว่าเริ่มมีการผลิตเทียนจากยางสนขึ้นมาแทนขี้ผึ้ง
ช่วงที่การใช้วาโระโซคุสูงสุดคือปลายสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1745–1786) จนถึงสมัยเมจิ (ค.ศ. 1868–1912) แม้ในปลายสมัยเอโดะ วาโระโซคุก็ยังถือเป็นของหรูหรา และผู้ที่ใช้ได้ส่วนใหญ่คือพ่อค้าที่มั่งคั่งและชนชั้นซามูไร ส่วนชาวบ้านทั่วไปมักใช้ตะเกียงน้ำมันเรปซีด
ปัจจุบันวาโระโซคุทำจาก “ไข” ที่ได้จากพืช โดยเฉพาะผลของต้นฮาเซะ เป็นต้น ฮาเซะเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบในวงศ์เดียวกับต้นรัก และเชื่อกันว่าวาโระโซคุที่ทำจากผลฮาเซะเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยมุโรมาจิ (ค.ศ. 1336–1573)

ต้นฮาเซะ ผลที่เก็บจากต้นนี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นวัตถุดิบของวาโระโซคุ
ต้นฮาเซะ ผลที่เก็บจากต้นนี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นวัตถุดิบของวาโระโซคุ

นับตั้งแต่กำเนิดมาจนถึงปัจจุบัน วาโระโซคุอยู่คู่กับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นมาโดยตลอด วาโระโซคุที่ใช้เป็นของถวายถือเป็นสิ่งสำคัญในพิธีพุทธศาสนา เช่น โอบ้ง วันวิษุวัต บริจาคครบปี และวันครบรอบรายเดือนของผู้ล่วงลับ ระหว่างพิธีจำเป็นต้องจุดวาโระโซคุให้ติดอยู่ตลอดเวลา จึงมีการพัฒนาเทคนิคต่าง ๆ เช่น ทำไส้ให้หนาขึ้น ทำให้หยดไขไหลเลอะได้ยาก และถึงเปื้อนก็เช็ดออกง่าย รวมถึงปรับปรุงให้เกิดเขม่าน้อย เทคโนโลยีเหล่านี้จึงค่อย ๆ พัฒนามาเรื่อย ๆ
เพราะวาโระโซคุใช้ในพิธีทางพุทธศาสนา จึงไม่ใช้พาราฟินที่ทำจากปิโตรเลียม หรือไขมันและไขจากสัตว์หรือปลา แต่ทำจากไขพืชเท่านั้น
ทุกวันนี้ยังมีการใช้ตามศาลเจ้าและวัดทั่วญี่ปุ่น รวมถึงใช้ในพิธีชงชาและงานเลี้ยงชาตอนกลางคืน ในพิธีชงชา วาโระโซคุไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้แสงสว่าง แต่ยังใช้เป็นเครื่องวัดเวลาด้วย นอกจากนี้ยังใช้บนเวทีโนห์ เคียวเง็น และคาบูกิด้วย
วาโระโซคุมีอยู่ 2 สีหลัก คือ “สีแดง” และ “สีขาว”

วาโระโซคุสีแดงและสีขาว
วาโระโซคุสีแดงและสีขาว

วาโระโซคุสีขาวใช้จุดบูชาที่หิ้งพระในชีวิตประจำวัน และยังใช้ในงานศพหรือพิธีทางศาสนาจนถึงการครบรอบปีที่ 3 ส่วนวาโระโซคุสีแดง หรือที่เรียกว่า “ชูโระโซคุ” ใช้ในพิธีที่เป็นมงคล เช่น วันปีใหม่ โอบ้ง และพิธีครบรอบต่าง ๆ รวมถึงพิธีสำคัญอื่น ๆ จึงมีการแบ่งใช้ตามโอกาสมาแต่เดิม

นอกจากนี้ยังมี “เอะโระโซคุ” ซึ่งเป็นเทียนที่มีภาพวาดดอกไม้หรือภาพประกอบต่าง ๆ อยู่ด้านข้าง ปัจจุบันสามารถหาดอกไม้มาถวายหน้าหิ้งพระได้ตลอดทั้งปี แต่ในอดีต พื้นที่หนาวเย็นอย่างภูมิภาคโทโฮคุหรือโฮคุริคุหาไม้ดอกมาถวายในฤดูหนาวได้ยาก จึงเกิด “เทียนดอกไม้” ขึ้นมาแทน และจากเทียนดอกไม้นี้เองก็พัฒนาต่อมาเป็น “เอะโระโซคุ”

