
【คู่มือเช่ารถในญี่ปุ่น】มือใหม่ต้องอ่าน! อธิบายข้อมูลสำคัญแบบครบถ้วน
ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีเที่ยวญี่ปุ่นให้คล่องตัวขึ้น ทริปแบบเช่ารถอาจอยู่ในแผนของคุณพอดี
แต่สำหรับหลายคน ก็มักมีเรื่องให้ลังเลอยู่เหมือนกัน เช่น ใบขับขี่จากประเทศของตัวเองใช้ได้ไหม หรือควรเริ่มเช่ารถอย่างไร
บทความนี้จะอธิบายขั้นตอนและเอกสารที่จำเป็นในการเช่ารถในญี่ปุ่น รวมถึงลำดับการใช้งานตั้งแต่รับรถจนถึงคืนรถ
ในเนื้อหายังรวบรวมข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ไว้ด้วย ทั้งลักษณะเด่นของกฎจราจรในญี่ปุ่นและบริษัทเช่ารถที่แนะนำ เพื่อช่วยให้วางแผนได้ง่ายขึ้น
อ่านจบแล้ว ก็ออกไปสนุกกับทริปขับรถเที่ยวในญี่ปุ่นกันได้เลย
วิธีเที่ยวญี่ปุ่นที่ทำได้เพราะใช้รถเช่า
การเที่ยวญี่ปุ่นด้วยรถเช่ามีข้อดีอยู่หลายอย่าง ลองดูได้จากด้านล่างนี้
เพราะมีหลายรูปแบบการเดินทางที่ขนส่งสาธารณะอาจตอบโจทย์ได้ไม่เท่า หากคุณมีใบขับขี่อยู่แล้ว การลองเที่ยวแบบนี้สักครั้งก็น่าสนใจไม่น้อย
- เดินทางได้อย่างอิสระ ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องตารางรถของขนส่งสาธารณะ
- แม้เป็นพื้นที่ที่ไปด้วยขนส่งสาธารณะไม่ค่อยสะดวก ก็ยังแวะเที่ยวได้หลายจุดใน 1 วัน
- ไปด้วยกันได้หลายคน ช่วยให้ค่าเดินทางโดยรวมคุ้มค่าขึ้น
- มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น บรรยากาศระหว่างทริปก็ผ่อนคลายกว่าเดิม
- ระหว่างทางจะเปิดเพลงที่ชอบเป็น BGM ก็ได้
- ถ้ามีเด็กเล็กเดินทางไปด้วย ก็ยังเที่ยวได้สบายในจังหวะของตัวเอง
- คล่องตัวเรื่องสัมภาระ ไม่ต้องกังวลมาก และถึงจะซื้อของเพิ่มก็ยังจัดการได้
- แผนเที่ยวปรับเปลี่ยนได้ยืดหยุ่น เช่น แวะจุดที่สนใจระหว่างทาง
- มีโอกาสได้เจอสถานที่ดังแบบซ่อนตัวหรือจุดเที่ยวลับมากขึ้น
- ยังได้เพลิดเพลินกับวิวจากในรถด้วย เช่น วิวยามค่ำคืนบนทางด่วน หรือวิวจากสะพานสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ

สิ่งที่ต้องมีเพื่อเช่ารถในญี่ปุ่น
สำหรับชาวต่างชาติที่อยากใช้รถเช่าในญี่ปุ่น โดยทั่วไปต้องเตรียม 4 อย่างต่อไปนี้
- ใบขับขี่ของประเทศตนที่ใช้ได้ในญี่ปุ่น (เช่น ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม)
- เอกสารแปลภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
- หนังสือเดินทางหรือบัตรพำนัก
- บัตรเครดิต
นักท่องเที่ยวชาวไต้หวันที่ถือใบขับขี่ไต้หวัน ไม่จำเป็นต้องขอใบขับขี่สากล
สำหรับเอกสารแปลภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ นี่คือเอกสารที่มีจุดประสงค์เพื่อถ่ายทอดความหมายอย่างถูกต้องระหว่างภาษาที่ต่างกัน และใช้เมื่อต้องการเปลี่ยนใบขับขี่ของประเทศหรือภูมิภาคตนเป็นใบขับขี่ญี่ปุ่น
สามารถขอได้โดยดำเนินการกับ JAF (Japan Automobile Federation) หรือสถานทูตของแต่ละประเทศ รายละเอียดเพิ่มเติมควรตรวจสอบจากเว็บไซต์ของหน่วยงานนั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม หากคุณพำนักอยู่ในประเทศหรือภูมิภาคนอกเหนือจากสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม โมนาโก และไต้หวัน จะต้องใช้ใบขับขี่สากล แต่บางประเทศหรือภูมิภาคอาจมีข้อจำกัดตามอนุสัญญาที่เข้าร่วม ทำให้แม้มีใบขับขี่สากลก็ยังขับรถไม่ได้ จึงควรตรวจสอบให้ดี

ขั้นตอนการใช้บริการรถเช่าในญี่ปุ่น
ก่อนเช่ารถจริง ลองมาดูภาพรวมของขั้นตอนกันแบบเข้าใจง่ายก่อน
ไม่ว่าคุณจะใช้บริการบริษัทใด หากมีข้อสงสัยก็สอบถามได้ และมักจะได้รับคำอธิบายที่เข้าใจไม่ยาก จึงไม่ต้องกังวลมากนัก
ตัวขั้นตอนไม่ได้ซับซ้อน แต่มีเอกสารที่ต้องเตรียมและรายละเอียดที่ต้องตัดสินใจอยู่พอสมควร การเห็นภาพรวมไว้ก่อนจึงช่วยได้มาก
1. จองรถเช่า
หากเป็นทัวร์หรือแพ็กเกจที่ไม่ได้รวมรถเช่าไว้ หรือคุณวางแผนจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมเอง ควรเริ่มจากค้นหาบริษัทเช่ารถในพื้นที่ที่จะไปเที่ยวก่อน
ในบทความนี้ก็มีแนะนำบริษัทเช่ารถที่เหมาะสำหรับเริ่มต้นไว้เช่นกัน ลองใช้เป็นข้อมูลประกอบได้
นอกจากนี้ หากเดินเข้าไปที่บริษัทเช่ารถโดยไม่จองล่วงหน้า ก็อาจไม่มีรถว่างและไม่สามารถเช่าได้ ดังนั้นการจองล่วงหน้าจะอุ่นใจกว่า

2. เลือกสาขารับรถและสาขาคืนรถ
ตอนจอง คุณจะต้องกำหนดสาขาที่รับรถและสาขาที่คืนรถ ประเภทรถที่ต้องการเช่า รวมถึงตัวเลือกเสริมต่าง ๆ
หากเป็นบริษัทเช่ารถรายใหญ่ มักมีหลายสาขาในพื้นที่เดียวกัน จึงสามารถคืนรถคนละสาขากับที่รับรถได้ (แต่ส่วนใหญ่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม)
หากเลือกทั้งสองสาขาให้อยู่ใกล้สนามบินหรือสถานีรถไฟหลักของพื้นที่นั้น ก็จะช่วยให้การเดินทางก่อนและหลังเช่ารถสะดวกขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทเช่ารถรายใหญ่ที่เปิด 24 ชั่วโมงมีไม่มาก และหลายแห่งปิดให้บริการในช่วงกลางคืน ดังนั้นควรคำนึงถึงเวลาคืนรถไว้ด้วย

เกร็ดเล็กน้อย: หากต้องขับบนทางด่วน ควรใช้ ETC
หากแผนการเดินทางของคุณต้องใช้ทางด่วน แนะนำให้ใช้ ETC
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้น ETC (Electronic Toll Collection System) เป็นระบบชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดสำหรับทางด่วนหรือถนนที่มีค่าผ่านทาง
โดยระบบนี้แตกต่างจาก e-TAG ที่แพร่หลายในไต้หวัน
ข้อดีคือสามารถขับผ่านด่านเก็บเงินได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องหยุดเตรียมเงินสด ช่วยลดความเครียดระหว่างขับรถได้มาก
การใช้งานจำเป็นต้องมีเครื่องติดรถและบัตร ETC แต่หลายบริษัทเช่ารถมีบริการให้เช่า จึงใช้งานได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังมีบัตร ETC ราคาคุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะด้วย
ค่าทางด่วนจากการใช้ ETC โดยทั่วไปจะชำระภายหลังตอนคืนบัตร โดยอ้างอิงจากประวัติและรายการใช้งาน
หากไม่ใช้ ETC ก็ยังสามารถชำระด้วยเงินสดได้ที่ช่องทางทั่วไป จึงไม่ต้องกังวล


