【คู่มือเช่ารถในญี่ปุ่น】มือใหม่ต้องอ่าน! อธิบายข้อมูลสำคัญแบบครบถ้วน

【คู่มือเช่ารถในญี่ปุ่น】มือใหม่ต้องอ่าน! อธิบายข้อมูลสำคัญแบบครบถ้วน

อัปเดต :
เขียนโดย:  GOOD LUCK TRIP

ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีเที่ยวญี่ปุ่นให้คล่องตัวขึ้น ทริปแบบเช่ารถอาจอยู่ในแผนของคุณพอดี
แต่สำหรับหลายคน ก็มักมีเรื่องให้ลังเลอยู่เหมือนกัน เช่น ใบขับขี่จากประเทศของตัวเองใช้ได้ไหม หรือควรเริ่มเช่ารถอย่างไร
บทความนี้จะอธิบายขั้นตอนและเอกสารที่จำเป็นในการเช่ารถในญี่ปุ่น รวมถึงลำดับการใช้งานตั้งแต่รับรถจนถึงคืนรถ
ในเนื้อหายังรวบรวมข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ไว้ด้วย ทั้งลักษณะเด่นของกฎจราจรในญี่ปุ่นและบริษัทเช่ารถที่แนะนำ เพื่อช่วยให้วางแผนได้ง่ายขึ้น
อ่านจบแล้ว ก็ออกไปสนุกกับทริปขับรถเที่ยวในญี่ปุ่นกันได้เลย

วิธีเที่ยวญี่ปุ่นที่ทำได้เพราะใช้รถเช่า

การเที่ยวญี่ปุ่นด้วยรถเช่ามีข้อดีอยู่หลายอย่าง ลองดูได้จากด้านล่างนี้
เพราะมีหลายรูปแบบการเดินทางที่ขนส่งสาธารณะอาจตอบโจทย์ได้ไม่เท่า หากคุณมีใบขับขี่อยู่แล้ว การลองเที่ยวแบบนี้สักครั้งก็น่าสนใจไม่น้อย

  • เดินทางได้อย่างอิสระ ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องตารางรถของขนส่งสาธารณะ
  • แม้เป็นพื้นที่ที่ไปด้วยขนส่งสาธารณะไม่ค่อยสะดวก ก็ยังแวะเที่ยวได้หลายจุดใน 1 วัน
  • ไปด้วยกันได้หลายคน ช่วยให้ค่าเดินทางโดยรวมคุ้มค่าขึ้น
  • มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น บรรยากาศระหว่างทริปก็ผ่อนคลายกว่าเดิม
  • ระหว่างทางจะเปิดเพลงที่ชอบเป็น BGM ก็ได้
  • ถ้ามีเด็กเล็กเดินทางไปด้วย ก็ยังเที่ยวได้สบายในจังหวะของตัวเอง
  • คล่องตัวเรื่องสัมภาระ ไม่ต้องกังวลมาก และถึงจะซื้อของเพิ่มก็ยังจัดการได้
  • แผนเที่ยวปรับเปลี่ยนได้ยืดหยุ่น เช่น แวะจุดที่สนใจระหว่างทาง
  • มีโอกาสได้เจอสถานที่ดังแบบซ่อนตัวหรือจุดเที่ยวลับมากขึ้น
  • ยังได้เพลิดเพลินกับวิวจากในรถด้วย เช่น วิวยามค่ำคืนบนทางด่วน หรือวิวจากสะพานสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ
ออกไปสนุกกับการเดินทางและวิวทิวทัศน์ที่พบได้เพราะมีรถเท่านั้น
ออกไปสนุกกับการเดินทางและวิวทิวทัศน์ที่พบได้เพราะมีรถเท่านั้น

สิ่งที่ต้องมีเพื่อเช่ารถในญี่ปุ่น

สำหรับชาวต่างชาติที่อยากใช้รถเช่าในญี่ปุ่น โดยทั่วไปต้องเตรียม 4 อย่างต่อไปนี้

  • ใบขับขี่ของประเทศตนที่ใช้ได้ในญี่ปุ่น (เช่น ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม)
  • เอกสารแปลภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
  • หนังสือเดินทางหรือบัตรพำนัก
  • บัตรเครดิต

นักท่องเที่ยวชาวไต้หวันที่ถือใบขับขี่ไต้หวัน ไม่จำเป็นต้องขอใบขับขี่สากล
สำหรับเอกสารแปลภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ นี่คือเอกสารที่มีจุดประสงค์เพื่อถ่ายทอดความหมายอย่างถูกต้องระหว่างภาษาที่ต่างกัน และใช้เมื่อต้องการเปลี่ยนใบขับขี่ของประเทศหรือภูมิภาคตนเป็นใบขับขี่ญี่ปุ่น
สามารถขอได้โดยดำเนินการกับ JAF (Japan Automobile Federation) หรือสถานทูตของแต่ละประเทศ รายละเอียดเพิ่มเติมควรตรวจสอบจากเว็บไซต์ของหน่วยงานนั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม หากคุณพำนักอยู่ในประเทศหรือภูมิภาคนอกเหนือจากสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม โมนาโก และไต้หวัน จะต้องใช้ใบขับขี่สากล แต่บางประเทศหรือภูมิภาคอาจมีข้อจำกัดตามอนุสัญญาที่เข้าร่วม ทำให้แม้มีใบขับขี่สากลก็ยังขับรถไม่ได้ จึงควรตรวจสอบให้ดี

เตรียมสิ่งที่จำเป็นให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง
เตรียมสิ่งที่จำเป็นให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง

ขั้นตอนการใช้บริการรถเช่าในญี่ปุ่น

ก่อนเช่ารถจริง ลองมาดูภาพรวมของขั้นตอนกันแบบเข้าใจง่ายก่อน
ไม่ว่าคุณจะใช้บริการบริษัทใด หากมีข้อสงสัยก็สอบถามได้ และมักจะได้รับคำอธิบายที่เข้าใจไม่ยาก จึงไม่ต้องกังวลมากนัก
ตัวขั้นตอนไม่ได้ซับซ้อน แต่มีเอกสารที่ต้องเตรียมและรายละเอียดที่ต้องตัดสินใจอยู่พอสมควร การเห็นภาพรวมไว้ก่อนจึงช่วยได้มาก

1. จองรถเช่า

หากเป็นทัวร์หรือแพ็กเกจที่ไม่ได้รวมรถเช่าไว้ หรือคุณวางแผนจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมเอง ควรเริ่มจากค้นหาบริษัทเช่ารถในพื้นที่ที่จะไปเที่ยวก่อน
ในบทความนี้ก็มีแนะนำบริษัทเช่ารถที่เหมาะสำหรับเริ่มต้นไว้เช่นกัน ลองใช้เป็นข้อมูลประกอบได้
นอกจากนี้ หากเดินเข้าไปที่บริษัทเช่ารถโดยไม่จองล่วงหน้า ก็อาจไม่มีรถว่างและไม่สามารถเช่าได้ ดังนั้นการจองล่วงหน้าจะอุ่นใจกว่า

เริ่มต้นจากการจองรถเช่าผ่านอินเทอร์เน็ตก่อน
เริ่มต้นจากการจองรถเช่าผ่านอินเทอร์เน็ตก่อน

2. เลือกสาขารับรถและสาขาคืนรถ

ตอนจอง คุณจะต้องกำหนดสาขาที่รับรถและสาขาที่คืนรถ ประเภทรถที่ต้องการเช่า รวมถึงตัวเลือกเสริมต่าง ๆ
หากเป็นบริษัทเช่ารถรายใหญ่ มักมีหลายสาขาในพื้นที่เดียวกัน จึงสามารถคืนรถคนละสาขากับที่รับรถได้ (แต่ส่วนใหญ่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม)
หากเลือกทั้งสองสาขาให้อยู่ใกล้สนามบินหรือสถานีรถไฟหลักของพื้นที่นั้น ก็จะช่วยให้การเดินทางก่อนและหลังเช่ารถสะดวกขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทเช่ารถรายใหญ่ที่เปิด 24 ชั่วโมงมีไม่มาก และหลายแห่งปิดให้บริการในช่วงกลางคืน ดังนั้นควรคำนึงถึงเวลาคืนรถไว้ด้วย

เลือกสาขารับรถและคืนรถให้เหมาะกับแผนการเดินทาง
เลือกสาขารับรถและคืนรถให้เหมาะกับแผนการเดินทาง