ลวดลายสามารถเลือกได้อย่างอิสระ จะเป็นลายตามฤดูกาลหรือดอกไม้ที่บรรพบุรุษชื่นชอบเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ เพราะถือว่าเป็นของถวายเช่นเดียวกับดอกไม้ จึงมักถวายไว้โดยไม่จุดไฟในชีวิตประจำวัน อีกทั้งไม่ใช่ดอกไม้สดจึงไม่เหี่ยวเฉา ถือว่าไม่เป็นการเสียมารยาทต่อบรรพบุรุษ ส่วนในวันสำคัญ เช่น โอบ้ง วันวิษุวัต หรือวันครบรอบการเสียชีวิต เมื่อนำมาจุดไฟก็ถือเป็นการอุทิศส่วนกุศล ปัจจุบัน “เอะโระโซคุ” ยังเป็นของฝากยอดนิยม ทั้งลายดอกไม้ ลายสัตว์ และตัวละครยอดนิยมก็มีให้เห็นด้วย ภาพบางชิ้นเป็นงานพิมพ์ แต่บางชิ้นก็วาดโดยช่างวาดเฉพาะทางที่เรียกว่า “เอะสึเคะชิ” ซึ่งรับหน้าที่วาดภาพลงบนวาโระโซคุโดยตรง บางร้านยังรับสั่งทำเอะโระโซคุแบบเฉพาะตัวด้วย

“เอะโระโซคุ” เทียนที่มีภาพดอกไม้หรือภาพประกอบวาดอยู่ด้านข้าง
“เอะโระโซคุ” เทียนที่มีภาพดอกไม้หรือภาพประกอบวาดอยู่ด้านข้าง

เคยสงสัยไหมว่าทำไมไมโกะและเกอิชาที่พบเห็นในย่านฮานะมาจิของเกียวโตจึงแต่งหน้าขาว? เหตุผลหนึ่งคือมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับวาโระโซคุนั่นเอง ในเกียวโต โรงน้ำชาที่เกอิมาอิโกะใช้แสดงศิลปะการแสดงนั้นมีการใช้วาโระโซคุเป็นแสงสว่างมาแต่เดิม กล่าวคือ พวกเธอจะร่ายรำในห้องที่มืดลงภายใต้แสงเทียนญี่ปุ่นอันนุ่มนวลนี้ การทาหน้าขาวช่วยให้ผิวดูเด่นงามและกลมกลืนกับแสงอ่อน ๆ ของวาโระโซคุ เชื่อกันว่าเหตุผลหนึ่งที่นักแสดงคาบูกิแต่งหน้าขาวก็เป็นเพราะเหตุผลเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ วาโระโซคุจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน

ความแตกต่างระหว่างวาโระโซคุกับเทียนตะวันตก

ก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลัก ลองแบ่งประเภทของไขหรือแว็กซ์กันสักนิด โดยหลัก ๆ แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ไขจากพืช ไขจากสัตว์ และแว็กซ์จากปิโตรเลียม

ไขจากพืช ไขจากสัตว์ แว็กซ์จากปิโตรเลียม
ไขฮาเซะ ขี้ผึ้ง พาราฟินแว็กซ์
ไขรำข้าว ไขปลาวาฬ ไมโครแว็กซ์
ไขปาล์ม ไขอิโบตะ
ไขคาร์นูบา

วาโระโซคุส่วนใหญ่ใช้ไขจากพืชเป็นหลัก ขณะที่เทียนแบบตะวันตกส่วนใหญ่ใช้แว็กซ์จากปิโตรเลียม
แล้ววาโระโซคุต่างจากเทียนตะวันตกที่ใช้กันทั่วโลกอย่างไรบ้าง?
จริง ๆ แล้วทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันหลายด้านมาก เราสรุปไว้ในตารางด้านล่างนี้

- วาโระโซคุ เทียนตะวันตก
วัตถุดิบ ไขจากพืช เช่น “ผลฮาเซะ” และ “ไขไม้” พาราฟินที่ได้จากปิโตรเลียม
ไส้เทียน ไส้จากแกนต้นอิงุสะ ด้าย
วิธีการผลิต ทำด้วยมือทีละเล่ม จึงผลิตได้ในจำนวนจำกัด ผลิตด้วยเครื่องจักร จึงสามารถผลิตจำนวนมากได้
เปลวไฟ เปลวใหญ่ สวยงาม และพลิ้วไหว ไส้หนาจึงดับยาก เปลวเล็กและดับง่าย
ความสว่าง สีส้มอ่อนนุ่ม สีส้มสว่างกว่า
หน่วย “มงเมะ” ※ 1 มงเมะ เท่ากับ 3.75 กรัม “โก”
ราคา ราคาสูง ราคาไม่แพง