3. รับรถเช่าที่สาขาต้นทาง
เมื่อไปถึงสาขาที่กำหนดตามเวลาจอง ให้แสดงเอกสารที่จำเป็นและดำเนินการรับรถ
ในช่วงนี้ บริษัทเช่ารถหลายแห่งจะให้ชำระยอดเงินที่ยืนยันไว้ตอนจองล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิตก่อนออกเดินทาง
หากพบว่ายอดเงินไม่ตรงกับที่เข้าใจไว้ ควรตรวจสอบก่อนชำระเงิน
รายละเอียดขั้นตอนอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัท แต่โดยทั่วไปจะให้ตรวจสภาพรถก่อนเช่า เช่น รอยขีดข่วนหรือความผิดปกติที่มีอยู่เดิม แล้วจึงเซ็นสัญญาเช่ารถ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอน

เกร็ดเล็กน้อย: ตรวจสอบภาษาของระบบนำทางก่อนออกเดินทาง
ขึ้นอยู่กับบริษัทเช่ารถและรุ่นรถ บางคันมีระบบนำทางที่รองรับภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาญี่ปุ่น
บางบริษัทอาจตั้งค่าภาษาให้เหมาะสมไว้ก่อนใช้งานแล้ว แต่เพื่อความมั่นใจ ควรให้พนักงานช่วยตรวจสอบอีกครั้งก่อนออกเดินทางว่าตั้งค่าเป็นภาษาที่ต้องการเรียบร้อยหรือไม่

4. ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถเช่า
เมื่อกำหนดภาษาของระบบนำทางและตัดสินใจเรื่องการใช้ ETC เรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางได้เลย
จากนั้นก็สนุกกับอิสระของการเดินทางด้วยรถยนต์ และค่อย ๆ แวะสถานที่ลับหรือจุดท่องเที่ยวที่เข้าถึงได้เพราะมีรถเช่า

5. คืนรถเช่า
ควรวางแผนเวลาเผื่อให้มากพอ เพื่อให้สามารถคืนรถได้ทันตามเวลาที่กำหนด
หากเกิดรถติดหรือสภาพอากาศไม่ดีจนทำให้ไปไม่ทันเวลาคืนรถ หรือใกล้จะไม่ทัน ควรติดต่อบริษัทเช่ารถโดยเร็ว
การรับมืออาจแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ จึงควรทำตามคำแนะนำของพนักงานและพยายามลดผลกระทบให้มากที่สุด
โดยทั่วไป ค่าบริการส่วนที่เกินเวลาจะชำระตอนคืนรถ
สำหรับข้อควรระวังและลำดับขั้นตอนก่อนคืนรถ สามารถดูได้จากตารางด้านล่าง
- สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนคืนรถ
-
・เติมน้ำมันให้เต็มที่ปั๊มน้ำมันใกล้สาขาคืนรถ (ตอนคืนรถต้องแสดงใบเสร็จ จึงอย่าลืมรับไว้)
・ตรวจดูว่าไม่มีอาหารหรือขยะตกค้างในรถ และทำความสะอาดแบบง่าย ๆ
・ตรวจสอบว่าไม่มีของลืมไว้ - ขั้นตอนการคืนรถ
-
・คืนกุญแจและสิ่งของที่เช่าเพิ่มเติม
・หลังส่งมอบรถ พนักงานจะตรวจสภาพรถ เช่น มีรอยขีดข่วนหรือรอยบุบหรือไม่
※หากพบรอยขีดข่วนหรือรอยบุบ อาจมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ขึ้นอยู่กับขอบเขตความคุ้มครองของประกันที่สมัคร) - ชำระเงินครั้งสุดท้าย
-
・หากมีค่าเกินเวลา ค่าใช้ ETC หรือค่าความเสียหาย จะมีการชำระเพิ่มเติม
※หากไม่มีปัญหาใด ๆ ก็คืนรถและจบขั้นตอนได้เลย
เกร็ดเล็กน้อย: แม้ไม่เติมน้ำมันเต็มก่อนคืนรถ หลายบริษัทยังสามารถคิดเงินที่สาขาได้
หากมีเวลาไม่พอและไม่สามารถเติมน้ำมันเต็มถังก่อนคืนรถได้ หลายบริษัทเช่ารถมีบริการคิดค่าน้ำมันตอนคืนรถ จึงพออุ่นใจได้
อย่างไรก็ตาม มักมีราคาสูงกว่าการเติมเอง และอาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมด้วย จึงควรระวังในจุดนี้

ประกันและความคุ้มครองเมื่อใช้รถเช่า
เวลาเช่ารถ เรื่องประกันเป็นสิ่งที่ต้องมีแน่นอน
ประกันรถยนต์ในญี่ปุ่นมี 2 ประเภท คือประกันภาคบังคับและประกันภาคสมัครใจ ซึ่งบริษัทเช่ารถทุกแห่งต้องจัดให้มี
ดังนั้น ค่าบริการรถเช่าจึงรวมค่าเบี้ยประกันพื้นฐานไว้แล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องซื้อประกันใหม่อีกก็ยังได้รับความคุ้มครองขั้นต่ำ
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองดังกล่าวเป็นเพียงระดับพื้นฐานเท่านั้น บางค่าใช้จ่ายอาจไม่ครอบคลุมและอาจมีส่วนที่ผู้เช่าต้องรับผิดชอบเอง
หากรถไม่สามารถใช้งานต่อได้จากอุบัติเหตุหรือความเสียหายที่เกิดจากความประมาทของผู้ใช้ อาจมีการเรียกเก็บค่า NOC (Non-Operational Charge) ซึ่งเป็นค่าชดเชยความเสียหายทางธุรกิจ
แต่ก็มีวิธีช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเหล่านี้ได้
ใช้ระบบยกเว้นค่าเสียหายส่วนแรก (CDW)
จากความคุ้มครองพื้นฐานที่มีอยู่ หลายบริษัทเช่ารถยังมีตัวเลือกเสริมให้จ่ายเพิ่มตามจำนวนที่กำหนด เพื่อให้กรณีที่เดิมต้องจ่ายเองได้รับการยกเว้นหรือช่วยลดภาระลงอย่างมาก
อีกแบบหนึ่งคือบางแห่งมีประกันหรือบริการคุ้มครองที่ช่วยยกเว้น NOC แยกต่างหากจากระบบ CDW ด้วย ดังนั้นตอนรับรถควรตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองให้ดี แล้วเลือกแบบที่ทำให้เดินทางได้อย่างสบายใจ
กรณีที่ประกันหรือความคุ้มครองไม่สามารถใช้ได้
แม้จะซื้อความคุ้มครองค่อนข้างครบ ก็ยังมีบางกรณีที่ไม่สามารถใช้ประกันได้ จึงต้องระวัง
ตัวอย่างเช่น หากเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุชนกับผู้อื่นหรืออุบัติเหตุจากการขับชนเอง ต้องแจ้งตำรวจและบริษัทเช่ารถทุกครั้ง และขอเอกสารรับรองอุบัติเหตุจากตำรวจ
หากไม่มีเอกสารรับรองอุบัติเหตุ ประกันจะไม่สามารถใช้ได้ จึงควรใส่ใจเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ อุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่ผิดกฎหมาย เช่น เมาแล้วขับ ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองอยู่แล้ว
อีกจุดที่ต้องระวังคือ ประกันมักคุ้มครองเฉพาะผู้ขับขี่ที่แจ้งไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
หากมีแผนผลัดกันขับหลายคน อาจเกิดกรณีที่บริการประกันหรือความคุ้มครองไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงควรแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างถูกต้อง

