คู่มือท่องเที่ยวฟุกุชิมะสำหรับมือใหม่ รู้ครบวิธีเที่ยวให้สนุก

คู่มือท่องเที่ยวฟุกุชิมะสำหรับมือใหม่ รู้ครบวิธีเที่ยวให้สนุก

Last update :
Written by :  GOOD LUCK TRIP

ถ้าอยากออกไปเจอทั้งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และเสน่ห์ของผืนดินญี่ปุ่นแบบเต็มอิ่ม “ฟุกุชิมะ” ก็เป็นจุดหมายที่น่าสนใจไม่น้อย ทั้งแนวภูเขาที่สวยงาม ทะเลสาบสีลึกลับ ออนเซ็น ผลไม้รสอร่อย และแหล่งชมดอกไม้ชื่อดัง
ที่นี่ยังมีเมืองเก่าแบบดั้งเดิมและโบราณสถานอยู่มากมาย ให้คุณเพลิดเพลินกับธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นได้อย่างเต็มอิ่ม
ด้วยเสน่ห์ที่หลากหลายของ “ฟุกุชิมะ” หลายคนอาจลังเลว่าหากจะมาเที่ยว ควรเลือกเส้นทางแบบไหน มาในฤดูใด และควรพักกี่วันจึงจะดีที่สุด
เพื่อช่วยคลายความกังวลนั้น บทความนี้จะรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวางแผนเที่ยวฟุกุชิมะไว้อย่างครบถ้วน
ลองใช้บทความนี้เป็นแนวทาง แล้วออกไปสนุกกับทริปฟุกุชิมะให้เต็มที่กัน

“ฟุกุชิมะ” ดินแดนที่เที่ยวได้ทั้งจุดชมวิวหลากหลายและอาหารท้องถิ่น

“ฟุกุชิมะ” อยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ และมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น
จังหวัดนี้อยู่ตอนใต้สุดของภูมิภาคโทโฮคุ และหันหน้าออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก จึงได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่น ทำให้อากาศค่อนข้างอบอุ่นกว่าจังหวัดอื่นในภูมิภาคเดียวกัน และเดินทางจากโตเกียวหรือพื้นที่รอบโตเกียวได้สะดวก
หนึ่งในเสน่ห์ของจังหวัดฟุกุชิมะคือทิวทัศน์ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เช่น ทะเลสาบอินาวาชิโระ และภูเขาบันได ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด อีกทั้งยังมีจุดชมซากุระมากมายให้ชมทิวทัศน์ที่สวยต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล
นอกจากนี้ยังมีสถานที่พักผ่อนและรีสอร์ตขนาดใหญ่ที่เหมาะสำหรับครอบครัว เช่น พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสิ่งแวดล้อมอคว้ามารีน ฟุกุชิมะ และสปารีสอร์ตฮาวายอันส์ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของที่นี่
อาหารท้องถิ่นก็มีให้เลือกมากมาย และสามารถลิ้มลองเมนูได้หลากหลายแบบ
อีกทั้งฟุกุชิมะยังขึ้นชื่อเรื่องการปลูกผลไม้ จึงไม่ควรพลาดผลไม้รสอร่อยอย่างพีชและลูกแพร์หากอยากเพลิดเพลินกับของกินท้องถิ่น
นอกจากนี้ อินาวาชิโระ (Inawashiro) ในจังหวัดฟุกุชิมะ ยังเป็นบ้านเกิดของโนกุจิ ฮิเดโยะ (Noguchi Hideyo) แพทย์ชื่อดังระดับโลก ผู้มีผลงานในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20
แม้เขาจะเคยถูกไฟลวกอย่างรุนแรงที่มือซ้ายตั้งแต่อายุ 1 ขวบครึ่ง แต่ก็สามารถก้าวข้ามความยากลำบาก สร้างผลงานด้านการวิจัยเชื้อโรค และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลหลายครั้ง จนกลายเป็นบุคคลสำคัญของฟุกุชิมะ
หากมาเที่ยวฟุกุชิมะ ลองแวะชมพิพิธภัณฑ์และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับโนกุจิ ฮิเดโยะกันด้วย

มีจุดชมซากุระมากมาย และเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่งดงามได้ในทุกฤดูกาล
มีจุดชมซากุระมากมาย และเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่งดงามได้ในทุกฤดูกาล