เกร็ดเล็กน้อย: หากต้องขับบนทางด่วน ควรใช้ ETC

หากแผนการเดินทางของคุณต้องใช้ทางด่วน แนะนำให้ใช้ ETC
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้น ETC (Electronic Toll Collection System) เป็นระบบชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดสำหรับทางด่วนหรือถนนที่มีค่าผ่านทาง
โดยระบบนี้แตกต่างจาก e-TAG ที่แพร่หลายในไต้หวัน
ข้อดีคือสามารถขับผ่านด่านเก็บเงินได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องหยุดเตรียมเงินสด ช่วยลดความเครียดระหว่างขับรถได้มาก
การใช้งานจำเป็นต้องมีเครื่องติดรถและบัตร ETC แต่หลายบริษัทเช่ารถมีบริการให้เช่า จึงใช้งานได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังมีบัตร ETC ราคาคุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะด้วย
ค่าทางด่วนจากการใช้ ETC โดยทั่วไปจะชำระภายหลังตอนคืนบัตร โดยอ้างอิงจากประวัติและรายการใช้งาน
หากไม่ใช้ ETC ก็ยังสามารถชำระด้วยเงินสดได้ที่ช่องทางทั่วไป จึงไม่ต้องกังวล

หากขับทางด่วน แนะนำให้ใช้ ETC
หากขับทางด่วน แนะนำให้ใช้ ETC
โปรดระวัง ช่องที่เขียนว่า “ETC” ไม่สามารถใช้ผ่านได้หากไม่ได้ใช้ ETC
โปรดระวัง ช่องที่เขียนว่า “ETC” ไม่สามารถใช้ผ่านได้หากไม่ได้ใช้ ETC

3. รับรถเช่าที่สาขาต้นทาง

เมื่อไปถึงสาขาที่กำหนดตามเวลาจอง ให้แสดงเอกสารที่จำเป็นและดำเนินการรับรถ
ในช่วงนี้ บริษัทเช่ารถหลายแห่งจะให้ชำระยอดเงินที่ยืนยันไว้ตอนจองล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิตก่อนออกเดินทาง
หากพบว่ายอดเงินไม่ตรงกับที่เข้าใจไว้ ควรตรวจสอบก่อนชำระเงิน
รายละเอียดขั้นตอนอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัท แต่โดยทั่วไปจะให้ตรวจสภาพรถก่อนเช่า เช่น รอยขีดข่วนหรือความผิดปกติที่มีอยู่เดิม แล้วจึงเซ็นสัญญาเช่ารถ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอน

หากมีข้อสงสัยเรื่องการใช้งานรถ ควรถามพนักงานก่อนออกเดินทาง
หากมีข้อสงสัยเรื่องการใช้งานรถ ควรถามพนักงานก่อนออกเดินทาง

เกร็ดเล็กน้อย: ตรวจสอบภาษาของระบบนำทางก่อนออกเดินทาง

ขึ้นอยู่กับบริษัทเช่ารถและรุ่นรถ บางคันมีระบบนำทางที่รองรับภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาญี่ปุ่น
บางบริษัทอาจตั้งค่าภาษาให้เหมาะสมไว้ก่อนใช้งานแล้ว แต่เพื่อความมั่นใจ ควรให้พนักงานช่วยตรวจสอบอีกครั้งก่อนออกเดินทางว่าตั้งค่าเป็นภาษาที่ต้องการเรียบร้อยหรือไม่

การใช้ระบบนำทางช่วยให้ขับรถได้มั่นใจขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น
การใช้ระบบนำทางช่วยให้ขับรถได้มั่นใจขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น

4. ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถเช่า

เมื่อกำหนดภาษาของระบบนำทางและตัดสินใจเรื่องการใช้ ETC เรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางได้เลย
จากนั้นก็สนุกกับอิสระของการเดินทางด้วยรถยนต์ และค่อย ๆ แวะสถานที่ลับหรือจุดท่องเที่ยวที่เข้าถึงได้เพราะมีรถเช่า

ออกไปสนุกกับทริปขับรถกันเถอะ
ออกไปสนุกกับทริปขับรถกันเถอะ

5. คืนรถเช่า

ควรวางแผนเวลาเผื่อให้มากพอ เพื่อให้สามารถคืนรถได้ทันตามเวลาที่กำหนด
หากเกิดรถติดหรือสภาพอากาศไม่ดีจนทำให้ไปไม่ทันเวลาคืนรถ หรือใกล้จะไม่ทัน ควรติดต่อบริษัทเช่ารถโดยเร็ว
การรับมืออาจแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ จึงควรทำตามคำแนะนำของพนักงานและพยายามลดผลกระทบให้มากที่สุด
โดยทั่วไป ค่าบริการส่วนที่เกินเวลาจะชำระตอนคืนรถ
สำหรับข้อควรระวังและลำดับขั้นตอนก่อนคืนรถ สามารถดูได้จากตารางด้านล่าง

สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนคืนรถ
・เติมน้ำมันให้เต็มที่ปั๊มน้ำมันใกล้สาขาคืนรถ (ตอนคืนรถต้องแสดงใบเสร็จ จึงอย่าลืมรับไว้)
・ตรวจดูว่าไม่มีอาหารหรือขยะตกค้างในรถ และทำความสะอาดแบบง่าย ๆ
・ตรวจสอบว่าไม่มีของลืมไว้
ขั้นตอนการคืนรถ
・คืนกุญแจและสิ่งของที่เช่าเพิ่มเติม
・หลังส่งมอบรถ พนักงานจะตรวจสภาพรถ เช่น มีรอยขีดข่วนหรือรอยบุบหรือไม่
※หากพบรอยขีดข่วนหรือรอยบุบ อาจมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ขึ้นอยู่กับขอบเขตความคุ้มครองของประกันที่สมัคร)
ชำระเงินครั้งสุดท้าย
・หากมีค่าเกินเวลา ค่าใช้ ETC หรือค่าความเสียหาย จะมีการชำระเพิ่มเติม
※หากไม่มีปัญหาใด ๆ ก็คืนรถและจบขั้นตอนได้เลย

เกร็ดเล็กน้อย: แม้ไม่เติมน้ำมันเต็มก่อนคืนรถ หลายบริษัทยังสามารถคิดเงินที่สาขาได้

หากมีเวลาไม่พอและไม่สามารถเติมน้ำมันเต็มถังก่อนคืนรถได้ หลายบริษัทเช่ารถมีบริการคิดค่าน้ำมันตอนคืนรถ จึงพออุ่นใจได้
อย่างไรก็ตาม มักมีราคาสูงกว่าการเติมเอง และอาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมด้วย จึงควรระวังในจุดนี้

เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของรถเช่า ควรเติมน้ำมันเต็มก่อนคืนรถเท่าที่ทำได้
เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของรถเช่า ควรเติมน้ำมันเต็มก่อนคืนรถเท่าที่ทำได้

ประกันและความคุ้มครองเมื่อใช้รถเช่า

เวลาเช่ารถ เรื่องประกันเป็นสิ่งที่ต้องมีแน่นอน
ประกันรถยนต์ในญี่ปุ่นมี 2 ประเภท คือประกันภาคบังคับและประกันภาคสมัครใจ ซึ่งบริษัทเช่ารถทุกแห่งต้องจัดให้มี
ดังนั้น ค่าบริการรถเช่าจึงรวมค่าเบี้ยประกันพื้นฐานไว้แล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องซื้อประกันใหม่อีกก็ยังได้รับความคุ้มครองขั้นต่ำ
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองดังกล่าวเป็นเพียงระดับพื้นฐานเท่านั้น บางค่าใช้จ่ายอาจไม่ครอบคลุมและอาจมีส่วนที่ผู้เช่าต้องรับผิดชอบเอง
หากรถไม่สามารถใช้งานต่อได้จากอุบัติเหตุหรือความเสียหายที่เกิดจากความประมาทของผู้ใช้ อาจมีการเรียกเก็บค่า NOC (Non-Operational Charge) ซึ่งเป็นค่าชดเชยความเสียหายทางธุรกิจ
แต่ก็มีวิธีช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเหล่านี้ได้

ใช้ระบบยกเว้นค่าเสียหายส่วนแรก (CDW)

จากความคุ้มครองพื้นฐานที่มีอยู่ หลายบริษัทเช่ารถยังมีตัวเลือกเสริมให้จ่ายเพิ่มตามจำนวนที่กำหนด เพื่อให้กรณีที่เดิมต้องจ่ายเองได้รับการยกเว้นหรือช่วยลดภาระลงอย่างมาก
อีกแบบหนึ่งคือบางแห่งมีประกันหรือบริการคุ้มครองที่ช่วยยกเว้น NOC แยกต่างหากจากระบบ CDW ด้วย ดังนั้นตอนรับรถควรตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองให้ดี แล้วเลือกแบบที่ทำให้เดินทางได้อย่างสบายใจ

กรณีที่ประกันหรือความคุ้มครองไม่สามารถใช้ได้

แม้จะซื้อความคุ้มครองค่อนข้างครบ ก็ยังมีบางกรณีที่ไม่สามารถใช้ประกันได้ จึงต้องระวัง
ตัวอย่างเช่น หากเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุชนกับผู้อื่นหรืออุบัติเหตุจากการขับชนเอง ต้องแจ้งตำรวจและบริษัทเช่ารถทุกครั้ง และขอเอกสารรับรองอุบัติเหตุจากตำรวจ
หากไม่มีเอกสารรับรองอุบัติเหตุ ประกันจะไม่สามารถใช้ได้ จึงควรใส่ใจเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ อุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่ผิดกฎหมาย เช่น เมาแล้วขับ ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองอยู่แล้ว
อีกจุดที่ต้องระวังคือ ประกันมักคุ้มครองเฉพาะผู้ขับขี่ที่แจ้งไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
หากมีแผนผลัดกันขับหลายคน อาจเกิดกรณีที่บริการประกันหรือความคุ้มครองไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงควรแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างถูกต้อง