ระบบค่าบริการรถเช่าในญี่ปุ่น
ค่าเช่ารถในญี่ปุ่นแตกต่างกันไปตามบริษัทและพื้นที่ แต่โครงสร้างพื้นฐานหลัก ๆ พอสรุปได้ดังนี้
เนื่องจากเงื่อนไขสัญญาและบริการของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน จึงควรตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขก่อนเช่าเสมอ
โดยทั่วไปแล้ว ราคาเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 6,000–8,000 เยน
- ค่าบริการพื้นฐาน
- หมายถึงค่าเช่ารถ โดยกำหนดตามประเภทรถ แบ่งตามชั่วโมงหรือจำนวนวัน เช่น รถขนาดกะทัดรัด: เริ่มตั้งแต่ 3 ชั่วโมง, ○○ เยน เป็นต้น
- ค่าบริการเกินเวลา
-
ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นเมื่อใช้รถเกินเวลาที่กำหนด
หลายบริษัทกำหนดเป็นรายชั่วโมง - ค่าประกันและความคุ้มครอง
-
ค่าประกันที่จำเป็นจะรวมอยู่ในค่าบริการพื้นฐานแล้ว
ส่วนค่าใช้จ่ายของแผนเพิ่มเติม เช่น ประกันเสริม การยกเว้นค่าเสียหายส่วนแรก หรือความคุ้มครอง NOC จะคิดแยกต่างหาก - ค่าน้ำมัน
- โดยหลักแล้ว ตอนคืนรถต้องเติมน้ำมันให้เต็มถัง
- ค่าบริการเสริม
- เช่น ค่าเช่าเบาะเด็ก บัตร ETC หรืออุปกรณ์ที่ไม่ใช่อุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงค่าธรรมเนียมเพิ่มคนขับ
- ค่าคืนรถคนละสาขา
- ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นเมื่อรับรถและคืนรถคนละสถานที่
- ค่าธรรมเนียมตามพื้นที่
- ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในบางภูมิภาคหรือบางพื้นที่เฉพาะ
※นอกจากโปรโมชันจองล่วงหน้าหรือแพ็กเกจพร้อมสิทธิพิเศษแล้ว ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาที่จองและเงื่อนไขต่าง ๆ
มือใหม่ควรเริ่มที่นี่! บริษัทเช่ารถชื่อดังที่มีสาขาทั่วญี่ปุ่น
ถ้าเป็นครั้งแรกที่คุณจะเช่ารถในญี่ปุ่น การเริ่มจากบริษัทเช่ารถรายใหญ่ก็มักสบายใจกว่า
เหตุผลหลักคือมีสาขาทั่วประเทศ ทำให้มีตัวเลือกมากทั้งจุดรับและจุดคืนรถ อีกทั้งยังมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้มาเยือนญี่ปุ่น
ยังมีความชำนาญด้านการให้บริการหลายภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน รวมถึงการตรวจสอบเอกสารที่จำเป็น ทำให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น
ต่อไปนี้คือบริษัทเช่ารถรายใหญ่ 대표 5 แห่งของญี่ปุ่น หวังว่าจะช่วยให้คุณเลือกบริษัทที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายขึ้น
1. ไทม์สคาร์เรนทัล
“ไทม์สคาร์เรนทัล” (Times Car Rental) มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วญี่ปุ่น และมีสาขาอยู่ในเมืองและภูมิภาคหลากหลาย โดยหลายสาขาตั้งอยู่ใกล้สนามบินหรือสถานีชินคันเซ็นเป็นหลัก
จึงสะดวกมากสำหรับการท่องเที่ยว และสามารถรับรถแล้วออกเดินทางได้ทันทีหลังมาถึง
อีกจุดเด่นคือมีรถคุณภาพดี สะอาด และส่วนใหญ่เป็นรถใหม่อายุไม่เกิน 3 ปี ซึ่งได้รับคำชมเรื่องความสะอาดภายในรถด้วย
เมื่อเทียบกับหลายบริษัทแล้ว ราคายังค่อนข้างประหยัด ถือเป็นข้อดีที่น่าสนใจ
- พื้นที่ให้บริการ
- ทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นบางพื้นที่
- วิธีชำระเงิน
- โดยหลักใช้บัตรเครดิต
- ค่าบริการพื้นฐาน
-
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 5,313 เยน–
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,451 เยน–
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 7,590 เยน–
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 924 เยน–
※กรณีรถเค - ตัวเลือกหลัก
-
ยกเว้นค่าเสียหายส่วนแรก・คุ้มครอง NOC: 1,100 เยน–
คืนรถคนละสาขา: ต้องตรวจสอบ
ระบบนำทางในรถ: ฟรี
เบาะเด็ก: 1,100 เยน
※ข้อมูลข้างต้นอ้างอิง ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง
2. โอริกซ์ เรนตาคาร์
“โอริกซ์ เรนตาคาร์” (Orix Rent-A-Car) เป็นหนึ่งในบริษัทเช่ารถที่มีชื่อเสียงอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น
มีจำนวนรถให้เช่ามากเป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม และมีรถให้เลือกหลากหลายตั้งแต่รถทั่วไปจนถึงรถหรู จึงตอบโจทย์ความต้องการได้หลายแบบ
อีกทั้งยังสามารถสะสมไมล์ของ JAL และ ANA ได้ ซึ่งเป็นจุดที่น่าถูกใจนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อย
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความเข้าใจนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างดี โดยในโอกินาว่าได้เปิดเคาน์เตอร์เฉพาะสำหรับบริการภาษาต่างประเทศ
พื้นที่อื่น ๆ ก็คาดหวังบริการที่ใส่ใจได้เช่นกัน หากคุณยังมีความกังวลอยู่มาก ลองพิจารณาบริษัทนี้ดูได้
- พื้นที่ให้บริการ
- ทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นบางพื้นที่
- วิธีชำระเงิน
- โดยหลักใช้บัตรเครดิต
- ค่าบริการพื้นฐาน
-
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 6,160 เยน–
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,160 เยน–
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 8,250 เยน–
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 1,320 เยน–
※กรณีรถเค - บริการเสริมหลัก
-
แพ็กเกจอุ่นใจรถเช่า (RAP): 660 เยน หรือ 1,320 เยน
คืนรถคนละสาขา: แตกต่างตามพื้นที่
ระบบนำทางในรถ: ฟรี
เบาะเด็ก: 1,100 เยน
บัตร ETC: 550 เยน (เครื่อง ETC ในรถติดตั้งให้ฟรี)
※ข้อมูลข้างต้นอ้างอิง ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง
3. โตโยต้าเรนตาคาร์
“โตโยต้าเรนตาคาร์” (Toyota Rent a Car) เป็นบริการเช่ารถรายใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม โดยมีจุดให้บริการประมาณ 1,100 แห่งทั่วประเทศ
ข้อดีสำคัญคือได้ขับรถโตโยต้า ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความน่าเชื่อถือ ความทนทาน ความปลอดภัย และความประหยัดน้ำมันในแบบรถญี่ปุ่นยอดนิยม
รถส่วนใหญ่ติดตั้งอุปกรณ์ค่อนข้างใหม่และได้รับการดูแลโดยช่างผู้ชำนาญ จึงใช้งานได้อย่างสะอาดและมั่นใจ
แม้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ก็มีประกันที่ครอบคลุมค่อนข้างดีเมื่อเทียบในอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ บริษัทนี้ไม่มีรถเคให้เช่า ผู้ที่วางแผนใช้รถประเภทดังกล่าวควรทราบไว้
- พื้นที่ให้บริการ
- ทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นบางพื้นที่
- วิธีชำระเงิน
- โดยหลักใช้บัตรเครดิต
- ค่าบริการพื้นฐาน
-
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 6,160 เยน–
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,600 เยน–
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 8,580 เยน–
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 1,320 เยน–
※กรณีรถยนต์นั่ง - บริการเสริมหลัก
-
ยกเว้นค่าเสียหายส่วนแรก: 1,100 เยน–
คืนรถคนละสาขา: แตกต่างตามพื้นที่
ระบบนำทางในรถ: ฟรี
เบาะเด็ก: 1,100 เยน/ครั้ง
บัตร ETC: 550 เยน (เครื่อง ETC ในรถมีให้ฟรีเกือบทั้งหมด ยกเว้นบางคัน)
※ข้อมูลข้างต้นอ้างอิง ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง
4. นิปปอนเรนตาคาร์
“นิปปอนเรนตาคาร์” (Nippon Rent-A-Car) มีประวัติยาวนานมากกว่า 50 ปี และมีจุดเด่นที่รถให้เลือกหลากหลายไม่ยึดติดกับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง
บางรุ่นเป็นรถที่บริษัทอื่นไม่มีให้บริการ จึงเหมาะกับคนที่ใส่ใจเรื่องประเภทรถเป็นพิเศษ
สาขาใกล้สถานีหลักและสนามบินหลายแห่งเปิดให้บริการยาวนาน (มากกว่า 13 ชั่วโมง) ซึ่งเป็นอีกจุดเด่นด้านความสะดวก
หากคุณเดินทางถึงญี่ปุ่นในช่วงเช้าตรู่หรือดึกมาก บริษัทนี้อาจตอบโจทย์ได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2018 รถทุกคันเป็นรถปลอดบุหรี่แล้ว ผู้ที่กังวลเรื่องกลิ่นบุหรี่ก็ขับได้อย่างสบายใจ
- พื้นที่ให้บริการ
- ทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นบางพื้นที่
- วิธีชำระเงิน
- โดยหลักใช้บัตรเครดิต
- ค่าบริการพื้นฐาน
-
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 6,380 เยน–
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,380 เยน–
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 8.250 เยน–
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 1,210 เยน–
※กรณีรถเค - ตัวเลือกหลัก
-
ระบบคุ้มครอง NOC (ECO): 440 เยน–
คืนรถคนละสาขา: ต้องตรวจสอบ
ระบบนำทางในรถ: ฟรี
เบาะเด็ก: 1,100 เยน
บัตร ETC: 330 เยน (เครื่อง ETC ในรถมีให้ฟรี ยกเว้นบางคัน)
※ข้อมูลข้างต้นอ้างอิง ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง
5. บัดเจ็ทเรนตาคาร์
“บัดเจ็ทเรนตาคาร์” (Budget Rent a Car) ก่อตั้งที่ลอสแอนเจลิส และเริ่มให้บริการในญี่ปุ่นเมื่อปี 1985 ปัจจุบันเป็นแบรนด์ต่างประเทศรายเดียวที่ได้รับการรับรู้ในญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางในรูปแบบแบรนด์เดียวทั่วประเทศ
จุดเด่นของบริษัทคือการให้ความสำคัญกับการยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า โดยนำแบบสอบถามหลังการเช่ามาปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง
จึงมอบประสบการณ์ใช้งานที่มีคุณภาพทั้งด้านความปลอดภัย ความสะอาด และความสะดวก ทำให้มีรีวิวในเชิงบวกอยู่มาก
อีกทั้งหากคืนรถภายในจังหวัดเดียวกัน ก็สามารถคืนต่างสาขาได้ฟรี ซึ่งเป็นข้อดีสำคัญมาก
เนื่องจากบริษัทอื่นส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายในจุดนี้ จึงเหมาะกับผู้ที่วางแผนเที่ยวแบบไม่ข้ามจังหวัด
- พื้นที่ให้บริการ
- ทั่วญี่ปุ่น ยกเว้นบางพื้นที่
- วิธีชำระเงิน
- โดยหลักใช้บัตรเครดิต
- ค่าบริการพื้นฐาน
-
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง: 6,050 เยน–
ไม่เกิน 12 ชั่วโมง: 6,050 เยน–
ไม่เกิน 24 ชั่วโมง: 7,480 เยน–
เพิ่มทุก 1 ชั่วโมง: 1,100 เยน–
※กรณีรถเค - บริการเสริมหลัก
-
ค่าคุ้มครองรถและความเสียหายต่อทรัพย์สิน: 1,430 เยน–
คืนรถคนละสาขา: ฟรีภายในจังหวัดเดียวกัน
ระบบนำทางในรถ: มีให้เช่า
เบาะเด็ก: 1,100 เยน
บัตร ETC: ให้เช่าเฉพาะบางพื้นที่ ※ต้องตรวจสอบ
※ข้อมูลข้างต้นอ้างอิง ณ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง
วิธีเลือกรถเช่าสำหรับการเดินทาง
ถ้าอยากดูรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทรถในญี่ปุ่นเพิ่มเติม สามารถดูได้จากหน้าถัดไป
ส่วนด้านล่างนี้ เราสรุปลักษณะเด่นและรุ่นรถตัวอย่างไว้แล้ว เพื่อช่วยให้เลือกรถที่เหมาะกับทริปของตัวเองได้ง่ายขึ้น
| ประเภทรถ | ลักษณะเด่น | สถานการณ์ใช้งานที่แนะนำ | รถรุ่นตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| รถเค |
・ตัวรถกะทัดรัด ขับคล่องในถนนแคบหรือที่จอดรถ ・ประหยัดน้ำมันและคุ้มค่า |
・เที่ยวในเขตเมืองที่รถเยอะหรือพื้นที่ที่มีตรอกซอยแคบจำนวนมาก ・เที่ยวหรือขับเล่นระยะสั้นแบบสบาย ๆ ・กรณีมีผู้ขับมือใหม่ที่ยังไม่ชำนาญ ・กรณีเดินทางกลุ่มเล็กไม่เกิน 4 คน |
Move / Tanto / N-BOX |
| รถคอมแพกต์ |
・กำลังเครื่องมากกว่ารถเค ทำให้สมรรถนะและความมั่นคงดีขึ้น ・เดินทางไกลได้สบาย ・สมดุลดีระหว่างความประหยัดและการควบคุมรถที่คล่องตัว |
・ทริปไม่เกิน 5 คน ・ขับระยะกลางถึงระยะไกลโดยใช้ทางด่วน |
Vitz / Yaris / Aqua |
| ซีดาน |
・ห้องโดยสารกว้าง นั่งสบายทั้งเบาะหน้าและหลัง ・ออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัย และกระโปรงท้ายมีความปลอดภัยต่อทรัพย์สินดี ・ตัวรถไม่สูงมาก จึงสะดวกในที่จอดที่มีข้อจำกัดความสูง เช่น อาคารจอดรถแบบทาวเวอร์ ・ขึ้นลงรถสะดวก |
・ทริปคู่รัก ・ขับทางไกล ・การเดินทางที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย (เช่น มีเด็กเล็กหรือมีผู้ร่วมเดินทางที่ต้องการความสะดวกสบาย) |
Crown / Corolla / Corolla Axio |
| SUV |
・ตำแหน่งนั่งสูง มองเห็นทางและบรรยากาศรอบข้างได้ดี ・ขับบนถนนที่ไม่ได้ลาดยางได้ง่าย และทนต่อแรงกระแทก ・เครื่องยนต์กำลังดี เร่งแซงและขับขี่ได้มีประสิทธิภาพ |
・กรณีไปทำกิจกรรมพักผ่อน เช่น แคมป์ปิง ที่ต้องบรรทุกสัมภาระชิ้นใหญ่ ・กรณีขับบนถนนหิมะหรือถนนออฟโรดที่สภาพพื้นผิวไม่มั่นคง |
Raize / CH-R / Harrier |
| มินิแวน・แวกอน |
・มี 3 แถวที่นั่ง และบางรุ่นรองรับผู้โดยสารได้อย่างน้อย 7 คน ・ออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ให้ขึ้นลงสะดวกตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ・สามารถปรับรูปแบบเบาะเพื่อจัดพื้นที่ตามสัมภาระและจำนวนผู้โดยสารได้ |
・ทริปครอบครัว ・การเดินทางกลุ่มใหญ่หรือมีสัมภาระจำนวนมาก ・กรณีวางแผนซื้อของจำนวนมาก |
Sienta / Voxy / Alphard |
ข้อมูลพื้นฐานที่ควรรู้ก่อนใช้รถเช่า
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ความต่างของสภาพแวดล้อมในการขับรถจากประเทศหรือภูมิภาคของตนอาจทำให้สับสนได้พอสมควร
เพื่อให้ขับรถเที่ยวได้อย่างปลอดภัย เราจะพาไปรู้จักข้อมูลที่ควรทราบไว้เสมอ เช่น ป้ายจราจร กฎการจราจรของญี่ปุ่น และวิธีรับมือในเหตุฉุกเฉิน
1. พกหนังสือเดินทางและใบขับขี่ติดตัว
แม้จะเช่ารถไม่ได้หากไม่มีหนังสือเดินทางและใบขับขี่ แต่แม้หลังขึ้นรถแล้วก็ควรพกติดตัวไว้เสมอ
เมื่อขับรถในญี่ปุ่นด้วยใบขับขี่สากล การพกเอกสาร 2 อย่างนี้ถือเป็นข้อบังคับตามอนุสัญญาเจนีวา
หนังสือเดินทางทำหน้าที่เป็นเอกสารยืนยันตัวตนระหว่างพำนักในญี่ปุ่น ส่วนใบขับขี่ใช้ยืนยันสิทธิในการขับรถ
นอกจากนี้ หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องจะใช้เอกสารเหล่านี้ในการตรวจสอบตัวตน การไม่พกติดตัวอาจนำไปสู่ปัญหาได้
เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและครอบครัว อย่าลืมเรื่องนี้เด็ดขาด

2. การรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
เมื่อขับรถแล้ว โอกาสเกิดอุบัติเหตุหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุนั้นไม่ได้เป็นศูนย์
ต่อไปนี้คือวิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
โดยพื้นฐานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสียหายหรือฝ่ายก่อเหตุ รวมถึงกรณีบุคคลหรือทรัพย์สิน หลักการรับมือแทบไม่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือมีสติและดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นอย่างถูกต้อง
หากเป็นกรณีรถเสียหรือมีปัญหาขัดข้อง แนะนำให้ติดต่อบริษัทเช่ารถเพื่อขอคำแนะนำในการดำเนินการ
นอกจากนี้ หากตรวจสอบขั้นตอนรับมืออุบัติเหตุหรือปัญหาต่าง ๆ ไว้ก่อนใช้งาน ก็จะอุ่นใจกว่า
- 1. ดูแลความปลอดภัย
-
ตรวจสอบความปลอดภัยและสภาพของตัวคุณ ผู้โดยสาร และคู่กรณี (หรือวัตถุที่ชน) จากนั้นย้ายรถไปยังจุดที่ปลอดภัย เช่น ไหล่ทาง
※ในบางกรณี การเคลื่อนย้ายรถออกจากจุดเกิดเหตุอาจเป็นปัญหาได้ จึงต้องพิจารณาตามสถานการณ์ - 2. ติดต่อแจ้งตำรวจ
-
โทรแจ้งตำรวจ (หมายเลข 110) เพื่อรายงานอุบัติเหตุ
หลังเจ้าหน้าที่มาถึงที่เกิดเหตุ ให้ขอเอกสารรับรองอุบัติเหตุทางจราจร - 3. ติดต่อบริษัทเช่ารถ
- แจ้งบริษัทเช่ารถเกี่ยวกับอุบัติเหตุ และปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อดำเนินขั้นตอนที่จำเป็น
- 4. แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่กรณี
-
หากมีคู่กรณี ให้แลกข้อมูลติดต่อและข้อมูลประกันภัย
หากจำเป็น ให้ตรวจสอบใบขับขี่ เอกสารจดทะเบียนรถ และข้อมูลประกันของอีกฝ่าย
※การจดบันทึกรายละเอียดของอุบัติเหตุไว้ด้วยก็อาจเป็นประโยชน์ในบางกรณี - 5. ตรวจสอบอาการร่างกาย
- หากได้รับบาดเจ็บ หรือรู้สึกไม่สบายหลังอุบัติเหตุ ควรไปตรวจที่โรงพยาบาล
3. ป้ายจราจรพื้นฐานที่ควรรู้
ถ้าต้องขับรถในญี่ปุ่น อย่างน้อยควรรู้ป้ายจราจร 5 แบบต่อไปนี้ พร้อมภาพประกอบ
ทั้งหมดเป็นป้ายที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวหรือไม่ก็ตาม จึงควรทำความเข้าใจไว้ให้ดี
แน่นอนว่ายังมีป้ายอื่น ๆ ที่ควรจดจำอีกมาก ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นจึงแนะนำให้ลองศึกษาล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ต
ป้าย “หยุดชั่วคราว”
เป็นป้ายบังคับที่กำหนดให้ต้องตรวจสอบความปลอดภัย มักติดตั้งตามตรอกซอยที่มองเห็นไม่ชัดหรือถนนที่มีการจราจรซับซ้อน
ข้อความบนถนนที่หมายถึง “หยุด” แปลว่าต้องหยุดชั่วคราว โดยผู้ขับขี่ต้องหยุดรถให้สนิทก่อนเส้นหยุดหรือก่อนถึงทางแยก
จุดประสงค์คือเพื่อป้องกันอุบัติเหตุล่วงหน้า รวมถึงให้สิทธิ์รถที่วิ่งอยู่และคนเดินเท้าก่อน เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย ดังนั้นเมื่อเจอป้ายนี้ ควรหยุดรถให้สนิท ตรวจดูด้านหน้า ซ้าย และขวา ก่อนค่อย ๆ ออกรถอย่างระมัดระวัง