อุณหภูมิเฉลี่ยของฟุกุชิมะและตัวอย่างการแต่งกาย

หัวข้อนี้จะพาไปดูสภาพภูมิอากาศของจังหวัดฟุกุชิมะ พร้อมตัวอย่างการแต่งกายในแต่ละฤดูกาล
สภาพอากาศของฟุกุชิมะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ โดยฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกค่อนข้างอบอุ่นและมีหิมะน้อย ขณะที่พื้นที่ตอนในแผ่นดินเป็นเขตหิมะตกหนัก
ดังนั้นจุดชมวิวหิมะสวย ๆ จึงมักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ตอนใน

อุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนของฟุกุชิมะ

- มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม
อุณหภูมิเฉลี่ย (องศา) 1.9 2.5 5.9 11.7 17.2 20.7 24.3 25.5 21.6 15.6 9.5 4.3

ตัวอย่างการแต่งกายในแต่ละฤดูกาลของฟุกุชิมะ

  • ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม): แจ็กเก็ตบาง ๆ และเสื้อสเวตเตอร์เนื้อบาง
  • ช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม): เสื้อผ้าบางเบาและเสื้อแขนสั้น
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน): แจ็กเก็ตบาง หรือโค้ต
  • ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์): โค้ต ชุดสูทขนสัตว์ และเสื้อสเวตเตอร์หรือแจ็กเก็ตหนา

การเดินทางไปฟุกุชิมะ

ก่อนวางแผนทริป ลองมาดูวิธีเดินทางไป “ฟุกุชิมะ” จาก “โตเกียว” และ “โอซาก้า” ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมกัน
หากใช้ชินคันเซ็นจะใช้เวลาจากโตเกียวประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนจากโอซาก้าหากเดินทางโดยเครื่องบินจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที
สนามบินฟุกุชิมะยังมีเที่ยวบินระหว่างประเทศ รวมถึงเที่ยวบินจากไต้หวัน จึงสามารถเดินทางตรงจากต่างประเทศได้เช่นกัน

สนามบินฟุกุชิมะที่มีเที่ยวบินจากไต้หวันให้บริการด้วย
สนามบินฟุกุชิมะที่มีเที่ยวบินจากไต้หวันให้บริการด้วย

การเดินทางจากสนามบินฟุกุชิมะไปยังสถานีหลัก

ในส่วนนี้จะแนะนำวิธีเดินทางจาก “สนามบินฟุกุชิมะ” ซึ่งเป็นประตูทางอากาศของจังหวัด ไปยัง “สถานีฟุกุชิมะ” และ “สถานีโคริยามะ” ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการเดินทางภายในฟุกุชิมะ
จากสนามบินฟุกุชิมะ แนะนำให้ใช้รถลีมูซีนบัสที่วิ่งตรงไปยัง “สถานีโคริยามะ” ซึ่งสะดวกมาก
ส่วนการเดินทางไป “สถานีฟุกุชิมะ” หากเลือกใช้ชินคันเซ็นหรือรถไฟท้องถิ่น จะมีเวลาเดินทางต่างกันประมาณ 1 ชั่วโมง
เลือกวิธีที่เหมาะกับแผนการเดินทางและงบประมาณของคุณได้เลย

การเดินทางจากสนามบินฟุกุชิมะไปสถานีโคริยามะ

เส้นทาง
ขึ้นรถลีมูซีนบัสจาก “สนามบินฟุกุชิมะ” แล้วลงที่ป้ายรถบัส “หน้าสถานีโคริยามะ” หลังประมาณ 40 นาที
ระยะเวลา
ประมาณ 40 นาที

การเดินทางจากสนามบินฟุกุชิมะไปสถานีฟุกุชิมะ

เส้นทาง
1. ขึ้นรถลีมูซีนบัสจาก “สนามบินฟุกุชิมะ” แล้วลงที่ป้ายรถบัส “หน้าสถานีโคริยามะ” หลังประมาณ 40 นาที
2. จาก “สถานีโคริยามะ” ขึ้นชินคันเซ็นไปลงที่ “สถานีฟุกุชิมะ” (ประมาณ 1,700 เยน)
หรือ
ขึ้นรถไฟท้องถิ่นจาก “สถานีโคริยามะ” (สาย JR โทโฮคุเมนไลน์) ไปลงที่ “สถานีฟุกุชิมะ” (ประมาณ 800 เยน)
ระยะเวลา
ใช้ชินคันเซ็น: ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
ใช้รถไฟท้องถิ่น: ประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที

วิธีเดินทางหลักภายในฟุกุชิมะ

หากเที่ยวในฟุกุชิมะเฉพาะเขตเมืองอย่างเมืองฟุกุชิมะหรือเมืองโคริยามะ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวดัง ๆ ก็สามารถเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟและรถบัสได้
แต่พอออกนอกเขตเมือง จำนวนเที่ยวรถไฟและรถบัสอาจมีไม่มาก หรือบางแห่งอาจเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะเพียงอย่างเดียวไม่ได้
ดังนั้น หากวางแผนเที่ยวพื้นที่นอกเมือง ก็ควรพิจารณาใช้แท็กซี่หรือรถเช่าด้วย

หากเป็นเขตเมืองอย่างเมืองฟุกุชิมะและพื้นที่โดยรอบ ระบบรถไฟและรถบัสถือว่าค่อนข้างสะดวก
หากเป็นเขตเมืองอย่างเมืองฟุกุชิมะและพื้นที่โดยรอบ ระบบรถไฟและรถบัสถือว่าค่อนข้างสะดวก

พาสและตั๋วสุดคุ้มที่ควรใช้เมื่อเที่ยวฟุกุชิมะ

ฟุกุชิมะเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น ทำให้ระยะทางระหว่างแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ มักค่อนข้างไกล
ถ้าอยากประหยัดค่าเดินทางระหว่างเที่ยวฟุกุชิมะ ลองมาดูตั๋วและฟรีพาสที่ควรรู้กัน

บัตรไอสึกุรุตโตะ

หากจะเที่ยวพื้นที่ยอดนิยมอย่าง “ไอสึ” แนะนำให้ใช้ “บัตรไอสึกุรุตโตะ”
บัตรนี้ใช้ขึ้นรถไฟและรถบัสในพื้นที่ไอสึได้ไม่จำกัดเป็นเวลา 2 วัน และเมื่อแสดงบัตรก็ยังรับสิทธิพิเศษส่วนลดจากสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม และเรียวกังที่ร่วมรายการได้อีกด้วย
ราคาผู้ใหญ่ 2,720 เยน เด็ก 1,360 เยน ถือเป็นตัวช่วยให้เที่ยวไอสึได้อย่างคุ้มค่า ควรตรวจสอบไว้ก่อนออกเดินทาง

ไอสึเป็นเขตหิมะตกหนักที่สามารถชมทิวทัศน์หิมะอันสวยงามได้
ไอสึเป็นเขตหิมะตกหนักที่สามารถชมทิวทัศน์หิมะอันสวยงามได้

3 พื้นที่น่าสนใจที่ควรรู้ก่อนเที่ยวฟุกุชิมะ

ก่อนจัดทริป ลองทำความรู้จักกับ 3 พื้นที่หลักของฟุกุชิมะกันสักหน่อย เพราะแต่ละแห่งมีทั้งวัฒนธรรมและภูมิอากาศที่ต่างกัน และมีเสน่ห์เฉพาะตัวไม่เหมือนกัน
ได้แก่ “ภูมิภาคไอสึ” ที่โดดเด่นด้านประวัติศาสตร์และธรรมชาติ “นากะโดริ” ที่มีทิวทัศน์ยิ่งใหญ่และของอร่อยจากภูเขา และ “ฮามะโดริ” พื้นที่อบอุ่นที่หันหน้าออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก
ต่อไปนี้คือเสน่ห์ของทั้ง 3 พื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวเด่น ๆ
หากรู้ลักษณะเด่นของแต่ละพื้นที่ไว้ก่อน เวลาวางแผนเที่ยวฟุกุชิมะก็น่าจะช่วยได้มากทีเดียว

“นากะโดริ” พื้นที่ที่โดดเด่นด้วยจุดชมซากุระและผลไม้รสเลิศ

ตอนกลางของฟุกุชิมะเรียกว่า “นากะโดริ” เป็นพื้นที่ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ที่อยู่ระหว่างเทือกเขาโออุและที่ราบสูงอาบุกุมะ
อีกหนึ่งลักษณะเด่นคือมีจุดชมซากุระมากมาย เช่น “ฮานามิยามะ” ที่ได้ฉายาว่า “ดินแดนสวรรค์แห่งพีชของฟุกุชิมะ” และ “มิฮารุ ทากิซากุระ” ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามซากุระที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น
อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดคือผลไม้รสเลิศอย่างเชอร์รีและลูกพีช
เมืองฟุกุชิมะและเมืองโคริยามะก็อยู่ในเขตนากะโดริเช่นกัน จึงมีทั้งพื้นที่เมืองอยู่ด้วย
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นพื้นที่ที่เดินทางสะดวกที่สุดแห่งหนึ่งในฟุกุชิมะ
ที่นี่ยังมีออนเซ็นอยู่มากมาย ลองมาเที่ยวแบบผ่อนคลายไปกับธรรมชาติ ของอร่อย และออนเซ็นในนากะโดริกัน