หากกังวลเรื่องการขับรถ ควรตรวจสอบรายละเอียดประกันให้รอบคอบ
หากกังวลเรื่องการขับรถ ควรตรวจสอบรายละเอียดประกันให้รอบคอบ

ระบบค่าบริการรถเช่าในญี่ปุ่น

ค่าเช่ารถในญี่ปุ่นแตกต่างกันไปตามบริษัทและพื้นที่ แต่โครงสร้างพื้นฐานหลัก ๆ พอสรุปได้ดังนี้
เนื่องจากเงื่อนไขสัญญาและบริการของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขก่อนเช่าเสมอ
โดยทั่วไปแล้ว ราคาเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 6,000–8,000 เยน

ค่าบริการพื้นฐาน
หมายถึงค่าเช่ารถ โดยกำหนดตามประเภทรถ แบ่งตามชั่วโมงหรือจำนวนวัน เช่น รถขนาดกะทัดรัด: เริ่มตั้งแต่ 3 ชั่วโมง, ○○ เยน เป็นต้น
ค่าบริการเกินเวลา
ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นเมื่อใช้รถเกินเวลาที่กำหนด
หลายบริษัทกำหนดเป็นรายชั่วโมง
ค่าประกันและความคุ้มครอง
ค่าประกันที่จำเป็นจะรวมอยู่ในค่าบริการพื้นฐานแล้ว
ส่วนค่าใช้จ่ายของแผนเพิ่มเติม เช่น ประกันเสริม การยกเว้นค่าเสียหายส่วนแรก หรือความคุ้มครอง NOC จะคิดแยกต่างหาก
ค่าน้ำมัน
โดยหลักแล้ว ตอนคืนรถต้องเติมน้ำมันให้เต็มถัง
ค่าบริการเสริม
เช่น ค่าเช่าเบาะเด็ก บัตร ETC หรืออุปกรณ์ที่ไม่ใช่อุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงค่าธรรมเนียมเพิ่มคนขับ
ค่าคืนรถคนละสาขา
ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นเมื่อรับรถและคืนรถคนละสถานที่
ค่าธรรมเนียมตามพื้นที่
ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในบางภูมิภาคหรือบางพื้นที่เฉพาะ

※นอกจากโปรโมชันจองล่วงหน้าหรือแพ็กเกจพร้อมสิทธิพิเศษแล้ว ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาที่จองและเงื่อนไขต่าง ๆ

มือใหม่ควรเริ่มที่นี่! บริษัทเช่ารถชื่อดังที่มีสาขาทั่วญี่ปุ่น

ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณจะเช่ารถในญี่ปุ่น การเริ่มจากบริษัทเช่ารถรายใหญ่ก็มักสบายใจกว่า
เหตุผลหลักคือมีสาขาทั่วประเทศ ทำให้มีตัวเลือกมากทั้งจุดรับและจุดคืนรถ อีกทั้งยังมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้มาเยือนญี่ปุ่น
ยังมีความชำนาญด้านการให้บริการหลายภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน รวมถึงการตรวจสอบเอกสารที่จำเป็น ทำให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น
ต่อไปนี้คือบริษัทเช่ารถรายใหญ่ 대표 5 แห่งของญี่ปุ่น หวังว่าจะช่วยให้คุณเลือกบริษัทที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายขึ้น

1. ไทม์สคาร์เรนทัล

“ไทม์สคาร์เรนทัล” (Times Car Rental) มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วญี่ปุ่น และมีสาขาอยู่ในเมืองและภูมิภาคหลากหลาย โดยหลายสาขาตั้งอยู่ใกล้สนามบินหรือสถานีชินคันเซ็นเป็นหลัก
จึงสะดวกมากสำหรับการท่องเที่ยว และสามารถรับรถแล้วออกเดินทางได้ทันทีหลังมาถึง
อีกจุดเด่นคือมีรถคุณภาพดี สะอาด และส่วนใหญ่เป็นรถใหม่อายุไม่เกิน 3 ปี ซึ่งได้รับคำชมเรื่องความสะอาดภายในรถด้วย
เมื่อเทียบกับหลายบริษัทแล้ว ราคายังค่อนข้างประหยัด ถือเป็นข้อดีที่น่าสนใจ

พื้นที่ให้บริการ
ทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นบางพื้นที่
วิธีชำระเงิน
โดยหลักใช้บัตรเครดิต
ค่าบริการพื้นฐาน
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 5,313 เยน–
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,451 เยน–
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 7,590 เยน–
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 924 เยน–
※กรณีรถเค
ตัวเลือกหลัก
ยกเว้นค่าเสียหายส่วนแรก・คุ้มครอง NOC: 1,100 เยน–
คืนรถคนละสาขา: ต้องตรวจสอบ
ระบบนำทางในรถ: ฟรี
เบาะเด็ก: 1,100 เยน

※ข้อมูลข้างต้นอ้างอิง ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง

2. โอริกซ์ เรนตาคาร์

“โอริกซ์ เรนตาคาร์” (Orix Rent-A-Car) เป็นหนึ่งในบริษัทเช่ารถที่มีชื่อเสียงอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น
มีจำนวนรถให้เช่ามากเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม และมีรถให้เลือกหลากหลายตั้งแต่รถทั่วไปจนถึงรถหรู จึงตอบโจทย์ความต้องการได้หลายแบบ
อีกทั้งยังสามารถสะสมไมล์ของ JAL และ ANA ได้ ซึ่งเป็นจุดที่น่าถูกใจนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อย
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความเข้าใจนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างดี โดยในโอกินาว่าได้เปิดเคาน์เตอร์เฉพาะสำหรับบริการภาษาต่างประเทศ
พื้นที่อื่น ๆ ก็คาดหวังบริการที่ใส่ใจได้เช่นกัน หากคุณยังมีความกังวลอยู่มาก ลองพิจารณาบริษัทนี้ดูได้

พื้นที่ให้บริการ
ทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นบางพื้นที่
วิธีชำระเงิน
โดยหลักใช้บัตรเครดิต
ค่าบริการพื้นฐาน
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 6,160 เยน–
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,160 เยน–
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 8,250 เยน–
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 1,320 เยน–
※กรณีรถเค
บริการเสริมหลัก
แพ็กเกจอุ่นใจรถเช่า (RAP): 660 เยน หรือ 1,320 เยน
คืนรถคนละสาขา: แตกต่างตามพื้นที่
ระบบนำทางในรถ: ฟรี
เบาะเด็ก: 1,100 เยน
บัตร ETC: 550 เยน (เครื่อง ETC ในรถติดตั้งให้ฟรี)

※ข้อมูลข้างต้นอ้างอิง ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง

3. โตโยต้าเรนตาคาร์

“โตโยต้าเรนตาคาร์” (Toyota Rent a Car) เป็นบริการเช่ารถรายใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม โดยมีจุดให้บริการประมาณ 1,100 แห่งทั่วประเทศ
ข้อดีสำคัญคือได้ขับรถโตโยต้า ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความน่าเชื่อถือ ความทนทาน ความปลอดภัย และความประหยัดน้ำมันในแบบรถญี่ปุ่นยอดนิยม
รถส่วนใหญ่ติดตั้งอุปกรณ์ค่อนข้างใหม่และได้รับการดูแลโดยช่างผู้ชำนาญ จึงใช้งานได้อย่างสะอาดและมั่นใจ
แม้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ก็มีประกันที่ครอบคลุมค่อนข้างดีเมื่อเทียบในอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ บริษัทนี้ไม่มีรถเคให้เช่า ผู้ที่วางแผนใช้รถประเภทดังกล่าวควรทราบไว้

พื้นที่ให้บริการ
ทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นบางพื้นที่
วิธีชำระเงิน
โดยหลักใช้บัตรเครดิต
ค่าบริการพื้นฐาน
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 6,160 เยน–
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,600 เยน–
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 8,580 เยน–
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 1,320 เยน–
※กรณีรถยนต์นั่ง
บริการเสริมหลัก
ยกเว้นค่าเสียหายส่วนแรก: 1,100 เยน–
คืนรถคนละสาขา: แตกต่างตามพื้นที่
ระบบนำทางในรถ: ฟรี
เบาะเด็ก: 1,100 เยน/ครั้ง
บัตร ETC: 550 เยน (เครื่อง ETC ในรถมีให้ฟรีเกือบทั้งหมด ยกเว้นบางคัน)