ป้าย “เดินรถทางเดียว”
เป็นป้ายจราจรที่หมายความว่ารถสามารถวิ่งได้เฉพาะทิศทางที่ลูกศรชี้เท่านั้น
หากขับสวนทิศทางลูกศร จะถือว่าผิดกฎหมายจราจรและมีบทลงโทษ
หากมีป้ายเสริมด้านล่างที่ระบุช่วงเวลา เช่น 8-20 = 8:00–20:00 ให้เข้าใจว่าข้อจำกัดนี้มีผลเฉพาะในช่วงเวลาดังกล่าว
ป้ายนี้มีขึ้นเพื่อช่วยให้การจราจรลื่นไหล ลดความแออัด และลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ยังสับสนกับป้าย “เลี้ยวซ้ายได้” ซึ่งมีสีขาวและน้ำเงินสลับกันได้ง่าย จึงควรระวัง

ป้าย “ห้ามเข้ายกเว้นทิศทางที่กำหนด”
เป็นป้ายจราจรที่ห้ามรถเข้าในทิศทางอื่นนอกจากทิศทางที่ลูกศรระบุไว้
ตัวอย่างเช่น หากลูกศรระบุให้ตรงไปและเลี้ยวซ้ายได้ ก็หมายความว่าไม่สามารถเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนนั้นได้
ป้ายนี้มักติดตั้งตามทางแยกหรือจุดที่การจราจรซับซ้อน เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันความสับสนหรืออุบัติเหตุ
หากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษตามกฎหมายจราจร
เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับป้ายเดินรถทางเดียว จึงควรจำให้แม่นเพื่อไม่ให้สับสน

ป้าย “ห้ามรถเข้า”
เป็นป้ายบังคับที่หมายถึงห้ามรถทุกชนิดเข้าสู่ถนนหรือพื้นที่นั้นจากทิศทางดังกล่าว
โดยทั่วไปมักติดตั้งที่ทางออกของถนนเดินรถทางเดียว หรือจุดที่การขับผ่านจากทิศทางนั้นมีความอันตราย และห้ามรถทุกประเภทเข้า รวมถึงรถจักรยานยนต์และจักรยานด้วย
หากฝ่าฝืนไม่เพียงมีโทษตามกฎหมายจราจร แต่ยังเสี่ยงต่อการขับสวนทางซึ่งอันตรายมาก จึงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ป้าย “ห้ามรถทุกชนิดผ่าน”
เป็นป้ายบังคับที่ห้ามรถทุกชนิดผ่าน ยกเว้นคนเดินเท้า (รวมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และจักรยาน)
ต่างจากป้าย “ห้ามรถเข้า” ตรงที่ป้ายนี้ห้ามทั้งการเข้าและการสัญจรจากทุกทิศทาง
มักติดตั้งบนถนนคนเดินหรือจุดที่การให้รถเข้าไปอาจมีปัญหาด้านความปลอดภัย
ในหลายกรณี จะมีสัญลักษณ์บนเส้นสีแดงเพื่อระบุว่าใช้กับรถบางประเภทโดยเฉพาะ
หากฝ่าฝืนก็จะมีโทษเช่นเดียวกับการฝ่าฝืนข้อห้ามผ่านทางอื่น ๆ
นอกจากนี้ หากเป็นป้ายวงกลมพื้นสีน้ำเงิน ความหมายจะเปลี่ยนเป็น “ห้ามจอดรถ” จึงไม่ควรสับสน

