ซื้อบัตรเข้าชมแบบรวมแล้วไปตระเวนชม "บ่อนรก" ทั้ง 7 แห่งมา! (บัตรรวมผู้ใหญ่ราคา 2,000 เยน)
Umi Jigoku Bozu Jigoku Kamado Jigoku และ Oniyama Jigoku เดินถึงกันได้ และแถวนั้นก็มีร้านที่ขาย "Jigoku Mushi" อยู่หลายร้าน
ส่วน Chinoike Jigoku กับ Tatsumaki Jigoku จะอยู่ไกลออกไปหน่อย แนะนำให้นั่งรถบัสหรือใช้รถเดินทางจะสะดวกกว่า
ที่ Oniyama Jigoku มีจระเข้ ที่ Shiraike Jigoku มีปลาพิรารุคุ มีจุดน่าสนใจเยอะมาก คิดว่าสนุกได้ทั้งวันแบบไม่เบื่อเลย
Kamado Jigoku คนแน่นเป็นพิเศษ อ่างแช่เท้าเกือบเต็มตลอด! ที่เบ็ปปุมีอ่างแช่เท้าอยู่หลายจุด แต่ของ Kamado Jigoku น้ำสีฟ้าสวยมาก แช่แล้วรู้สึกว่าผิวนุ่มลื่นขึ้นด้วย
อีกอย่างคือที่ Chinoike Jigoku Umi Jigoku และ Kamado Jigoku มีขายผลิตภัณฑ์แช่อาบน้ำแบบลิมิเต็ดของแต่ละบ่อ แต่ของลิมิเต็ดจะซื้อได้แค่ที่ร้านขายของฝากของบ่อนั้นๆ เท่านั้น ระวังลืมซื้อนะ!
ออนเซ็นเบปปุ | รีวิวของ marina
รีวิวอื่นๆ ของ marina
-
กลุ่มบึงและทะเลสาบโกชิกินุมะ
เกิดขึ้นจากการระเบิดของไอน้ำในปี ค.ศ. 1888 จนก่อให้เกิดบึงและทะเลสาบนับร้อยแห่ง โดยชื่อ “กลุ่มบึงและทะเลสาบโกชิกินุมะ” ใช้เรียกรวมบึงและทะเลสาบประมาณ 30 แห่งทั้งขนาดใหญ่และเล็ก เช่น บิชามอนนุมะ อากะนุมะ มิโดโระนุมะ ริวนุมะ และเบ็นเท็นนุมะ ในปี 2016 ได้รับการรับรองระดับ 1 ดาวจาก Michelin Green Guide
ไปโกชิกินุมะช่วงหน้าหนาวกับทัวร์เดินหิมะของ Urabandai Lake Resort มาค่ะ
มีชุดให้เช่าครบทั้งหมด ไปตัวเปล่าก็เข้าร่วมได้สบาย ๆ ไกด์อธิบายวิธีใช้รองเท้าเดินหิมะและรายละเอียดต่าง ๆ ได้ดีมาก
พอเดินไปตามเส้นทางหิมะก็จะได้เห็นโกชิกินุมะที่สวยมาก ระหว่างทางยังเห็นรอยเท้าสัตว์ และกระรอกตัวน้อยที่ดูคึกคักด้วย!
ได้ชมวิวสวย ๆ พร้อมเมเปิลไซรัปที่หยดลงบนหิมะกับชาร้อน ๆ คือดีมาก
ระยะทางไปกลับประมาณ 2.5 km เดินช้า ๆ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง เลยไม่ค่อยอันตราย คนที่ปกติไม่ค่อยออกกำลังกายน่าจะสนุกได้เหมือนกัน
วันนั้นได้เต็มอิ่มกับสีสันอันสวยงามของโกชิกินุมะที่เปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ แสงแดด และมุมมองจริง ๆ -
-
ศาลเจ้าอุสะจิงู
ศาลเจ้าฮาจิมัน (ฮาจิมันซามะ) ที่ผู้คนศรัทธาและเรียกขานกันตามภูมิภาคต่างๆ มีมากกว่า 40,000 แห่งทั่วญี่ปุ่น นับว่าเป็นประเภทศาลเจ้าที่มีจำนวนมากที่สุด โดยศาลเจ้าหลักสูงสุดคือศาลเจ้าอุสะจิงู ก่อตั้งขึ้นในปีที่ 2 แห่งรัชศกจิงกิ (ค.ศ. 725) และได้รับการยกย่องให้เป็นศาสนสถานลำดับที่ 2 รองจากศาลเจ้าอิเสะ จิงูกู อีกทั้งยังได้รับความเคารพนับถือจากราชสำนักด้วย
ไปช่วงกลางเดือน 12 ใบไม้เปลี่ยนสีสวยมาก!
บริเวณศาลเจ้าค่อนข้างกว้าง เดินชมแบบเร็วๆ ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
หินคู่ที่เชื่อว่าช่วยเรื่องความรักและชีวิตคู่ ตอนแรกนึกว่าเป็นก้อนหินใหญ่ เลยเกือบเดินผ่านไป ที่จริงเป็นหินรูปสามเหลี่ยม 2 ก้อนฝังอยู่บนพื้นดิน (มีป้ายบอกทางนะ!)
"Usa Ame" แบบแผ่นที่ซื้อจากทางเดินเข้าศาลเจ้า เขาบอกว่าทำจากมอลต์กับข้าวเหนียวเท่านั้น หวานธรรมชาติและอร่อยจนติดใจ! แต่แข็งมาก คนที่ฟันไม่ค่อยแข็งแรงต้องระวังนะ!!! -
-
โตเกียวจามีและศูนย์วัฒนธรรมตุรกี
มัสยิดอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น คำว่า “จามิ” ในภาษาตุรกีหมายถึงมัสยิดขนาดใหญ่ที่มีการละหมาดวันละ 5 ครั้ง รวมถึงละหมาดวันศุกร์ โดยมีรากศัพท์มาจากภาษาอาหรับที่หมายถึง “สถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกัน”
เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ไปต่างประเทศเลย! ชั้น 2 ของมัสยิดสำหรับผู้หญิงเท่านั้น ความสวยของกระจกสีและการตกแต่งภายในทำให้เพลินจนลืมเวลา สามารถเข้าไปชมได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า
ที่คาเฟ่ด้านในก็มีชาและขนมตุรกีให้ลองด้วย!

