※ข้อมูลข้างต้นอ้างอิง ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง

4. นิปปอนเรนตาคาร์

“นิปปอนเรนตาคาร์” (Nippon Rent-A-Car) มีประวัติยาวนานมากกว่า 50 ปี และมีจุดเด่นที่รถให้เลือกหลากหลายไม่ยึดติดกับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง
บางรุ่นเป็นรถที่บริษัทอื่นไม่มีให้บริการ จึงเหมาะกับคนที่ใส่ใจเรื่องประเภทรถเป็นพิเศษ
สาขาใกล้สถานีหลักและสนามบินหลายแห่งเปิดให้บริการยาวนาน (มากกว่า 13 ชั่วโมง) ซึ่งเป็นอีกจุดเด่นด้านความสะดวก
หากคุณเดินทางถึงญี่ปุ่นในช่วงเช้าตรู่หรือดึกมาก บริษัทนี้อาจตอบโจทย์ได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2018 รถทุกคันเป็นรถปลอดบุหรี่แล้ว ผู้ที่กังวลเรื่องกลิ่นบุหรี่ก็ขับได้อย่างสบายใจ

พื้นที่ให้บริการ
ทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นบางพื้นที่
วิธีชำระเงิน
โดยหลักใช้บัตรเครดิต
ค่าบริการพื้นฐาน
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 6,380 เยน–
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,380 เยน–
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 8.250 เยน–
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 1,210 เยน–
※กรณีรถเค
ตัวเลือกหลัก
ระบบคุ้มครอง NOC (ECO): 440 เยน–
คืนรถคนละสาขา: ต้องตรวจสอบ
ระบบนำทางในรถ: ฟรี
เบาะเด็ก: 1,100 เยน
บัตร ETC: 330 เยน (เครื่อง ETC ในรถมีให้ฟรี ยกเว้นบางคัน)

※ข้อมูลข้างต้นอ้างอิง ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง

5. บัดเจ็ทเรนตาคาร์

“บัดเจ็ทเรนตาคาร์” (Budget Rent a Car) ก่อตั้งที่ลอสแอนเจลิส และเริ่มให้บริการในญี่ปุ่นเมื่อปี 1985 ปัจจุบันเป็นแบรนด์ต่างประเทศรายเดียวที่ได้รับการรับรู้ในญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางในรูปแบบแบรนด์เดียวทั่วประเทศ
จุดเด่นของบริษัทคือการให้ความสำคัญกับการยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า โดยนำแบบสอบถามหลังการเช่ามาปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง
จึงมอบประสบการณ์ใช้งานที่มีคุณภาพทั้งด้านความปลอดภัย ความสะอาด และความสะดวก ทำให้มีรีวิวในเชิงบวกอยู่มาก
อีกทั้งหากคืนรถภายในจังหวัดเดียวกัน ก็สามารถคืนต่างสาขาได้ฟรี ซึ่งเป็นข้อดีสำคัญมาก
เนื่องจากบริษัทอื่นส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายในจุดนี้ จึงเหมาะกับผู้ที่วางแผนเที่ยวแบบไม่ข้ามจังหวัด

พื้นที่ให้บริการ
ทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นบางพื้นที่
วิธีชำระเงิน
โดยหลักใช้บัตรเครดิต
ค่าบริการพื้นฐาน
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 6,050 เยน–
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,050 เยน–
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 7,480 เยน–
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 1,100 เยน–
※กรณีรถเค
บริการเสริมหลัก
ค่าคุ้มครองรถและความเสียหายต่อทรัพย์สิน: 1,430 เยน–
คืนรถคนละสาขา: ฟรีภายในจังหวัดเดียวกัน
ระบบนำทางในรถ: มีให้เช่า
เบาะเด็ก: 1,100 เยน
บัตร ETC: ให้เช่าเฉพาะบางพื้นที่ ※ต้องตรวจสอบ

※ข้อมูลข้างต้นอ้างอิง ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง

วิธีเลือกรถเช่าสำหรับการเดินทาง

ถ้าอยากดูรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทรถในญี่ปุ่นเพิ่มเติม สามารถดูได้จากหน้าถัดไป
ส่วนด้านล่างนี้ เราสรุปลักษณะเด่นและรุ่นรถตัวอย่างไว้แล้ว เพื่อช่วยให้เลือกรถที่เหมาะกับทริปของตัวเองได้ง่ายขึ้น

ประเภทรถ ลักษณะเด่น สถานการณ์ใช้งานที่แนะนำ รถรุ่นตัวอย่าง
รถเค ・ตัวรถกะทัดรัด ขับคล่องในถนนแคบหรือที่จอดรถ
・ประหยัดน้ำมันและคุ้มค่า
・เที่ยวในเขตเมืองที่รถเยอะหรือพื้นที่ที่มีตรอกซอยแคบจำนวนมาก
・เที่ยวหรือขับเล่นระยะสั้นแบบสบาย ๆ
・กรณีมีผู้ขับมือใหม่ที่ยังไม่ชำนาญ
・กรณีเดินทางกลุ่มเล็กไม่เกิน 4 คน
Move / Tanto / N-BOX
รถคอมแพกต์ ・กำลังเครื่องมากกว่ารถเค ทำให้สมรรถนะและความมั่นคงดีขึ้น
・เดินทางไกลได้สบาย
・สมดุลดีระหว่างความประหยัดและการควบคุมรถที่คล่องตัว
・ทริปไม่เกิน 5 คน
・ขับระยะกลางถึงระยะไกลโดยใช้ทางด่วน
Vitz / Yaris / Aqua
ซีดาน ・ห้องโดยสารกว้าง นั่งสบายทั้งเบาะหน้าและหลัง
・ออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัย และกระโปรงท้ายมีความปลอดภัยต่อทรัพย์สินดี
・ตัวรถไม่สูงมาก จึงสะดวกในที่จอดที่มีข้อจำกัดความสูง เช่น อาคารจอดรถแบบทาวเวอร์
・ขึ้นลงรถสะดวก
・ทริปคู่รัก
・ขับทางไกล
・การเดินทางที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย (เช่น มีเด็กเล็กหรือมีผู้ร่วมเดินทางที่ต้องการความสะดวกสบาย)
Crown / Corolla / Corolla Axio
SUV ・ตำแหน่งนั่งสูง มองเห็นทางและบรรยากาศรอบข้างได้ดี
・ขับบนถนนที่ไม่ได้ลาดยางได้ง่าย และทนต่อแรงกระแทก
・เครื่องยนต์กำลังดี เร่งแซงและขับขี่ได้มีประสิทธิภาพ
・กรณีไปทำกิจกรรมพักผ่อน เช่น แคมป์ปิง ที่ต้องบรรทุกสัมภาระชิ้นใหญ่
・กรณีขับบนถนนหิมะหรือถนนออฟโรดที่สภาพพื้นผิวไม่มั่นคง
Raize / CH-R / Harrier
มินิแวน・แวกอน ・มี 3 แถวที่นั่ง และบางรุ่นรองรับผู้โดยสารได้อย่างน้อย 7 คน
・ออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ให้ขึ้นลงสะดวกตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ
・สามารถปรับรูปแบบเบาะเพื่อจัดพื้นที่ตามสัมภาระและจำนวนผู้โดยสารได้
・ทริปครอบครัว
・การเดินทางกลุ่มใหญ่หรือมีสัมภาระจำนวนมาก
・กรณีวางแผนซื้อของจำนวนมาก
Sienta / Voxy / Alphard

ข้อมูลพื้นฐานที่ควรรู้ก่อนใช้รถเช่า

สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ความต่างของสภาพแวดล้อมในการขับรถจากประเทศหรือภูมิภาคของตนอาจทำให้สับสนได้พอสมควร
เพื่อให้ขับรถเที่ยวได้อย่างปลอดภัย เราจะพาไปรู้จักข้อมูลที่ควรทราบไว้เสมอ เช่น ป้ายจราจร กฎการจราจรของญี่ปุ่น และวิธีรับมือในเหตุฉุกเฉิน

1. พกหนังสือเดินทางและใบขับขี่ติดตัว

แม้จะเช่ารถไม่ได้หากไม่มีหนังสือเดินทางและใบขับขี่ แต่แม้หลังขึ้นรถแล้วก็ควรพกติดตัวไว้เสมอ
เมื่อขับรถในญี่ปุ่นด้วยใบขับขี่สากล การพกเอกสาร 2 อย่างนี้ถือเป็นข้อบังคับตามอนุสัญญาเจนีวา
หนังสือเดินทางทำหน้าที่เป็นเอกสารยืนยันตัวตนระหว่างพำนักในญี่ปุ่น ส่วนใบขับขี่ใช้ยืนยันสิทธิในการขับรถ
นอกจากนี้ หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องจะใช้เอกสารเหล่านี้ในการตรวจสอบตัวตน การไม่พกติดตัวอาจนำไปสู่ปัญหาได้
เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและครอบครัว อย่าลืมเรื่องนี้เด็ดขาด

อย่าลืมพกหนังสือเดินทางและใบขับขี่ติดตัวเสมอ
อย่าลืมพกหนังสือเดินทางและใบขับขี่ติดตัวเสมอ

2. การรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เมื่อขับรถแล้ว โอกาสเกิดอุบัติเหตุหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุนั้นไม่ได้เป็นศูนย์
ต่อไปนี้คือวิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
โดยพื้นฐานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสียหายหรือฝ่ายก่อเหตุ รวมถึงกรณีบุคคลหรือทรัพย์สิน หลักการรับมือแทบไม่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือมีสติและดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นอย่างถูกต้อง
หากเป็นกรณีรถเสียหรือมีปัญหาขัดข้อง แนะนำให้ติดต่อบริษัทเช่ารถเพื่อขอคำแนะนำในการดำเนินการ
นอกจากนี้ หากตรวจสอบขั้นตอนรับมืออุบัติเหตุหรือปัญหาต่าง ๆ ไว้ก่อนใช้งาน ก็จะอุ่นใจกว่า

1. ดูแลความปลอดภัย
ตรวจสอบความปลอดภัยและสภาพของตัวคุณ ผู้โดยสาร และคู่กรณี (หรือวัตถุที่ชน) จากนั้นย้ายรถไปยังจุดที่ปลอดภัย เช่น ไหล่ทาง
※ในบางกรณี การเคลื่อนย้ายรถออกจากจุดเกิดเหตุอาจเป็นปัญหาได้ จึงต้องพิจารณาตามสถานการณ์
2. ติดต่อแจ้งตำรวจ
โทรแจ้งตำรวจ (หมายเลข 110) เพื่อรายงานอุบัติเหตุ
หลังเจ้าหน้าที่มาถึงที่เกิดเหตุ ให้ขอเอกสารรับรองอุบัติเหตุทางจราจร
3. ติดต่อบริษัทเช่ารถ
แจ้งบริษัทเช่ารถเกี่ยวกับอุบัติเหตุ และปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อดำเนินขั้นตอนที่จำเป็น
4. แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่กรณี
หากมีคู่กรณี ให้แลกข้อมูลติดต่อและข้อมูลประกันภัย
หากจำเป็น ให้ตรวจสอบใบขับขี่ เอกสารจดทะเบียนรถ และข้อมูลประกันของอีกฝ่าย
※การจดบันทึกรายละเอียดของอุบัติเหตุไว้ด้วยก็อาจเป็นประโยชน์ในบางกรณี
5. ตรวจสอบอาการร่างกาย
หากได้รับบาดเจ็บ หรือรู้สึกไม่สบายหลังอุบัติเหตุ ควรไปตรวจที่โรงพยาบาล

3. ป้ายจราจรพื้นฐานที่ควรรู้

ถ้าต้องขับรถในญี่ปุ่น อย่างน้อยควรรู้ป้ายจราจร 5 แบบต่อไปนี้ พร้อมภาพประกอบ
ทั้งหมดเป็นป้ายที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวหรือไม่ก็ตาม จึงควรทำความเข้าใจไว้ให้ดี
แน่นอนว่ายังมีป้ายอื่น ๆ ที่ควรจดจำอีกมาก ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นจึงแนะนำให้ลองศึกษาล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ต

ป้าย “หยุดชั่วคราว”

เป็นป้ายบังคับที่กำหนดให้ต้องตรวจสอบความปลอดภัย มักติดตั้งตามตรอกซอยที่มองเห็นไม่ชัดหรือถนนที่มีการจราจรซับซ้อน
ข้อความบนถนนที่หมายถึง “หยุด” แปลว่าต้องหยุดชั่วคราว โดยผู้ขับขี่ต้องหยุดรถให้สนิทก่อนเส้นหยุดหรือก่อนถึงทางแยก
จุดประสงค์คือเพื่อป้องกันอุบัติเหตุล่วงหน้า รวมถึงให้สิทธิ์รถที่วิ่งอยู่และคนเดินเท้าก่อน เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย ดังนั้นเมื่อเจอป้ายนี้ ควรหยุดรถให้สนิท ตรวจดูด้านหน้า ซ้าย และขวา ก่อนค่อย ๆ ออกรถอย่างระมัดระวัง

ป้ายหยุดชั่วคราว
ป้ายหยุดชั่วคราว
ควรหยุดชั่วคราวก่อนถึงเส้นหยุดที่เขียนบนถนน
ควรหยุดชั่วคราวก่อนถึงเส้นหยุดที่เขียนบนถนน

ป้าย “เดินรถทางเดียว”

เป็นป้ายจราจรที่หมายความว่ารถสามารถวิ่งได้เฉพาะทิศทางที่ลูกศรชี้เท่านั้น
หากขับสวนทิศทางลูกศร จะถือว่าผิดกฎหมายจราจรและมีบทลงโทษ
หากมีป้ายเสริมด้านล่างที่ระบุช่วงเวลา เช่น 8-20 = 8:00–20:00 ให้เข้าใจว่าข้อจำกัดนี้มีผลเฉพาะในช่วงเวลาดังกล่าว
ป้ายนี้มีขึ้นเพื่อช่วยให้การจราจรลื่นไหล ลดความแออัด และลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ยังสับสนกับป้าย “เลี้ยวซ้ายได้” ซึ่งมีสีขาวและน้ำเงินสลับกันได้ง่าย จึงควรระวัง

ป้ายเดินรถทางเดียว
ป้ายเดินรถทางเดียว

ป้าย “ห้ามเข้ายกเว้นทิศทางที่กำหนด”

เป็นป้ายจราจรที่ห้ามรถเข้าในทิศทางอื่นนอกจากทิศทางที่ลูกศรระบุไว้
ตัวอย่างเช่น หากลูกศรระบุให้ตรงไปและเลี้ยวซ้ายได้ ก็หมายความว่าไม่สามารถเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนนั้นได้
ป้ายนี้มักติดตั้งตามทางแยกหรือจุดที่การจราจรซับซ้อน เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันความสับสนหรืออุบัติเหตุ
หากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษตามกฎหมายจราจร
เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับป้ายเดินรถทางเดียว จึงควรจำให้แม่นเพื่อไม่ให้สับสน

ป้ายห้ามเข้ายกเว้นทิศทางที่กำหนด
ป้ายห้ามเข้ายกเว้นทิศทางที่กำหนด

ป้าย “ห้ามรถเข้า”

เป็นป้ายบังคับที่หมายถึงห้ามรถทุกชนิดเข้าสู่ถนนหรือพื้นที่นั้นจากทิศทางดังกล่าว
โดยทั่วไปมักติดตั้งที่ทางออกของถนนเดินรถทางเดียว หรือจุดที่การขับผ่านจากทิศทางนั้นมีความอันตราย และห้ามรถทุกประเภทเข้า รวมถึงรถจักรยานยนต์และจักรยานด้วย
หากฝ่าฝืนไม่เพียงมีโทษตามกฎหมายจราจร แต่ยังเสี่ยงต่อการขับสวนทางซึ่งอันตรายมาก จึงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ป้ายห้ามรถเข้า
ป้ายห้ามรถเข้า

ป้าย “ห้ามรถทุกชนิดผ่าน”

เป็นป้ายบังคับที่ห้ามรถทุกชนิดผ่าน ยกเว้นคนเดินเท้า (รวมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และจักรยาน)
ต่างจากป้าย “ห้ามรถเข้า” ตรงที่ป้ายนี้ห้ามทั้งการเข้าและการสัญจรจากทุกทิศทาง
มักติดตั้งบนถนนคนเดินหรือจุดที่การให้รถเข้าไปอาจมีปัญหาด้านความปลอดภัย
ในหลายกรณี จะมีสัญลักษณ์บนเส้นสีแดงเพื่อระบุว่าใช้กับรถบางประเภทโดยเฉพาะ
หากฝ่าฝืนก็จะมีโทษเช่นเดียวกับการฝ่าฝืนข้อห้ามผ่านทางอื่น ๆ
นอกจากนี้ หากเป็นป้ายวงกลมพื้นสีน้ำเงิน ความหมายจะเปลี่ยนเป็น “ห้ามจอดรถ” จึงไม่ควรสับสน

ป้ายห้ามรถทุกชนิดผ่าน
ป้ายห้ามรถทุกชนิดผ่าน

4. วิธีดูสัญญาณไฟจราจร

การดูสัญญาณไฟจราจรในญี่ปุ่นคือ “ไฟเขียว = ไปได้” “ไฟเหลือง = โดยหลักให้หยุด” และ “ไฟแดง = หยุด”
ควรจำไว้ว่าเมื่อเป็นไฟแดง ไม่เพียงห้ามตรงไป แต่ห้ามทั้งเลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายด้วย
ส่วนไฟแดงกะพริบหมายถึง “หยุดชั่วคราว” และไฟเหลืองกะพริบหมายถึง “ให้ระวังการจราจรอื่นแล้วไปต่อได้”
บนถนนบางสาย อาจมีสัญญาณไฟแบบลูกศรติดเพิ่มเติมกับไฟ 3 สี เพื่อช่วยลดความแออัดและป้องกันอุบัติเหตุ
ในกรณีนี้ แม้ตัวสัญญาณหลักจะเป็นไฟแดง แต่หากลูกศรสีเขียวสว่างอยู่ในทิศทางใด ก็สามารถขับไปในทิศทางนั้นได้
หากไฟหลักเป็นสีแดงและลูกศรติดทุกทิศทาง ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเหมือนกับไฟเขียว

ในภาพนี้เป็นไฟแดง แต่สามารถเลี้ยวขวาได้เท่านั้น
ในภาพนี้เป็นไฟแดง แต่สามารถเลี้ยวขวาได้เท่านั้น

5. วิธีเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในญี่ปุ่น

อีกเรื่องที่ควรรู้ก่อนใช้รถเช่าก็คือการเติมน้ำมันที่ปั๊ม
ในญี่ปุ่นมีปั๊มน้ำมันหลัก ๆ 2 แบบ คือ “ฟูลเซอร์วิส” และ “บริการตัวเอง” ต่อไปนี้คือวิธีเติมน้ำมันของแต่ละแบบ
ทั้งสองแบบมักแสดงราคาชัดเจนบริเวณหน้าร้าน และเกือบทุกแห่งใช้หน่วย “เยน/1 ลิตร”
ราคาจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่และบริษัท ดังนั้นควรเผื่อใจไว้ว่าค่าบริการอาจไม่เท่ากันในแต่ละปั๊ม

ควรทำความเข้าใจวิธีเติมน้ำมันที่ปั๊มด้วย
ควรทำความเข้าใจวิธีเติมน้ำมันที่ปั๊มด้วย

กรณีเป็นปั๊มน้ำมันแบบฟูลเซอร์วิส

ปั๊มน้ำมันแบบฟูลเซอร์วิส โดยพื้นฐานแล้วพนักงานจะจัดการขั้นตอนส่วนใหญ่ให้ คุณจึงเพียงนั่งรอในรถก็เสร็จ เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการขับรถหรือการเติมน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม มีโอกาสสูงที่จะต้องสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่น
ขั้นตอนแบบง่ายมีดังนี้

1. มาถึงและจอดรถ
จอดรถในตำแหน่งที่เหมาะสมตามคำแนะนำของพนักงาน ดับเครื่องยนต์ แล้วดึงคันเปิดฝาถังน้ำมันที่อยู่ใกล้ที่นั่งคนขับเพื่อเปิดฝาถัง
2. แจ้งรายละเอียดการเติม
พนักงานจะเข้ามาที่ฝั่งคนขับ ให้บอกประเภทน้ำมันและปริมาณที่ต้องการ
หากไม่คุ้นเคยกับการสื่อสารภาษาญี่ปุ่น แนะนำให้บอกว่า “เติมเต็มถัง”
3. เติมน้ำมันและทำความสะอาด
พนักงานจะเติมน้ำมันตามที่แจ้ง พร้อมทั้งอาจเช็ดกระจกหรือเก็บขยะในรถให้ด้วย
4. ชำระเงิน
เมื่อเติมเสร็จแล้ว ชำระด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิต ก็เป็นอันเรียบร้อย
5. ออกเดินทาง
ขอบคุณพนักงาน ตรวจสอบความปลอดภัยรอบรถ แล้วค่อยออกเดินทาง

กรณีเป็นปั๊มน้ำมันแบบบริการตัวเอง

หากเป็นปั๊มน้ำมันแบบบริการตัวเอง คุณจะต้องทำทุกขั้นตอนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ
แต่ไม่ได้ยากมาก และขั้นตอนของแต่ละปั๊มก็แทบเหมือนกัน หากคุ้นแล้วก็น่าจะใช้งานได้อย่างสบาย
ด้านล่างนี้ได้สรุปลำดับขั้นตอนไว้เช่นกัน
หากมีจุดไหนไม่เข้าใจ สามารถสอบถามพนักงานที่อยู่ใกล้ ๆ หรือภายในร้านได้ โดยทั่วไปจะอธิบายให้อย่างสุภาพ

1. จอดรถ
ขับเข้าช่องเติมน้ำมัน จอดรถ ดับเครื่องยนต์ ดึงคันเปิดฝาถังน้ำมันที่อยู่ใกล้ที่นั่งคนขับ แล้วเปิดฝาถังและฝาปิดถังน้ำมัน
2. เตรียมเติมน้ำมัน
ลงจากรถ แล้วใช้หน้าจอสัมผัสใกล้หัวจ่ายเพื่อเลือกวิธีชำระเงิน ประเภทน้ำมัน และรูปแบบการเติม
3. เติมน้ำมัน
แตะแผ่นกำจัดไฟฟ้าสถิตก่อน จากนั้นเสียบหัวจ่ายเข้าช่องเติมน้ำมัน แล้วบีบคันโยกเพื่อเริ่มเติม
※หน้าจอหัวจ่ายจะแสดงจำนวนเงิน จึงสามารถปรับปริมาณหรือวงเงินได้
4. ชำระเงิน
เมื่อเติมเสร็จแล้ว นำหัวจ่ายกลับที่เดิม ปิดฝาถังน้ำมัน แล้วชำระเงินให้เรียบร้อย
5. ออกเดินทาง
ตรวจสอบความปลอดภัยรอบรถ แล้วออกเดินทาง

ประเภทน้ำมันในญี่ปุ่น

น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับรถในญี่ปุ่นมี 3 ประเภท คือ “ไฮออกเทน” “เรกูลาร์” และ “ดีเซล”
ไฮออกเทนกับเรกูลาร์เป็นน้ำมันเบนซินเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ค่าออกเทนซึ่งเป็นตัวเลขบอกความทนต่อการชิงจุดระเบิดของน้ำมัน
รถทั่วไปส่วนใหญ่มักใช้น้ำมันเรกูลาร์ ส่วนรถสปอร์ตที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินสมรรถนะสูงมักใช้น้ำมันไฮออกเทน และรถเครื่องยนต์ดีเซลจะใช้น้ำมันดีเซล
เพื่อความสบายใจ ควรตรวจสอบตอนรับรถว่ารถที่เช่าใช้น้ำมันประเภทใด
นอกจากนี้ ที่ปั๊มน้ำมันในญี่ปุ่น หัวจ่ายจะใช้สีต่างกันตามประเภทน้ำมัน
หากใช้ปั๊มแบบบริการตัวเอง คุณจะต้องเติมเอง จึงควรจำข้อมูลในตารางด้านล่างไว้
สีของหัวจ่ายน้ำมันที่ปั๊มในญี่ปุ่นโดยทั่วไปเป็นไปตามตารางนี้ จึงช่วยให้สังเกตได้ง่าย

ประเภทน้ำมัน สีของหัวจ่ายน้ำมัน
เรกูลาร์ แดง
ไฮออกเทน เหลือง
ดีเซล เขียว
ควรจำไว้ว่าแต่ละประเภทน้ำมันมีสีหัวจ่ายกำหนดชัดเจน
ควรจำไว้ว่าแต่ละประเภทน้ำมันมีสีหัวจ่ายกำหนดชัดเจน

ความแตกต่างของกฎจราจรญี่ปุ่นที่ควรรู้

ก่อนขับรถในญี่ปุ่น มีเรื่องของกฎจราจรที่ต่างจากประเทศอื่น ๆ อยู่ไม่น้อยและควรรู้ไว้ให้ดี
หากขับด้วยความเคยชินแบบเดิม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้ เราจึงสรุปกฎที่ควรจำเป็นพิเศษไว้ในตารางด้านล่าง
เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว อย่าลืมใส่ใจกฎและป้ายจราจรอย่างเพียงพอ
อีกเรื่องหนึ่งคือ ควรหลีกเลี่ยงการบีบแตรโดยไม่จำเป็น เพราะอาจนำไปสู่ปัญหากับผู้อื่นได้

ทิศทางการขับขี่
ขับชิดซ้าย (รถญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นพวงมาลัยขวา)
การเปลี่ยนเลน
หากเส้นแบ่งช่องทางเป็นเส้นสีเหลือง จะไม่สามารถข้ามเส้นเพื่อเปลี่ยนเลนได้
การเลี้ยวขวา
แม้ไฟเขียวก็ต้องระวังรถที่วิ่งสวนมาเมื่อเลี้ยวขวา
การเลี้ยวซ้าย
ระวังรถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินเท้าที่อยู่ด้านหลังซ้าย
ลำดับความสำคัญ
คนเดินเท้ามาก่อน หากมีคนกำลังข้ามหรือกำลังจะข้ามทางม้าลาย ต้องหยุดรถชั่วคราว
ความเร็วตามกฎหมาย
ถนนทั่วไปที่ไม่มีป้ายกำหนดความเร็ว: 60 กม./ชม.
※ถนนในเขตชุมชนจำกัดความเร็วที่ 30 กม./ชม. (ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2026)
โทรศัพท์มือถือ
การใช้โทรศัพท์มือถือขณะรถกำลังวิ่งมีโทษตามกฎหมาย หากจำเป็นต้องใช้ ควรจอดรถในจุดที่ปลอดภัยก่อน
การคาดเข็มขัดนิรภัย
ผู้โดยสารทุกที่นั่งต้องคาดเข็มขัดนิรภัย รวมถึงเบาะหลังด้วย