4. วิธีดูสัญญาณไฟจราจร
การดูสัญญาณไฟจราจรในญี่ปุ่นคือ “ไฟเขียว = ไปได้” “ไฟเหลือง = โดยหลักให้หยุด” และ “ไฟแดง = หยุด”
ควรจำไว้ว่าเมื่อเป็นไฟแดง ไม่เพียงห้ามตรงไป แต่ห้ามทั้งเลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายด้วย
ส่วนไฟแดงกะพริบหมายถึง “หยุดชั่วคราว” และไฟเหลืองกะพริบหมายถึง “ให้ระวังการจราจรอื่นแล้วไปต่อได้”
บนถนนบางสาย อาจมีสัญญาณไฟแบบลูกศรติดเพิ่มเติมกับไฟ 3 สี เพื่อช่วยลดความแออัดและป้องกันอุบัติเหตุ
ในกรณีนี้ แม้ตัวสัญญาณหลักจะเป็นไฟแดง แต่หากลูกศรสีเขียวสว่างอยู่ในทิศทางใด ก็สามารถขับไปในทิศทางนั้นได้
หากไฟหลักเป็นสีแดงและลูกศรติดทุกทิศทาง ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเหมือนกับไฟเขียว

5. วิธีเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันในญี่ปุ่น
อีกเรื่องที่ควรรู้ก่อนใช้รถเช่าก็คือการเติมน้ำมันที่ปั๊ม
ในญี่ปุ่นมีปั๊มน้ำมันหลัก ๆ 2 แบบ คือ “ฟูลเซอร์วิส” และ “บริการตัวเอง” ต่อไปนี้คือวิธีเติมน้ำมันของแต่ละแบบ
ทั้งสองแบบมักแสดงราคาชัดเจนบริเวณหน้าร้าน และเกือบทุกแห่งใช้หน่วย “เยน/1 ลิตร”
ราคาจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่และบริษัท ดังนั้นควรเผื่อใจไว้ว่าค่าบริการอาจไม่เท่ากันในแต่ละปั๊ม

กรณีเป็นปั๊มน้ำมันแบบฟูลเซอร์วิส
ปั๊มน้ำมันแบบฟูลเซอร์วิส โดยพื้นฐานแล้วพนักงานจะจัดการขั้นตอนส่วนใหญ่ให้ คุณจึงเพียงนั่งรอในรถก็เสร็จ เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการขับรถหรือการเติมน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม มีโอกาสสูงที่จะต้องสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่น
ขั้นตอนแบบง่ายมีดังนี้
- 1. มาถึงและจอดรถ
- จอดรถในตำแหน่งที่เหมาะสมตามคำแนะนำของพนักงาน ดับเครื่องยนต์ แล้วดึงคันเปิดฝาถังน้ำมันที่อยู่ใกล้ที่นั่งคนขับเพื่อเปิดฝาถัง
- 2. แจ้งรายละเอียดการเติม
-
พนักงานจะเข้ามาที่ฝั่งคนขับ ให้บอกประเภทน้ำมันและปริมาณที่ต้องการ
หากไม่คุ้นเคยกับการสื่อสารภาษาญี่ปุ่น แนะนำให้บอกว่า “เติมเต็มถัง” - 3. เติมน้ำมันและทำความสะอาด
- พนักงานจะเติมน้ำมันตามที่แจ้ง พร้อมทั้งอาจเช็ดกระจกหรือเก็บขยะในรถให้ด้วย
- 4. ชำระเงิน
- เมื่อเติมเสร็จแล้ว ชำระด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิต ก็เป็นอันเรียบร้อย
- 5. ออกเดินทาง
- ขอบคุณพนักงาน ตรวจสอบความปลอดภัยรอบรถ แล้วค่อยออกเดินทาง
กรณีเป็นปั๊มน้ำมันแบบบริการตัวเอง
หากเป็นปั๊มน้ำมันแบบบริการตัวเอง คุณจะต้องทำทุกขั้นตอนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ
แต่ไม่ได้ยากมาก และขั้นตอนของแต่ละปั๊มก็แทบเหมือนกัน หากคุ้นแล้วก็น่าจะใช้งานได้อย่างสบาย
ด้านล่างนี้ได้สรุปลำดับขั้นตอนไว้เช่นกัน
หากมีจุดไหนไม่เข้าใจ สามารถสอบถามพนักงานที่อยู่ใกล้ ๆ หรือภายในร้านได้ โดยทั่วไปจะอธิบายให้อย่างสุภาพ
- 1. จอดรถ
- ขับเข้าช่องเติมน้ำมัน จอดรถ ดับเครื่องยนต์ ดึงคันเปิดฝาถังน้ำมันที่อยู่ใกล้ที่นั่งคนขับ แล้วเปิดฝาถังและฝาปิดถังน้ำมัน
- 2. เตรียมเติมน้ำมัน
- ลงจากรถ แล้วใช้หน้าจอสัมผัสใกล้หัวจ่ายเพื่อเลือกวิธีชำระเงิน ประเภทน้ำมัน และรูปแบบการเติม
- 3. เติมน้ำมัน
-
แตะแผ่นกำจัดไฟฟ้าสถิตก่อน จากนั้นเสียบหัวจ่ายเข้าช่องเติมน้ำมัน แล้วบีบคันโยกเพื่อเริ่มเติม
※หน้าจอหัวจ่ายจะแสดงจำนวนเงิน จึงสามารถปรับปริมาณหรือวงเงินได้ - 4. ชำระเงิน
- เมื่อเติมเสร็จแล้ว นำหัวจ่ายกลับที่เดิม ปิดฝาถังน้ำมัน แล้วชำระเงินให้เรียบร้อย
- 5. ออกเดินทาง
- ตรวจสอบความปลอดภัยรอบรถ แล้วออกเดินทาง
ประเภทน้ำมันในญี่ปุ่น
น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับรถในญี่ปุ่นมี 3 ประเภท คือ “ไฮออกเทน” “เรกูลาร์” และ “ดีเซล”
ไฮออกเทนกับเรกูลาร์เป็นน้ำมันเบนซินเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ค่าออกเทนซึ่งเป็นตัวเลขบอกความทนต่อการชิงจุดระเบิดของน้ำมัน
รถทั่วไปส่วนใหญ่มักใช้น้ำมันเรกูลาร์ ส่วนรถสปอร์ตที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินสมรรถนะสูงมักใช้น้ำมันไฮออกเทน และรถเครื่องยนต์ดีเซลจะใช้น้ำมันดีเซล
เพื่อความสบายใจ ควรตรวจสอบตอนรับรถว่ารถที่เช่าใช้น้ำมันประเภทใด
นอกจากนี้ ที่ปั๊มน้ำมันในญี่ปุ่น หัวจ่ายจะใช้สีต่างกันตามประเภทน้ำมัน
หากใช้ปั๊มแบบบริการตัวเอง คุณจะต้องเติมเอง จึงควรจำข้อมูลในตารางด้านล่างไว้
สีของหัวจ่ายน้ำมันที่ปั๊มในญี่ปุ่นโดยทั่วไปเป็นไปตามตารางนี้ จึงช่วยให้สังเกตได้ง่าย
| ประเภทน้ำมัน | สีของหัวจ่ายน้ำมัน |
|---|---|
| เรกูลาร์ | แดง |
| ไฮออกเทน | เหลือง |
| ดีเซล | เขียว |

