• เพื่อถนนแห่งความฝัน “แองเจิลโรด” สายนี้ เราจึงตั้งใจนั่งเรือความเร็วสูงมายังเกาะโชโดชิมะ และยังวางแผนพักค้างคืนหนึ่งคืนด้วย ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ!

    จุดเด่นที่สุดของที่นี่คือ **ต้องมาในช่วงน้ำลงจึงจะเดินข้ามสันทรายไปยังเกาะเล็ก ๆ ระหว่างทางได้** ส่วนช่วงน้ำขึ้นจะทำได้เพียงชมจากไกล ๆ แต่ตอนที่เราไปถึงเป็นช่วงน้ำขึ้นพอดี แม้จะไม่ได้เดินบนแองเจิลโรด แต่กลับได้พบกับพระอาทิตย์ตกที่สวยสุด ๆ อย่างไม่คาดคิด ท้องฟ้าสีส้มแดงสะท้อนบนผิวน้ำ โรแมนติกมาก

    ถ้าพักที่โรงแรมโชโดชิมะอินเตอร์เนชันแนลก็ยิ่งดี เพราะนอนชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกเหนือแองเจิลโรดจากในห้องได้ โดยไม่ต้องไปเบียดเสียดกับใครเลย

    บางครั้งการเดินทางก็เป็นแบบนี้ แม้จะไม่เจอช่วงน้ำขึ้นน้ำลงที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่กลับได้พบพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด

    **ไม่ได้เดินบนแองเจิลโรด แต่เทวดากลับมอบพระอาทิตย์ตกให้เราแทน**

  • ไปโชโดชิมะคนเดียวและไปแค่ที่นี่ที่เดียว เพราะไปถึงช้าเกินไป ประมาณบ่ายสองบ่ายสาม ก็เลยกลัวว่าจะขึ้นเรือกลับไม่ทัน

    วันนั้นอากาศดีมาก ฉันยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว 3 ชั่วโมง เพราะก็ไม่ได้อยากไปที่อื่น และก็อยากเห็นทางเส้นนั้นด้วย แต่ไม่ได้ลงไปเดินนะ ชอบวิวตรงนั้นมาก สุดท้ายก็ได้รอจนทางนั้นโผล่ขึ้นมาจริง ๆ

    มีคู่รักไปถ่ายรูปกันเยอะเลย แต่ผู้สูงอายุอาจต้องระวังหน่อย รู้สึกว่าบันไดค่อนข้างชัน

  • เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่พิเศษมาก ต้องรอช่วงน้ำลงถึงจะเดินไปได้ ตอนที่ทางทั้งเส้นโผล่ขึ้นมาคือเหมือนฝันมาก คุ้มค่าที่จะมาสักครั้ง

  • ต้องรอจนถึงยามเย็น เทวดาถึงจะปรากฏตัว

    ตอนมาครั้งแรกยังมาเร็วไปหน่อย Angel Road ยังไม่โผล่ครบ จนพระอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้า แสงเย็นสะท้อนผิวน้ำ ช่วงเวลาของนางฟ้าก็มาถึงในที่สุด

  • ครั้งแรกที่มาไม่ได้เช็กเวลาน้ำขึ้นน้ำลงล่วงหน้า แต่ก็ยังได้เห็นแสงเย็นกับน้ำทะเล

    พอมาครั้งที่สองเตรียมตัวมาดี แพลนก่อนหน้าก็ราบรื่น เลยได้เดินบน Angel Road ทั้งแสงเย็น ลมทะเล และความทรงจำดี ๆ ❣️

  • ที่นี่กลายเป็นสถานที่แสวงบุญยอดฮิตของคู่รักชาวญี่ปุ่นไปแล้วนะ 👍