※เป็นการระบุหลักทั่วไป โดยบางกรณีอาจมีข้อยกเว้น

ข้อควรระวังพื้นฐานเมื่อขับรถในญี่ปุ่น

ยังมีรายละเอียดของกฎและข้อกำหนดการขับรถในญี่ปุ่นอีกหลายจุดที่ต่างจากประเทศหรือภูมิภาคอื่น
ในบรรดาหลายเรื่องนั้น เราคัดมา 3 เรื่องที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ
เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎและเที่ยวได้อย่างปลอดภัย ลองใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงดูได้
หากยังมีข้อกังวลหรือข้อสงสัยอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงที่นี่ ควรหาคำตอบให้ชัดเจนก่อนเริ่มขับรถ
หากค้นหาข้อมูลแล้วยังไม่แน่ใจ การสอบถามบริษัทเช่ารถเป็นทางเลือกที่แนะนำ

1. ข้อบังคับเรื่องเบาะนิรภัยเด็ก

ในญี่ปุ่น หากพาเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีนั่งรถยนต์ กฎหมายกำหนดให้ต้องใช้เบาะนิรภัยเด็ก
นอกจากนี้ ตำรวจนครบาลยังแนะนำให้ใช้กับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปที่ส่วนสูงยังไม่ถึง 140 ซม. ด้วย
เหตุผลคือเข็มขัดนิรภัยถูกออกแบบตามสรีระของผู้ใหญ่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของเด็ก เบาะนิรภัยเด็กจึงมีประสิทธิภาพมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจได้รับการยกเว้น เช่น ด้วยเหตุผลด้านโครงสร้างรถหรือสภาพร่างกายของเด็ก
บริษัทเช่ารถแต่ละแห่งมักมีให้เช่าเป็นออปชันแบบมีค่าใช้จ่าย ดังนั้นโดยหลักแล้วผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนำเบาะนิรภัยเด็กมาเอง

หากจำเป็น สามารถเช่าจากบริษัทเช่ารถได้
หากจำเป็น สามารถเช่าจากบริษัทเช่ารถได้

2. การขับรถบนถนนหิมะที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง

ถ้าเดินทางไปพื้นที่ที่มีหิมะตกในญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาว เช่น ฮอกไกโดหรือภูมิภาคโทโฮคุ การขับบนถนนหิมะและถนนน้ำแข็งต้องระวังเป็นพิเศษ
มีความเสี่ยงที่หลายคนอาจไม่เคยเจอในประเทศหรือภูมิภาคของตน เช่น รถลื่นหรือทัศนวิสัยไม่ดี จึงต้องขับอย่างระมัดระวังมากกว่าปกติ
ข้อควรระวังหลักมีดังนี้

  • ปัดหิมะที่ติดรองเท้าออกก่อนขับรถ เพื่อช่วยป้องกันการเหยียบคันเร่งพลาด
  • ปัดหิมะออกจากหลังคา กระจกมองข้าง และกระจกหน้า เพื่อให้มองเห็นได้ชัด
  • ใช้ยางฤดูหนาวหรือโซ่ล้อ เพื่อช่วยลดปัญหาบนถนนลื่น
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนเลนกะทันหัน การเบรกแรง และการเร่งแรง พร้อมเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เพียงพอ
  • ตอนออกรถ ควรค่อย ๆ เหยียบคันเร่งและเคลื่อนตัวอย่างนุ่มนวล
  • ขับด้วยความระวังมากเป็นพิเศษบนทางชัน สะพานที่ลมแรง ทางแยก และบริเวณปากอุโมงค์ซึ่งมักลื่นง่าย
  • หากหิมะกำลังตก ควรยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นก่อนจอดรถ
  • ถ้ารถลื่น อย่าเหยียบคันเร่งหรือเบรก ให้มีสติและควบคุมพวงมาลัยอย่างใจเย็น
จดจำข้อควรระวังเฉพาะของถนนหิมะไว้ เพื่อขับขี่อย่างปลอดภัย
จดจำข้อควรระวังเฉพาะของถนนหิมะไว้ เพื่อขับขี่อย่างปลอดภัย

3. การจอดรถริมถนน

อีกเรื่องที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นคือการเข้มงวดกับการจอดรถริมถนน
แม้บางพื้นที่จะอนุญาต แต่ในเขตใจกลางเมืองแทบไม่มี ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วควรคิดว่าห้ามจอดริมถนน
โดยเฉพาะในจุดสำคัญด้านความปลอดภัย เช่น ทางแยก ทางม้าลาย หรือป้ายรถเมล์ มักมีการตรวจจับอย่างสม่ำเสมอทั้งจากตำรวจและเจ้าหน้าที่ภาคเอกชน
หากทำผิดจะต้องชำระค่าปรับ ดังนั้นควรใช้ลานจอดรถ เช่น คอยน์พาร์กกิ้ง
ทั้งนี้ สำหรับความหมายทางกฎหมาย “จอดรถ” หมายถึงการหยุดรถเกิน 5 นาที หรือการที่ผู้ขับออกจากรถจนไม่สามารถขับต่อได้ทันที
กรณีขนของขึ้นลงหรือรับส่งคนภายใน 5 นาที จะถือเป็นการหยุดรถ ไม่ใช่การจอดรถผิดกฎหมาย

การจอดรถริมถนนถูกตรวจเข้มงวดมาก จึงควรระวัง
การจอดรถริมถนนถูกตรวจเข้มงวดมาก จึงควรระวัง

5 แหล่งท่องเที่ยวแนะนำสำหรับทริปขับรถในญี่ปุ่น

ช่วงท้ายนี้ เราคัดมา 5 แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่ยิ่งสนุกขึ้นเมื่อได้เที่ยวด้วยรถเช่า
เสน่ห์สำคัญคือคุณจะได้สัมผัสโลกและช่วงเวลาที่การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะมอบให้ไม่ได้ เป็นประสบการณ์ที่เข้มข้นมากทีเดียว
หากคุณกำลังคิดจะออกทริปขับรถในญี่ปุ่น ลองวางแผนไปเที่ยวสักแห่งจากรายการนี้ดู

1. ฮอกไกโด

ฮอกไกโด (Hokkaido) ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น เป็นจุดหมายท่องเที่ยวระดับแนวหน้าที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก
มีทั้งทิวทัศน์สวยงามเปลี่ยนไปตามฤดูกาล อาหารรสเลิศอย่างซีฟู้ดและจิงกิสข่าน กิจกรรมอย่างสกีและสโนว์บอร์ด รวมถึงออนเซ็น เรียกได้ว่ามีไฮไลต์หลากหลาย
นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของซัปโปโร เช่น หอนาฬิกาซัปโปโร และคลองโอตารุ ขณะเดียวกันในพื้นที่อันกว้างใหญ่ก็มีเมืองหรือโซนที่มีเสน่ห์แตกต่างกันกระจายอยู่ เช่น ฟุราโนะ ฮาโกดาเตะ และนิเซโกะ
อย่างไรก็ตาม บางแห่งเข้าถึงได้ยากหากใช้เพียงขนส่งสาธารณะ และการจะเที่ยวให้ครบทั้งหมดในการเดินทางครั้งเดียวก็ไม่ง่าย
หากเช่ารถ คุณจะเดินทางในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ วางตารางได้ยืดหยุ่นโดยไม่ต้องผูกกับเวลา จึงไปได้หลายพื้นที่และหลายจุดมากขึ้น
อีกข้อดีคือคุณจะได้เพลิดเพลินกับวิวแบบฮอกไกโดอย่างทุ่งลาเวนเดอร์ ทิวทัศน์หิมะ และแนวภูเขาอันยิ่งใหญ่ระหว่างขับรถ
แต่เนื่องจากฮอกไกโดมีพื้นที่คิดเป็นประมาณ 20% ของประเทศญี่ปุ่น ระยะทางระหว่างเมืองต่าง ๆ จึงไกลกว่าที่หลายคนคาด
ตัวอย่างเช่น จากซัปโปโรไปฮาโกดาเตะ แม้ขับรถแบบไม่พักก็ยังใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที
หากอยากสนุกกับทริปขับรถในฮอกไกโด ควรจัดตารางแบบมีเวลาเผื่อไว้พอสมควร
และเพราะมีหิมะตกมาก จึงควรระวังการขับรถในฤดูหนาวเป็นพิเศษ

เพลิดเพลินกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของฮอกไกโดผ่านทริปขับรถ
เพลิดเพลินกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของฮอกไกโดผ่านทริปขับรถ