ต่อไปเรามาดูรายละเอียดของจุดเด่นแต่ละข้อของวาโระโซคุกัน

【เกี่ยวกับวัตถุดิบ】

ปัจจุบันวัตถุดิบที่ใช้ทำวาโระโซคุเป็นวัตถุดิบจากพืชทั้งหมด หนึ่งในนั้นคือ “ผลฮาเซะ” เทียนที่ทำจากผลฮาเซะมีควันเขม่าน้อย เป็นวัสดุธรรมชาติ และอ่อนโยนต่อร่างกาย อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไขที่ละลาย ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ด้วยเหตุนี้ผลฮาเซะจึงเป็นวัตถุดิบสำคัญของวาโระโซคุมาตั้งแต่โบราณ
ต้นฮาเซะที่ใช้เป็นวัตถุดิบของวาโระโซคุนั้นสืบสายมาจากพันธุ์ที่เรียกว่า “ริวกิวฮาเซะ” หรือ “โทฮาเซะ” ซึ่งเดิมนำเข้ามาจากจีน โดยเข้ามายังจังหวัดโอกินาว่าก่อน แล้วจึงแพร่ไปยังจังหวัดคาโกชิมะ และมีการเพาะปลูกอย่างจริงจังในจังหวัดคุมาโมโตะ จากนั้นริวกิวฮาเซะก็แพร่หลายไปทั่วภูมิภาคตะวันตกของญี่ปุ่น และวาโระโซคุที่ทำจากฮาเซะก็ได้รับความนิยมอย่างยาวนานทั่วญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเอโดะถึงสมัยเมจิ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน “ผลฮาเซะ” กลายเป็นวัตถุดิบที่มีค่ามาก สาเหตุหลักมาจากเกษตรกรมีอายุมากขึ้นและขาดผู้สืบทอด จึงทำให้วาโระโซคุกำลังประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนัก ด้วยเหตุนี้ในช่วงหลังจึงมีการนำไขจากพืชชนิดอื่น เช่น ปาล์ม ดอกนาโนฮานะ รำข้าว และยางรัก มาใช้เป็นวัตถุดิบอยู่ไม่น้อย
แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นก็มีความพยายามอย่างจริงจังที่จะไม่ให้ “แสงของวาโระโซคุ” หายไป ทั้งการฟื้นฟูป่าฮาเซะที่เสื่อมโทรม และการสร้างแหล่งผลิตฮาเซะแห่งใหม่

【เกี่ยวกับไส้เทียน】

สำหรับเรื่องไส้ วัตถุดิบของไส้วาโระโซคุคือ “อิงุสะ” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นวัสดุสำคัญของ “เสื่อทาทามิ” อันเป็นของใช้จำเป็นในวิถีชีวิตญี่ปุ่น อิงุสะที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ทำทาทามิจึงถูกนำมาใช้ทำไส้เทียน แนวคิดอันงดงามของชาวญี่ปุ่นที่ต้องการใช้วัสดุให้คุ้มค่าทุกส่วนจึงสะท้อนอยู่ในกระบวนการทำวาโระโซคุด้วย

【เกี่ยวกับวิธีการผลิต】

จะอธิบายอย่างละเอียดในหัวข้อ “วิธีทำวาโระโซคุ (ขั้นตอนการผลิต)” ด้านล่าง

【เกี่ยวกับเปลวไฟ】

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของวาโระโซคุคือ “เปลวไฟ” ที่เผาไหม้ในแบบเฉพาะตัว มองเห็นได้เหมือนเปลวไฟกำลังพลิ้วไหว เพราะมีการพันอิงุสะด้วยกระดาษวาชิ จึงสังเกตเห็นเป็นชั้น ๆ ตรงจุดที่พันไว้
นี่เองคือจุดสำคัญ

ลักษณะที่เห็นเป็นชั้นตรงจุดที่พันอิงุสะด้วยกระดาษวาชิ
ลักษณะที่เห็นเป็นชั้นตรงจุดที่พันอิงุสะด้วยกระดาษวาชิ

【เกี่ยวกับความสว่าง】

เมื่อเทียบกับเทียนตะวันตก จุดเด่นคือให้แสงสีส้มที่นุ่มนวลกว่า เหตุผลคือ “ไข” ของวาโระโซคุจากพืชมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าเทียนตะวันตกที่ทำจากปิโตรเลียม
จึงให้โทนแสงที่อ่อนโยนและอบอุ่น

【เกี่ยวกับหน่วย】

เรื่องหน่วยและระยะเวลาการเผาไหม้จะอธิบายอย่างละเอียดในหัวข้อ “ระยะเวลาการเผาไหม้” ด้านล่าง

【เกี่ยวกับราคา】

เมื่อเทียบกับเทียนตะวันตก วาโระโซคุมีราคาสูงกว่า
เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งคือ ช่างฝีมือทำขึ้นด้วยมือทีละเล่มอย่างประณีต

วิธีทำวาโระโซคุ (ขั้นตอนการผลิต)