ความแตกต่างของกฎจราจรญี่ปุ่นที่ควรรู้
ก่อนขับรถในญี่ปุ่น มีเรื่องของกฎจราจรที่ต่างจากประเทศอื่น ๆ อยู่ไม่น้อยและควรรู้ไว้ให้ดี
หากขับด้วยความเคยชินแบบเดิม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้ เราจึงสรุปกฎที่ควรจำเป็นพิเศษไว้ในตารางด้านล่าง
เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว อย่าลืมใส่ใจกฎและป้ายจราจรอย่างเพียงพอ
อีกเรื่องหนึ่งคือ ควรหลีกเลี่ยงการบีบแตรโดยไม่จำเป็น เพราะอาจนำไปสู่ปัญหากับผู้อื่นได้
- ทิศทางการขับขี่
- ขับชิดซ้าย (รถญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นพวงมาลัยขวา)
- การเปลี่ยนเลน
- หากเส้นแบ่งช่องทางเป็นเส้นสีเหลือง จะไม่สามารถข้ามเส้นเพื่อเปลี่ยนเลนได้
- การเลี้ยวขวา
- แม้ไฟเขียวก็ต้องระวังรถที่วิ่งสวนมาเมื่อเลี้ยวขวา
- การเลี้ยวซ้าย
- ระวังรถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินเท้าที่อยู่ด้านหลังซ้าย
- ลำดับความสำคัญ
- คนเดินเท้ามาก่อน หากมีคนกำลังข้ามหรือกำลังจะข้ามทางม้าลาย ต้องหยุดรถชั่วคราว
- ความเร็วตามกฎหมาย
-
ถนนทั่วไปที่ไม่มีป้ายกำหนดความเร็ว: 60 กม./ชม.
※ถนนในเขตชุมชนจำกัดความเร็วที่ 30 กม./ชม. (ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2026) - โทรศัพท์มือถือ
- การใช้โทรศัพท์มือถือขณะรถกำลังวิ่งมีโทษตามกฎหมาย หากจำเป็นต้องใช้ ควรจอดรถในจุดที่ปลอดภัยก่อน
- การคาดเข็มขัดนิรภัย
- ผู้โดยสารทุกที่นั่งต้องคาดเข็มขัดนิรภัย รวมถึงเบาะหลังด้วย
※เป็นการระบุหลักทั่วไป โดยบางกรณีอาจมีข้อยกเว้น
ข้อควรระวังพื้นฐานเมื่อขับรถในญี่ปุ่น
ยังมีรายละเอียดของกฎและข้อกำหนดการขับรถในญี่ปุ่นอีกหลายจุดที่ต่างจากประเทศหรือภูมิภาคอื่น
ในบรรดาหลายเรื่องนั้น เราคัดมา 3 เรื่องที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ
เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎและเที่ยวได้อย่างปลอดภัย ลองใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงดูได้
หากยังมีข้อกังวลหรือข้อสงสัยอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงที่นี่ ควรหาคำตอบให้ชัดเจนก่อนเริ่มขับรถ
หากค้นหาข้อมูลแล้วยังไม่แน่ใจ การสอบถามบริษัทเช่ารถเป็นทางเลือกที่แนะนำ
1. ข้อบังคับเรื่องเบาะนิรภัยเด็ก
ในญี่ปุ่น หากพาเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีนั่งรถยนต์ กฎหมายกำหนดให้ต้องใช้เบาะนิรภัยเด็ก
นอกจากนี้ ตำรวจนครบาลยังแนะนำให้ใช้กับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปที่ส่วนสูงยังไม่ถึง 140 ซม. ด้วย
เหตุผลคือเข็มขัดนิรภัยถูกออกแบบตามสรีระของผู้ใหญ่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของเด็ก เบาะนิรภัยเด็กจึงมีประสิทธิภาพมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจได้รับการยกเว้น เช่น ด้วยเหตุผลด้านโครงสร้างรถหรือสภาพร่างกายของเด็ก
บริษัทเช่ารถแต่ละแห่งมักมีให้เช่าเป็นออปชันแบบมีค่าใช้จ่าย ดังนั้นโดยหลักแล้วผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนำเบาะนิรภัยเด็กมาเอง

2. การขับรถบนถนนหิมะที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง
ถ้าเดินทางไปพื้นที่ที่มีหิมะตกในญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาว เช่น ฮอกไกโดหรือภูมิภาคโทโฮคุ การขับบนถนนหิมะและถนนน้ำแข็งต้องระวังเป็นพิเศษ
มีความเสี่ยงที่หลายคนอาจไม่เคยเจอในประเทศหรือภูมิภาคของตน เช่น รถลื่นหรือทัศนวิสัยไม่ดี จึงต้องขับอย่างระมัดระวังมากกว่าปกติ
ข้อควรระวังหลักมีดังนี้
- ปัดหิมะที่ติดรองเท้าออกก่อนขับรถ เพื่อช่วยป้องกันการเหยียบคันเร่งพลาด
- ปัดหิมะออกจากหลังคา กระจกมองข้าง และกระจกหน้า เพื่อให้มองเห็นได้ชัด
- ใช้ยางฤดูหนาวหรือโซ่ล้อ เพื่อช่วยลดปัญหาบนถนนลื่น
- หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนเลนกะทันหัน การเบรกแรง และการเร่งแรง พร้อมเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้เพียงพอ
- ตอนออกรถ ควรค่อย ๆ เหยียบคันเร่งและเคลื่อนตัวอย่างนุ่มนวล
- ขับด้วยความระวังมากเป็นพิเศษบนทางชัน สะพานที่ลมแรง ทางแยก และบริเวณปากอุโมงค์ซึ่งมักลื่นง่าย
- หากหิมะกำลังตก ควรยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นก่อนจอดรถ
- ถ้ารถลื่น อย่าเหยียบคันเร่งหรือเบรก ให้มีสติและควบคุมพวงมาลัยอย่างใจเย็น

3. การจอดรถริมถนน
อีกเรื่องที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นคือการเข้มงวดกับการจอดรถริมถนน
แม้บางพื้นที่จะอนุญาต แต่ในเขตใจกลางเมืองแทบไม่มี ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วควรคิดว่าห้ามจอดริมถนน
โดยเฉพาะในจุดสำคัญด้านความปลอดภัย เช่น ทางแยก ทางม้าลาย หรือป้ายรถเมล์ มักมีการตรวจจับอย่างสม่ำเสมอทั้งจากตำรวจและเจ้าหน้าที่ภาคเอกชน
หากทำผิดจะต้องชำระค่าปรับ ดังนั้นควรใช้ลานจอดรถ เช่น คอยน์พาร์กกิ้ง
ทั้งนี้ สำหรับความหมายทางกฎหมาย “จอดรถ” หมายถึงการหยุดรถเกิน 5 นาที หรือการที่ผู้ขับออกจากรถจนไม่สามารถขับต่อได้ทันที
กรณีขนของขึ้นลงหรือรับส่งคนภายใน 5 นาที จะถือเป็นการหยุดรถ ไม่ใช่การจอดรถผิดกฎหมาย

5 แหล่งท่องเที่ยวแนะนำสำหรับทริปขับรถในญี่ปุ่น
ช่วงท้ายนี้ เราคัดมา 5 แหล่งท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่ยิ่งสนุกขึ้นเมื่อได้เที่ยวด้วยรถเช่า
เสน่ห์สำคัญคือคุณจะได้สัมผัสโลกและช่วงเวลาที่การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะมอบให้ไม่ได้ เป็นประสบการณ์ที่เข้มข้นมากทีเดียว
หากคุณกำลังคิดจะออกทริปขับรถในญี่ปุ่น ลองวางแผนไปเที่ยวสักแห่งจากรายการนี้ดู
1. ฮอกไกโด
ฮอกไกโด (Hokkaido) ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น เป็นจุดหมายท่องเที่ยวระดับแนวหน้าที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก
มีทั้งทิวทัศน์สวยงามเปลี่ยนไปตามฤดูกาล อาหารรสเลิศอย่างซีฟู้ดและจิงกิสข่าน กิจกรรมอย่างสกีและสโนว์บอร์ด รวมถึงออนเซ็น เรียกได้ว่ามีไฮไลต์หลากหลาย
นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของซัปโปโร เช่น หอนาฬิกาซัปโปโร และคลองโอตารุ ขณะเดียวกันในพื้นที่อันกว้างใหญ่ก็มีเมืองหรือโซนที่มีเสน่ห์แตกต่างกันกระจายอยู่ เช่น ฟุราโนะ ฮาโกดาเตะ และนิเซโกะ
อย่างไรก็ตาม บางแห่งเข้าถึงได้ยากหากใช้เพียงขนส่งสาธารณะ และการจะเที่ยวให้ครบทั้งหมดในการเดินทางครั้งเดียวก็ไม่ง่าย
หากเช่ารถ คุณจะเดินทางในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ วางตารางได้ยืดหยุ่นโดยไม่ต้องผูกกับเวลา จึงไปได้หลายพื้นที่และหลายจุดมากขึ้น
อีกข้อดีคือคุณจะได้เพลิดเพลินกับวิวแบบฮอกไกโดอย่างทุ่งลาเวนเดอร์ ทิวทัศน์หิมะ และแนวภูเขาอันยิ่งใหญ่ระหว่างขับรถ
แต่เนื่องจากฮอกไกโดมีพื้นที่คิดเป็นประมาณ 20% ของประเทศญี่ปุ่น ระยะทางระหว่างเมืองต่าง ๆ จึงไกลกว่าที่หลายคนคาด
ตัวอย่างเช่น จากซัปโปโรไปฮาโกดาเตะ แม้ขับรถแบบไม่พักก็ยังใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที
หากอยากสนุกกับทริปขับรถในฮอกไกโด ควรจัดตารางแบบมีเวลาเผื่อไว้พอสมควร
และเพราะมีหิมะตกมาก จึงควรระวังการขับรถในฤดูหนาวเป็นพิเศษ