2. โอกินาว่า

โอกินาว่า (Okinawa) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เป็นภูมิภาคที่มีทั้งธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มรดกทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร
ทะเลใส ชายหาดสวย และแนวปะการังหลากสีสัน ช่วยมอบช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างเต็มที่
อีกทั้งยังมีอาหารท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์มากมาย เช่น ซาตาอันดากิ และโกยะจัมปุรุ ทำให้เป็นจุดหมายที่เที่ยวได้ด้วยทุกประสาทสัมผัส
ผู้คนในโอกินาว่ายังขึ้นชื่อว่าเป็นมิตร อ่อนโยน และใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย พร้อมความรู้สึกผูกพันกับชุมชนที่ค่อนข้างชัดเจน
พวกเขามักต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเอง ทำให้คุณมีโอกาสสัมผัสบรรยากาศที่ต่างจากเมืองใหญ่และได้พูดคุยกับคนท้องถิ่นด้วย
หากจะเที่ยวโอกินาว่า เรียกได้ว่ารถเช่าแทบเป็นสิ่งจำเป็นเลยทีเดียว
โอกินาว่าไม่มีรถไฟ และการเดินทางหลักคือรถยนต์
ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมก็กระจายอยู่หลายแห่ง หากไม่มีรถ การเที่ยวให้เต็มอิ่มอาจทำได้ยาก
เพราะคนส่วนใหญ่ใช้รถเช่า จึงแนะนำให้จองล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ

ขับรถชมวิวสวยของโอกินาว่าไปพร้อมกับการท่องเที่ยว
ขับรถชมวิวสวยของโอกินาว่าไปพร้อมกับการท่องเที่ยว

3. ยามานาชิ

ยามานาชิ (Yamanashi) อยู่ห่างจากโตเกียวประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีโดยรถไฟ และประมาณ 2 ชั่วโมงโดยรถยนต์
เป็นภูมิภาคที่รายล้อมด้วยภูเขาอย่างฟูจิ ยัตสึกาทาเกะ และเทือกเขาแอลป์ตอนใต้ โดยพื้นที่ประมาณ 80% เป็นป่าไม้ จึงอุดมไปด้วยธรรมชาติ
มีจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิมากมาย โดยในบรรดานั้น “ฟูจิโกะโกะ” หรือทะเลสาบทั้ง 5 แห่งบริเวณเชิงเขาฟูจิเป็นจุดที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ยังมีธรรมชาติหลากหลายรูปแบบให้เพลิดเพลิน ทั้งหุบเขาและถ้ำน้ำแข็ง เป็นต้น
สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของยามานาชิหลายแห่งเข้าถึงได้ไม่สะดวกด้วยรถไฟ จึงอยากแนะนำให้ใช้รถเช่าเมื่อมาเที่ยว
ไม่ว่าจะเป็นทริปขับรถเที่ยวฟูจิโกะโกะให้ครบภายใน 1 วัน หรือไนต์ไดรฟ์ชมวิวอ่างโคฟุที่สว่างไสวด้วยแสงเมือง ล้วนเป็นแผนเที่ยวที่ทำได้เพราะมีรถเช่า
หากใช้รถเช่า ยังขอแนะนำ “ฟูจิซูบารุไลน์” ซึ่งเชื่อมจากเชิงเขาฟูจิขึ้นไปถึงชั้น 5 ด้วย
แม้บางช่วงอาจมีการปิดถนนหรือจำกัดรถส่วนตัว แต่ระหว่างทางคุณจะได้ชมธรรมชาติรอบเชิงเขาฟูจิที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลจากในรถ
และที่สถานีชั้น 5 ของฟูจิซูบารุไลน์ซึ่งอยู่สูงประมาณ 2,300 เมตร ยังมีจุดชมวิวที่มองเห็นทะเลสาบทั้ง 5 แห่งได้แบบกว้างไกล รวมถึงเมนูอาหารธีมภูเขาไฟฟูจิ เช่น แกงกะหรี่ภูเขาไฟฟูจิให้ลองชิมด้วย

ขับรถเที่ยวรอบฟูจิโกะโกะและดื่มด่ำกับวิวสวยของภูเขาไฟฟูจิ
ขับรถเที่ยวรอบฟูจิโกะโกะและดื่มด่ำกับวิวสวยของภูเขาไฟฟูจิ

4. นีงาตะ

นีงาตะ (Niigata) ในภูมิภาคชูบุ ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางฝั่งทะเลญี่ปุ่นของเกาะฮนชู
เป็นพื้นที่ที่มีทั้งภูเขาหิมะและแนวชายฝั่งสวยงาม เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายและมีเสน่ห์
โดยเฉพาะอาหารรสเลิศ เช่น โคชิฮิคาริ ข้าวขึ้นชื่อ และอาหารทะเลสดใหม่ ที่ไม่ควรพลาด
เหล้าสาเกท้องถิ่น ซาชิมิ และโอนิกิริ ล้วนมีรสชาติยอดเยี่ยมจนหลายคนน่าจะติดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลอง
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ “เหมืองทองซาโดะ” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในเดือนกรกฎาคม ปี 2024
ที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งมีการขุดทองและเงินต่อเนื่องยาวนานประมาณ 600 ปี ตั้งแต่สมัยเอโดะ ค.ศ. 1603–1868 จนถึงสมัยเมจิ ค.ศ. 1868–1912 และมีส่วนสำคัญต่อความทันสมัยของญี่ปุ่น
หากเข้าร่วมทัวร์พร้อมไกด์ในแหล่งเหมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้ คุณอาจได้พบมุมมองใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ
แม้นีงาตะจะเที่ยวด้วยขนส่งสาธารณะได้ แต่หากอยากลดเวลาเดินทางและเที่ยวได้เต็มที่ แนะนำให้ใช้รถเช่า
เช่นเดียวกับฮอกไกโด ฤดูหนาวของนีงาตะมีหิมะตกหนัก จึงควรขับรถอย่างระมัดระวัง

ออกเดินทางเที่ยวนีงาตะอย่างอิสระด้วยรถเช่า
ออกเดินทางเที่ยวนีงาตะอย่างอิสระด้วยรถเช่า

5. นากาโนะ

นากาโนะ (Nagano) ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของญี่ปุ่น
รายล้อมด้วย 3 แนวเทือกเขา ได้แก่ ฮิดะ คิโซะ และอาคาอิชิ อีกทั้งยังมีภูเขาระดับ 3,000 เมตรอยู่จำนวนมาก
จึงมีจุดชมธรรมชาติยิ่งใหญ่ที่เกิดจากแนวภูเขามากมายในนากาโนะ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเมืองออนเซ็น ปราสาทชื่อดัง และศาลเจ้าวัดวาให้เที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ
ทางตอนเหนือของนากาโนะมีหิมะตกมาก จึงสามารถสนุกกับกีฬาฤดูหนาวได้ในช่วงหน้าหนาว
นากาโนะก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่การใช้รถเช่ามีข้อดีอย่างมาก
มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่เข้าถึงได้ยากด้วยขนส่งสาธารณะ และยังมีแผนเที่ยวไม่น้อยที่ทำได้ดีขึ้นเพราะมีรถเช่า
เส้นทางขับรถผ่านภูเขาและที่ราบสูงเป็นสิ่งที่อยากให้ลองใส่ไว้ในแผนการเดินทาง
ทั้ง “โนริคุระเอคโคไลน์” ที่มุ่งหน้าไปยังภูเขาโนริคุระจากนากาโนะ และ “วีนัสไลน์” ที่วิ่งผ่านเขตที่ราบสูง ต่างก็เป็นเส้นทางที่มอบวิวสวยแบบที่เหมาะกับทริปขับรถอย่างแท้จริง

เส้นทางขับรถ “วีนัสไลน์” ที่พาดผ่านพื้นที่ที่ราบสูงอันกว้างใหญ่
เส้นทางขับรถ “วีนัสไลน์” ที่พาดผ่านพื้นที่ที่ราบสูงอันกว้างใหญ่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถเช่าในญี่ปุ่น

Q

บริษัทเช่ารถที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง?

A

บริษัทที่มีชื่อเสียง เช่น โอริกซ์ เรนตาคาร์ และโตโยต้าเรนตาคาร์ เป็นต้น

Q

รถเช่าในญี่ปุ่นมีการจำกัดอายุหรือไม่?

A

โดยทั่วไปไม่มีการจำกัดอายุ แต่บางกรณีอาจมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขสำหรับผู้ขับมือใหม่ (ถือใบขับขี่ไม่ถึง 1 ปี) หรือผู้ใช้ที่อายุไม่เกิน 21 ปี

บทสรุป

บทความนี้ได้อธิบายวิธีเช่ารถในญี่ปุ่น ข้อควรระวังเมื่อใช้งาน และกฎจราจรของญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นไปที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก
แต่สิ่งที่อยากสื่อไว้มากที่สุดก็คือ อยากให้คุณสนุกกับทริปขับรถได้อย่างเต็มที่
การเดินทางด้วยรถยนต์มีความสนุกในแบบที่หาไม่ได้จากวิธีอื่นจริง ๆ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัย
ถ้าพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางสู่ทริปที่อิสระและเป็นตัวคุณมากยิ่งขึ้นกันเถอะ!