แล้วช่างฝีมือทำวาโระโซคุด้วยมือทีละขั้นตอนอย่างไรบ้าง? ในพาร์ตนี้เราจะพาไปดูคำตอบ และในแต่ละขั้นตอนก็มีช่างผู้เชี่ยวชาญต่างกันทำหน้าที่ของตนเอง
วาโระโซคุเป็นงานที่อาศัย “ระบบแบ่งงานกันทำ” ตัวอย่างเช่น ผู้เก็บผลฮาเซะซึ่งเป็นวัตถุดิบ โรงผลิตไข ช่างพันไส้ที่พันแกนอิงุสะกับกระดาษวาชิเพื่อทำไส้เทียน ช่างทำแม่พิมพ์ไม้ และช่างทำไม้เสียบไผ่สำหรับเสียบไส้เทียน เป็นต้น
กว่าวาโระโซคุ 1 เล่มจะเสร็จสมบูรณ์ ต้องอาศัยทักษะดั้งเดิมของช่างหลายแขนงมารวมกัน กล่าวได้ว่า “วาโระโซคุ” คือผลงานที่รวมเอาฝีมือช่างดั้งเดิมจำนวนมากซึ่งญี่ปุ่นภาคภูมิใจไว้ในเล่มเดียว และเพราะเป็นทักษะของผู้ชำนาญโดยแท้ จึงทำออกมาได้อย่างงดงามเช่นนี้
ครั้งนี้เราได้ไปเยี่ยมชมเวิร์กช็อปจริง และได้เห็นขั้นตอนการทำวาโระโซคุด้วยตาตัวเอง

นากามูระ โรโซคุ

ครั้งนี้เราไปเยือน “นากามูระ โรโซคุ” ที่ย่านทาเคดะ เขตฟูชิมิ เมืองเกียวโต จังหวัดเกียวโต
ที่นี่ผลิตวาโระโซคุต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1887
เราได้รับเกียรติจากคุณโคอิจิ ทากาวะ ทายาทรุ่นที่ 4 ซึ่งอยู่ในสายงานนี้มาประมาณ 35 ปี ให้สาธิตขั้นตอนการทำให้ชม

คุณโคอิจิ ทากาวะ แห่งนากามูระ โรโซคุ
คุณโคอิจิ ทากาวะ แห่งนากามูระ โรโซคุ

ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต จะมีการเตรียมงานล่วงหน้าก่อน

① การเสียบไส้

เริ่มจากม้วนกระดาษวาชิให้เป็นทรงกระบอก ซึ่งจะกลายเป็นแกนของไส้วาโระโซคุ จากนั้นพันวัสดุเส้นยาวสีเหลืองอ่อนที่เรียกว่าโทชิง ซึ่งยาวประมาณ 1 เมตรลงไป โทชิงคือแกนกลางของพืชในตระกูลอิงุสะซึ่งเรียกว่าโทชินโซ เสร็จแล้วจึงนำไส้ที่พันแล้วไปเสียบกับไม้เสียบไผ่

② ใส่ไส้ลงในแม่พิมพ์ไม้

เพื่อไม่ให้ไขแข็งตัวจากความต่างของอุณหภูมิในขั้นตอนถัดไปที่ต้องเทไขลงแม่พิมพ์ จึงนำไปแช่ในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิพอเหมาะเพื่ออุ่นไว้ก่อน

③ เท “ไข” ลงในแม่พิมพ์ไม้

จากนั้นเท “ไข” ลงในแม่พิมพ์ไม้ที่ใส่ไส้ไว้แล้ว

ก้อนไข
ก้อนไข
ละลายไข
ละลายไข
เทไขลงแม่พิมพ์
เทไขลงแม่พิมพ์

④ นำเนื้อเทียนออกจากแม่พิมพ์ไม้

นำเทียนที่อยู่ในสภาพเนื้อดิบหลังจากเท “ไขไม้” หรือ “ไขจากพืช” ลงไปแล้ว ออกจากแม่พิมพ์ไม้

นำเทียนออกจากพิมพ์
นำเทียนออกจากพิมพ์
รูปทรงของเทียน
รูปทรงของเทียน

⑤ เคลือบผิวด้วยกระบวนการเซโจคิกาเกะ

“เซโจคิกาเกะ” เป็นขั้นตอนที่นำเนื้อเทียนไปตากแดดให้ขาวขึ้น จากนั้นรักษาอุณหภูมิให้พอเหมาะ แล้วใช้มือถู “ไข” สีขาวสำหรับเคลือบผิวที่นวดไว้อย่างดีลงบนเนื้อเทียน ความหนาและขนาดของเทียนไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ความหนาและขนาดของไส้เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนไปตามจำนวนครั้งของการทำเซโจคิกาเกะด้วย ส่วนเทียนสีแดงชาด จะใช้การเคลือบด้วยกระบวย “ไข” สีแดงชาดแทน