2. โอกินาว่า
โอกินาว่า (Okinawa) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เป็นภูมิภาคที่มีทั้งธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มรดกทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร
ทะเลใส ชายหาดสวย และแนวปะการังหลากสีสัน ช่วยมอบช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างเต็มที่
อีกทั้งยังมีอาหารท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์มากมาย เช่น ซาตาอันดากิ และโกยะจัมปุรุ ทำให้เป็นจุดหมายที่เที่ยวได้ด้วยทุกประสาทสัมผัส
ผู้คนในโอกินาว่ายังขึ้นชื่อว่าเป็นมิตร อ่อนโยน และใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย พร้อมความรู้สึกผูกพันกับชุมชนที่ค่อนข้างชัดเจน
พวกเขามักต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเอง ทำให้คุณมีโอกาสสัมผัสบรรยากาศที่ต่างจากเมืองใหญ่และได้พูดคุยกับคนท้องถิ่นด้วย
หากจะเที่ยวโอกินาว่า เรียกได้ว่ารถเช่าแทบเป็นสิ่งจำเป็นเลยทีเดียว
โอกินาว่าไม่มีรถไฟ และการเดินทางหลักคือรถยนต์
ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมก็กระจายอยู่หลายแห่ง หากไม่มีรถ การเที่ยวให้เต็มอิ่มอาจทำได้ยาก
เพราะคนส่วนใหญ่ใช้รถเช่า จึงแนะนำให้จองล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ

3. ยามานาชิ
ยามานาชิ (Yamanashi) อยู่ห่างจากโตเกียวประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีโดยรถไฟ และประมาณ 2 ชั่วโมงโดยรถยนต์
เป็นภูมิภาคที่รายล้อมด้วยภูเขาอย่างฟูจิ ยัตสึกาทาเกะ และเทือกเขาแอลป์ตอนใต้ โดยพื้นที่ประมาณ 80% เป็นป่าไม้ จึงอุดมไปด้วยธรรมชาติ
มีจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิมากมาย โดยในบรรดานั้น “ฟูจิโกะโกะ” หรือทะเลสาบทั้ง 5 แห่งบริเวณเชิงเขาฟูจิเป็นจุดที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ยังมีธรรมชาติหลากหลายรูปแบบให้เพลิดเพลิน ทั้งหุบเขาและถ้ำน้ำแข็ง เป็นต้น
สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของยามานาชิหลายแห่งเข้าถึงได้ไม่สะดวกด้วยรถไฟ จึงอยากแนะนำให้ใช้รถเช่าเมื่อมาเที่ยว
ไม่ว่าจะเป็นทริปขับรถเที่ยวฟูจิโกะโกะให้ครบภายใน 1 วัน หรือไนต์ไดรฟ์ชมวิวอ่างโคฟุที่สว่างไสวด้วยแสงเมือง ล้วนเป็นแผนเที่ยวที่ทำได้เพราะมีรถเช่า
หากใช้รถเช่า ยังขอแนะนำ “ฟูจิซูบารุไลน์” ซึ่งเชื่อมจากเชิงเขาฟูจิขึ้นไปถึงชั้น 5 ด้วย
แม้บางช่วงอาจมีการปิดถนนหรือจำกัดรถส่วนตัว แต่ระหว่างทางคุณจะได้ชมธรรมชาติรอบเชิงเขาฟูจิที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลจากในรถ
และที่สถานีชั้น 5 ของฟูจิซูบารุไลน์ซึ่งอยู่สูงประมาณ 2,300 เมตร ยังมีจุดชมวิวที่มองเห็นทะเลสาบทั้ง 5 แห่งได้แบบกว้างไกล รวมถึงเมนูอาหารธีมภูเขาไฟฟูจิ เช่น แกงกะหรี่ภูเขาไฟฟูจิให้ลองชิมด้วย

4. นีงาตะ
นีงาตะ (Niigata) ในภูมิภาคชูบุ ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางฝั่งทะเลญี่ปุ่นของเกาะฮนชู
เป็นพื้นที่ที่มีทั้งภูเขาหิมะและแนวชายฝั่งสวยงาม เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายและมีเสน่ห์
โดยเฉพาะอาหารรสเลิศ เช่น โคชิฮิคาริ ข้าวขึ้นชื่อ และอาหารทะเลสดใหม่ ที่ไม่ควรพลาด
เหล้าสาเกท้องถิ่น ซาชิมิ และโอนิกิริ ล้วนมีรสชาติยอดเยี่ยมจนหลายคนน่าจะติดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลอง
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ “เหมืองทองซาโดะ” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในเดือนกรกฎาคม ปี 2024
ที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งมีการขุดทองและเงินต่อเนื่องยาวนานประมาณ 600 ปี ตั้งแต่สมัยเอโดะ ค.ศ. 1603–1868 จนถึงสมัยเมจิ ค.ศ. 1868–1912 และมีส่วนสำคัญต่อความทันสมัยของญี่ปุ่น
หากเข้าร่วมทัวร์พร้อมไกด์ในแหล่งเหมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้ คุณอาจได้พบมุมมองใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ
แม้นีงาตะจะเที่ยวด้วยขนส่งสาธารณะได้ แต่หากอยากลดเวลาเดินทางและเที่ยวได้เต็มที่ แนะนำให้ใช้รถเช่า
เช่นเดียวกับฮอกไกโด ฤดูหนาวของนีงาตะมีหิมะตกหนัก จึงควรขับรถอย่างระมัดระวัง

5. นากาโนะ
นากาโนะ (Nagano) ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของญี่ปุ่น
รายล้อมด้วย 3 แนวเทือกเขา ได้แก่ ฮิดะ คิโซะ และอาคาอิชิ อีกทั้งยังมีภูเขาระดับ 3,000 เมตรอยู่จำนวนมาก
จึงมีจุดชมธรรมชาติยิ่งใหญ่ที่เกิดจากแนวภูเขามากมายในนากาโนะ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเมืองออนเซ็น ปราสาทชื่อดัง และศาลเจ้าวัดวาให้เที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ
ทางตอนเหนือของนากาโนะมีหิมะตกมาก จึงสามารถสนุกกับกีฬาฤดูหนาวได้ในช่วงหน้าหนาว
นากาโนะก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่การใช้รถเช่ามีข้อดีอย่างมาก
มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่เข้าถึงได้ยากด้วยขนส่งสาธารณะ และยังมีแผนเที่ยวไม่น้อยที่ทำได้ดีขึ้นเพราะมีรถเช่า
เส้นทางขับรถผ่านภูเขาและที่ราบสูงเป็นสิ่งที่อยากให้ลองใส่ไว้ในแผนการเดินทาง
ทั้ง “โนริคุระเอคโคไลน์” ที่มุ่งหน้าไปยังภูเขาโนริคุระจากนากาโนะ และ “วีนัสไลน์” ที่วิ่งผ่านเขตที่ราบสูง ต่างก็เป็นเส้นทางที่มอบวิวสวยแบบที่เหมาะกับทริปขับรถอย่างแท้จริง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถเช่าในญี่ปุ่น
Q
บริษัทเช่ารถที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง?
บริษัทที่มีชื่อเสียง เช่น โอริกซ์ เรนตาคาร์ และโตโยต้าเรนตาคาร์ เป็นต้น
Q
รถเช่าในญี่ปุ่นมีการจำกัดอายุหรือไม่?
โดยทั่วไปไม่มีการจำกัดอายุ แต่บางกรณีอาจมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขสำหรับผู้ขับมือใหม่ (ถือใบขับขี่ไม่ถึง 1 ปี) หรือผู้ใช้ที่อายุไม่เกิน 21 ปี
บทสรุป
บทความนี้ได้อธิบายวิธีเช่ารถในญี่ปุ่น ข้อควรระวังเมื่อใช้งาน และกฎจราจรของญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นไปที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก
แต่สิ่งที่อยากสื่อไว้มากที่สุดก็คือ อยากให้คุณสนุกกับทริปขับรถได้อย่างเต็มที่
การเดินทางด้วยรถยนต์มีความสนุกในแบบที่หาไม่ได้จากวิธีอื่นจริง ๆ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัย
ถ้าพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางสู่ทริปที่อิสระและเป็นตัวคุณมากยิ่งขึ้นกันเถอะ!