คุณทากาวะกำลังทาไขสีแดงชาด
คุณทากาวะกำลังทาไขสีแดงชาด
การทาไขสีแดงชาด
การทาไขสีแดงชาด

⑥ ตัดส่วนบนและส่วนล่างเพื่อจัดรูปทรง

ตัด “ไข” ส่วนเกินจากรอบไส้ด้านบนและที่ฐานด้านล่างของเทียน เพื่อจัดรูปทรงให้เรียบร้อย

⑦ เสร็จสมบูรณ์

เมื่อตัดแต่งส่วนบนและส่วนล่างพร้อมจัดรูปทรงเรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์

ภาพตัวอย่างเมื่อทำเสร็จ
ภาพตัวอย่างเมื่อทำเสร็จ

ในกรณีของ “เคียวเอะโระโซคุ” จากจุดนี้จะส่งต่อให้ช่างวาดลวดลายต่าง ๆ ลงไป

ภาพตัวอย่างหลังวาดลายเสร็จ
ภาพตัวอย่างหลังวาดลายเสร็จ

ระยะเวลาการเผาไหม้ของวาโระโซคุ

ระยะเวลาการเผาไหม้ของวาโระโซคุมีหลายแบบ ตั้งแต่ 30 นาที ไปจนถึงอย่างน้อย 9 ชั่วโมง สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับแต่ละโอกาสได้ ที่นี่จะยกตัวอย่างขนาดและระยะเวลาการเผาไหม้ของวาโระโซคุบางประเภทให้ดู

【ขนาดและระยะเวลาการเผาไหม้ของวาโระโซคุทรงอิคาริ】

สำหรับคนที่สนใจรูปทรงนี้ วาโระโซคุทรงอิคาริหมายถึงแบบที่มีส่วนกลางคอดและส่วนบนบานออก เป็นทรงโค้งอ่อน ๆ โดยทรงอิคาริมักใช้ในนิกายโจโดะและโจโดะชินชูเป็นหลัก

จำนวนมงเมะ ความยาวถึงไส้ (ประมาณ / ซม.) เส้นผ่านศูนย์กลาง (ซม.) บน/ล่าง ระยะเวลาการเผาไหม้ (โดยประมาณ)
2 มงเมะ 7.5 1.7/1.2 50 นาที
3 มงเมะ 10.0 2.0/1.4 1 ชั่วโมง
4 มงเมะ 11.5 2.1/1.5 1 ชั่วโมง 15 นาที
5 มงเมะ 12.0 2.2/1.5 1 ชั่วโมง 30 นาที
10 มงเมะ 15.0 2.7/2.0 2 ชั่วโมง
15 มงเมะ 16.5 3.2/2.2 2 ชั่วโมง 30 นาที
20 มงเมะ 18.0 3.8/2.8 4 ชั่วโมง
30 มงเมะ 19.0 4.5/2.8 5 ชั่วโมง
50 มงเมะ 21.0 5.5/4.1 7 ชั่วโมง
100 มงเมะ 25.0 7.5/5.2 9 ชั่วโมง

【ขนาดและระยะเวลาการเผาไหม้ของวาโระโซคุทรงแท่ง】

ส่วนวาโระโซคุทรงแท่ง หมายถึงแบบที่มีรูปทรงเกือบตรง มักใช้ในนิกายอื่นนอกเหนือจากโจโดะและโจโดะชินชู

จำนวนมงเมะ ความยาวถึงไส้ (ประมาณ / ซม.) เส้นผ่านศูนย์กลาง (ซม.) บน/ล่าง ระยะเวลาการเผาไหม้ (โดยประมาณ)
1.5 มงเมะ 11.0 1.0/0.9 30 นาที
3 มงเมะ 13.0 1.3/1.0 1 ชั่วโมง
4 มงเมะ 14.5 1.4/1.1 1 ชั่วโมง 15 นาที
5 มงเมะ 16.0 1.5/1.2 1 ชั่วโมง 30 นาที
10 มงเมะ 18.5 2.0/1.5 2 ชั่วโมง 30 นาที
15 มงเมะ 19.5 2.5/1.8 3 ชั่วโมง
20 มงเมะ 20.0 2.7/2.0 4 ชั่วโมง
30 มงเมะ 22.0 3.4/2.5 5 ชั่วโมง 30 นาที
50 มงเมะ 23.5 4.2/3.0 7 ชั่วโมง
100 มงเมะ 27.5 5.8/3.8 9 ชั่วโมง

【ขนาดและระยะเวลาการเผาไหม้ของเทียนซุกิยะ】

เทียนซุกิยะก็คือวาโระโซคุที่ใช้ในพิธีชงชาและงานเลี้ยงชาตอนกลางคืน

จำนวนมงเมะ ความยาวถึงไส้ (ประมาณ / ซม.) เส้นผ่านศูนย์กลาง (ซม.) บน/ล่าง ระยะเวลาการเผาไหม้ (โดยประมาณ)
ซุกิยะ (เล็ก) 18.0 2.5/1.8 2 ชั่วโมง 50 นาที
ซุกิยะ (ใหญ่) 19.5 2.5/1.8 3 ชั่วโมง
วาโระโซคุขณะกำลังเผาไหม้
วาโระโซคุขณะกำลังเผาไหม้

วิธีใช้วาโระโซคุ

ถ้าจะใช้วาโระโซคุ ควรเตรียม “เชิงเทียน” สำหรับตั้งเทียน “ที่ครอบดับไฟ” สำหรับดับไฟ และ “ที่ตัดไส้” สำหรับปรับไส้เทียนไว้ด้วย โดยเวลาซื้อวาโระโซคุในญี่ปุ่น มักมีอุปกรณ์เหล่านี้จำหน่ายคู่กันอยู่บ่อยครั้ง

นอกจากนี้ยังมีเคล็ดลับในการใช้วาโระโซคุอยู่บ้าง ซึ่งจะอธิบายในที่นี้
เวลาจุดวาโระโซคุ หากจุดติดยากค่อยบี้ปลายไส้เล็กน้อย แต่ถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่จำเป็นต้องบี้ ควรใช้ให้หมดในครั้งเดียวจะดีที่สุด แต่หากต้องใช้ 2 หรือ 3 ครั้ง ควรตั้งบนเชิงเทียนให้มั่นคงและเจาะรูเล็ก ๆ ที่ปลายไส้ไว้เล็กน้อย ไม่เช่นนั้นอาจเกิดควันได้

เมื่อใช้วาโระโซคุ จำเป็นต้องมีการ “ตัดไส้” เพราะไส้ของวาโระโซคุมีขนาดหนา จึงมีลักษณะคาร์บอนจับตัวและเหลือติดอยู่ ทำให้เปลวไฟค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น ดังนั้นเมื่อเผาไหม้ไปประมาณ 1–2 ชั่วโมง จึงต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “กรรไกรตัดไส้” เพื่อตัดและปรับความยาวไส้ เวลาที่เหมาะสำหรับการตัดครั้งแรกจะแตกต่างกันตามขนาดของเทียน โดยช่วงที่ปลายไส้เริ่มงอห้อยลงมาเล็กน้อยถือเป็นจังหวะที่เหมาะ ควรเหลือส่วนล่างจากจุดที่ห้อยลงมาประมาณ 1–2 ซม. แล้วตัดปลายออก ไส้ที่ตัดออกแล้วควรใส่ในภาชนะเซรามิกหรือที่เขี่ยบุหรี่โลหะที่มีฝาปิด เพื่อป้องกันไฟลาม ส่วนการตัดครั้งที่ 2 เป็นต้นไป หากปลายไส้เริ่มห้อยอีก ก็ให้เหลือไว้ประมาณ 2 ซม. แล้วตัดออกเช่นเดียวกัน ยิ่งเผาไหม้นาน ความถี่ในการตัดจะยิ่งเพิ่มขึ้นและช่วงเวลาก็จะสั้นลง จึงควรระวังให้ดี
หากมีอุปกรณ์เฉพาะสำหรับ “ตัดไส้” จะดีที่สุด แต่ถ้าไม่มี ก็สามารถใช้อุปกรณ์อื่นแทนได้ เช่น ตะเกียบคีบถ่าน กรรไกร หรือที่ตัดซิการ์

“กรรไกรตัดไส้” สำหรับตัดไส้เทียน
“กรรไกรตัดไส้” สำหรับตัดไส้เทียน

การดับวาโระโซคุก็มีข้อควรระวังเช่นกัน วิธีที่เหมาะที่สุดคือเหลือส่วนเทียนไว้เล็กน้อย แล้วตัดส่วนล่างสุดของเปลวไฟออกก่อนใช้ “ที่ครอบดับไฟ” ดับไฟ แต่หากเกิดกรณีที่เผาไหม้จนหมดจริง ๆ ให้กดไส้ลงหรือครอบด้วยวัสดุไม่ติดไฟ วิธีนี้จะช่วยไม่ให้เกิดควันและไม่ให้กลิ่นติดค้าง นอกจากนี้ยังสามารถจุ่มดับในน้ำมันเรปซีดหรือน้ำมันสลัดได้เช่นกัน โดยต้องจุ่มเฉพาะปลายไส้ลงในน้ำมันให้แน่นอน
สิ่งสำคัญที่สุดและต้องระวังอย่างมากเวลาจะดับไฟคือ ห้ามเด็ดขาดที่จะเป่าด้วยปาก ปัดด้วยมือ หรือโบกด้วยพัดเพื่อให้ดับ เพราะไขที่ละลายอาจกระเด็นไปรอบ ๆ และเป็นอันตรายมาก ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด

การทำความสะอาดเชิงเทียนเป็นประจำก็สำคัญเช่นกัน หากเชิงเทียนเปื้อนไขหรือเถ้า ให้นำไปแช่ในน้ำร้อน ไขจะค่อย ๆ ละลายออก จากนั้นใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูที่ไม่ใช้แล้วเช็ดออก และหากละลายน้ำยาทำความสะอาดลงในน้ำร้อนด้วยก็จะยิ่งสะอาดขึ้น ไม่จำเป็นต้องออกแรงขัดแรง ๆ

เชิงเทียนสำหรับวาโระโซคุ
เชิงเทียนสำหรับวาโระโซคุ

นอกจากนี้การเก็บรักษาวาโระโซคุก็ต้องระวังเช่นกัน วาโระโซคุอ่อนแอต่อความร้อนเป็นพิเศษและอาจละลายได้ จึงควรเก็บไว้ในที่ร่ม โดยเฉพาะหากวางไว้บนแผงหน้าปัดรถยนต์ อุณหภูมิในฤดูร้อนจะสูงมากและมีโอกาสละลายได้สูง อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรเก็บในตู้เย็นเช่นกัน เพราะหากเย็นเกินไป ผิวเทียนอาจแตกร่อนเป็นแผ่นได้

กิจกรรมทดลองทำและเพนต์วาโระโซคุ

ถ้าอยากเห็นการทำวาโระโซคุของช่างฝีมือจริงแบบใกล้ ๆ ที่นากามูระ โรโซคุ ก็มีคลาสเวิร์กช็อปให้ได้สัมผัสงานหัตถกรรมดั้งเดิมของเกียวโต ตั้งแต่คอร์สเพนต์ลวดลายอย่างเดียว ไปจนถึงคอร์สที่เรียนรู้การทำวาโระโซคุครบทุกขั้นตอน ถ้าได้ลองทำด้วยตัวเองแล้วนำวาโระโซคุที่สร้างขึ้นกลับบ้านพร้อมความทรงจำดี ๆ ก็น่าจะเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากทีเดียว
ต่อไปนี้คือรายละเอียดของกิจกรรมที่สามารถเข้าร่วมได้

บรรยากาศกิจกรรมวาโระโซคุ
บรรยากาศกิจกรรมวาโระโซคุ

【จุดนัดพบและการเดินทาง】

คลาสทดลอง
บริษัท นากามูระ โรโซคุ จำกัด เคียวโระโซคุ นากามูระ
จุดนัดพบ
57-8 ทาเคดะมิตสึกุอิโจ เขตฟูชิมิ เมืองเกียวโต จังหวัดเกียวโต
หมายเลขโทรศัพท์
075-641-9381
การเดินทาง
ลงที่สถานีทาเคดะ รถไฟใต้ดินสายคาราสึมะ แล้วเดินประมาณ 5 นาทีจากทางออกหมายเลข 3
เว็บไซต์ทางการ
เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)

① คอร์ส “ทำวาโระโซคุและเพนต์ลวดลาย”

คอร์สนี้ไม่ได้มีแค่การลงมือทำ แต่ยังได้เรียนรู้ประวัติและขั้นตอนต่าง ๆ ไปพร้อมกัน เหมาะสำหรับคนที่อยากลองครบทุกอย่าง และยังสามารถนำวาโระโซคุที่ทำเสร็จกลับบ้านได้ด้วย

※ ข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูล ณ เวลาที่สัมภาษณ์ กรุณาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโดยตรง

ระยะเวลา
2 ชั่วโมง–2 ชั่วโมงครึ่ง
ราคา
5,500 เยน (ไม่รวมภาษี)
จำนวนผู้เข้าร่วม
1–6 คน (หากมากกว่า 6 คน จำเป็นต้องสอบถามล่วงหน้า)

▼ ลำดับกิจกรรม

รวมตัวที่นากามูระ โรโซคุ

ปฐมนิเทศ
 ∟・แนะนำตัว (ชื่อ อาชีพ วัตถุประสงค์ในการเข้าร่วม ฯลฯ)
 ∟・ตารางกิจกรรม

วาโระโซคุคืออะไร? (อธิบายสินค้า)
 ∟・ประวัติของวาโระโซคุ
 ∟・จุดเด่นของวาโระโซคุ
 ∟・ความพิถีพิถันในการทำวาโระโซคุ
 ∟・สถานที่ที่มีการใช้วาโระโซคุ

ชมการทำงาน
 ∟・แนะนำอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำวาโระโซคุ
 ∟・แนะนำทั้งความสนุกและความยากของการทำวาโระโซคุ

ทดลองทำงาน / เทไขลงพิมพ์ / ทดลองเก็บรายละเอียด
 ∟・ถาม–ตอบ
 ∟・ทดลองเทไขลงพิมพ์
 ∟・ทดลองเก็บงานตามคำอธิบายวิธีทำให้เสร็จสมบูรณ์

ทดลองเพนต์ลวดลายบนวาโระโซคุ
 ∟・ทดลองเพนต์ตามคำอธิบายวิธีการเพนต์

สรุปกิจกรรม
 ∟・แบ่งปันความประทับใจและช่วงถามคำถาม

จบคลาส!

② คอร์ส “ทดลองทำวาโระโซคุ”

คอร์สนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสต้นกำเนิดของการทำวาโระโซคุด้วยตัวเอง
แนะนำสำหรับผู้ที่อยากเห็นจริงว่าวาโระโซคุถูกทำขึ้นอย่างไร คุณจะได้ฟังเรื่องประวัติ จุดเด่น และความพิถีพิถันในการทำวาโระโซคุจากช่างฝีมือโดยตรง อีกทั้งยังได้ทดลองเทไขลงพิมพ์และทำวาโระโซคุจริง ๆ ด้วย งานทำวาโระโซคุเต็มไปด้วยเทคนิคอันเฉียบคมของช่างฝีมือ จึงทำให้ได้สัมผัสทั้งความยากและความสนุกไปพร้อมกัน และยังสามารถนำผลงานที่เสร็จแล้วกลับบ้านได้ด้วย

※ ข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูล ณ เวลาที่สัมภาษณ์ กรุณาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโดยตรง

ระยะเวลา
ไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง
ราคา
3,500 เยน (ไม่รวมภาษี)
จำนวนผู้เข้าร่วม
ไม่เกิน 6 คน

③ คอร์ส “เพนต์วาโระโซคุ”

คอร์สนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อยากลองสัมผัสวาโระโซคุในเวลาไม่นาน!
วาดภาพหรือตัวอักษรที่ชอบลงบนวาโระโซคุได้อย่างง่าย ๆ เพื่อสร้างวาโระโซคุแบบออริจินัลของตัวเอง และสามารถนำผลงานที่เสร็จแล้วกลับบ้านได้

※ ข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูล ณ เวลาที่สัมภาษณ์ กรุณาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโดยตรง

ระยะเวลา
ประมาณ 30 นาที–1 ชั่วโมง
ราคา
2,500 เยน (ไม่รวมภาษี)
จำนวนผู้เข้าร่วม
1–20 คน (หากมากกว่า 20 คน จำเป็นต้องสอบถามล่วงหน้า)

ที่นากามูระ โรโซคุ ยังมีการจัดอีเวนต์เกี่ยวกับวาโระโซคุเป็นครั้งคราว เช่น งานที่ไมโกะร่ายรำท่ามกลางแสงวาโระโซคุ ลองเข้าไปเช็กได้ทางเว็บไซต์

บทสรุป

แสงของ “วาโระโซคุ” อยู่เคียงข้างชีวิตชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน และเมื่อมองให้ดี ก็เป็นสิ่งที่มีความยั่งยืนอยู่ไม่น้อย
ว่ากันว่าในอดีต ผู้คนจะเก็บรวบรวม “ไข” ที่เกิดขึ้นระหว่างการจุดเทียน นำกลับไปหลอมและทำให้แข็งอีกครั้งเพื่อรีไซเคิลเป็นเทียนใหม่ นอกจากนี้ เถ้าที่เหลือจากการเผาไหม้ยังถูกนำไปหว่านในแปลงเพาะปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยได้อีกด้วย

ทั้งความงดงามของวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่นในอดีตที่สะท้อนผ่านวิธีใช้เทียน และกรรมวิธีที่สืบทอดจากช่างสู่ช่างมานานหลายร้อยปี ล้วนได้รับการปกป้องรักษามาจนถึงทุกวันนี้ ขณะเดียวกันวาโระโซคุก็ยังพัฒนาต่อไป ปัจจุบันมีทั้งแบบกลิ่นป่าไม้และกลิ่นดอกไม้อย่างกุหลาบให้เลือก เปลวไฟที่พลิ้วไหวอย่างอ่อนโยนพร้อมกลิ่นหอมชวนผ่อนคลาย ก็น่าลองไม่น้อย
คืนนี้ก่อนเข้านอน ลองเปลี่ยนจากอโรมาแคนเดิลมาเป็น “วาโระโซคุ” แล้วสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างดูไหม?

Author