นากะโดริเป็นพื้นที่ที่มีจุดชมซากุระมากมาย โดยมีฮานามิยามะเป็นไฮไลต์สำคัญ
นากะโดริเป็นพื้นที่ที่มีจุดชมซากุระมากมาย โดยมีฮานามิยามะเป็นไฮไลต์สำคัญ
อย่าลืมเพลิดเพลินกับผลไม้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของนากะโดริ
อย่าลืมเพลิดเพลินกับผลไม้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของนากะโดริ

“ไอสึ” พื้นที่ที่คุณจะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติและประวัติศาสตร์

พื้นที่ “ไอสึ” อยู่ทางตะวันตกของจังหวัดฟุกุชิมะ เป็นเขตด้านในแผ่นดิน
เป็นพื้นที่ที่รวมเสน่ห์ทางธรรมชาติไว้อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบอินาวาชิโระและภูเขาบันไดซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฟุกุชิมะ หรือฟุกุชิมะโอเซะ ดินแดนสวรรค์ของพืชอัลไพน์
ขณะเดียวกันก็ยังสัมผัสบรรยากาศประวัติศาสตร์ได้จาก “ไอสึวากามัตสึ” เมืองปราสาท และ “โออุจิจูกุ” ที่ยังคงรักษาทัศนียภาพเมืองสมัยเอโดะไว้
เนื่องจากเป็นเขตหิมะตกหนัก ฤดูหนาวจึงมีจุดชมวิวหิมะมากมาย โดยเฉพาะ “ปราสาทสึรุกะ” ที่งดงามเมื่อถูกปกคลุมด้วยหิมะ
เรียกได้ว่าไอสึเป็นพื้นที่ที่อัดแน่นไปด้วยเสน่ห์ของฟุกุชิมะอย่างแท้จริง

“ฟุกุชิมะโอเซะ” ที่สามารถชมภูเขาชิบุสึ หนึ่งในร้อยขุนเขาชื่อดัง และทิวทัศน์ที่ราบสูงอันงดงาม
“ฟุกุชิมะโอเซะ” ที่สามารถชมภูเขาชิบุสึ หนึ่งในร้อยขุนเขาชื่อดัง และทิวทัศน์ที่ราบสูงอันงดงาม
อย่าพลาดชมทิวทัศน์หิมะที่เป็นเอกลักษณ์ของไอสึ ซึ่งเป็นเขตหิมะตกหนัก
อย่าพลาดชมทิวทัศน์หิมะที่เป็นเอกลักษณ์ของไอสึ ซึ่งเป็นเขตหิมะตกหนัก

“ฮามะโดริ” พื้นที่ที่มีเสน่ห์จากอาหารทะเลและออนเซ็น

“ฮามะโดริ” เป็นพื้นที่ทางตะวันออกของจังหวัดฟุกุชิมะ ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก
ถือเป็นพื้นที่ที่อบอุ่นตลอดปี และมีหิมะน้อยในฤดูหนาวเมื่อเทียบกับส่วนอื่นของฟุกุชิมะ
เสน่ห์ของฮามะโดริอยู่ที่อาหารทะเลและออนเซ็น
คุณสามารถลิ้มรสอาหารทะเลสด ๆ ชมสัตว์ทะเลในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสิ่งแวดล้อมอคว้ามารีน ฟุกุชิมะ หรือชมพระอาทิตย์ตกเหนือชายฝั่งอันสวยงามได้
“อิวากิ ยูโมโตะ” เมืองออนเซ็นเก่าแก่ มีจุดเด่นที่ปริมาณน้ำพุร้อนอุดมสมบูรณ์และผุดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 1,000 ปี
ส่วน “สปารีสอร์ตฮาวายอันส์” ซึ่งเป็นรีสอร์ตสปาขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่นและใช้น้ำพุร้อนจากอิวากิ ยูโมโตะ ก็มีทั้งออนเซ็น สระว่ายน้ำ และความบันเทิงที่สนุกได้ตลอดวันสำหรับทุกวัย

มาลิ้มลองเมนูซีฟู้ดต่าง ๆ รวมถึงข้าวหน้าทะเลกันให้เต็มอิ่ม
มาลิ้มลองเมนูซีฟู้ดต่าง ๆ รวมถึงข้าวหน้าทะเลกันให้เต็มอิ่ม
พระอาทิตย์ตกและชายฝั่งที่สวยงามก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของฮามะโดริ
พระอาทิตย์ตกและชายฝั่งที่สวยงามก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของฮามะโดริ

จำนวนวันที่ควรมีเพื่อเที่ยวฟุกุชิมะให้เต็มอิ่ม

ถ้าอยากเที่ยวฟุกุชิมะให้เต็มอิ่ม ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่มาก ควรมีเวลาอย่างน้อย 3 วัน 2 คืน
สำหรับผู้ที่มาเที่ยวฟุกุชิมะครั้งแรก แนะนำให้เน้นเที่ยวแถบนากะโดริและไอสึ ซึ่งเป็นพื้นที่รวมสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมไว้มาก
แต่ถ้าไม่มีเวลามากสำหรับทริปฟุกุชิมะก็ไม่ต้องกังวล
เราจะขอแนะนำตัวอย่างเส้นทางเที่ยว 2 วัน 1 คืน โดยโฟกัสเฉพาะพื้นที่ไอสึซึ่งรวมเสน่ห์ของฟุกุชิมะไว้อย่างเข้มข้น

หากมีเวลาเหลือ ลองแวะไปชมวิวสวย ๆ ของพื้นที่ฮามะโดริด้วย
หากมีเวลาเหลือ ลองแวะไปชมวิวสวย ๆ ของพื้นที่ฮามะโดริด้วย

ตัวอย่างทริป 2 วัน 1 คืนในฟุกุชิมะ สำหรับสายชอบบรรยากาศประวัติศาสตร์

ต่อไปนี้คือตัวอย่างเส้นทางเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในพื้นที่ไอสึที่มีจุดน่าสนใจมากมาย
ทริปนี้เน้นเมืองเก่าแบบดั้งเดิมและโบราณสถานเป็นหลัก จึงน่าจะถูกใจคนรักประวัติศาสตร์เป็นพิเศษตลอด 2 วันนี้

วันที่ 1: สัมผัสประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของพื้นที่ไอสึ

วันแรกเป็นคอร์สเที่ยวในพื้นที่ไอสึเพื่อดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
ทั้งสมรภูมิแห่งโศกนาฏกรรมจากสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ ซากปราสาทที่ยังคงบรรยากาศยุคซามูไร และเมืองที่ยังรักษาทิวทัศน์เก่าแก่ไว้อย่างงดงาม ซึ่งจะทำให้รู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไป

8:45 เริ่มต้นจากสถานี JR ไอสึวากามัตสึ

วันแรกของเส้นทางตัวอย่างเริ่มต้นที่สถานี JR ไอสึวากามัตสึ
จากสถานีขึ้นรถ “ไอสึบัส อากาเบะ” แล้วลงที่ป้ายรถบัส “อีโมริยามะชิตะ”
จากนั้นเดินต่ออีก 2 นาที ก็จะถึงจุดหมายแรก

จุดเริ่มต้นของวันแรก: สถานี JR ไอสึวากามัตสึ
จุดเริ่มต้นของวันแรก: สถานี JR ไอสึวากามัตสึ

9:00 เดินเล่นที่ “ภูเขาอีโมริ” จุดศักดิ์สิทธิ์ที่มีสถานที่น่าสนใจกระจายอยู่หลายแห่ง

สามารถเดินขึ้นสู่ยอด “ภูเขาอีโมริ” ที่สูง 314 เมตรได้ด้วยตัวเอง หรือจะใช้บันไดเลื่อนแบบมีค่าใช้จ่ายเพื่อขึ้นไปอย่างสะดวกก็ได้
บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีทั้งตำนานเกี่ยวกับยามาโตะ ทาเครุ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้ชมมากมาย
จากยอดเขา นอกจากจะมองเห็นวิวกว้างไกลของเมืองปราสาทไอสึแล้ว ที่นี่ยังมีจุดศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งซึ่งอุทิศให้ดวงวิญญาณของ “เบียคโคไต” กองกำลังเยาวชนอายุ 16–17 ปี ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงสงครามโบชินเมื่อปี 1868
อย่าลืมใช้เวลาชมทั้งจุดน่าสนใจหลากหลายและทิวทัศน์จากยอดเขาให้เต็มที่

ชมเมืองปราสาทจากมุมสูงแบบเต็มตา ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ของไอสึ
ชมเมืองปราสาทจากมุมสูงแบบเต็มตา ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่อัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ของไอสึ

9:40 สัมผัสประสบการณ์แปลกไม่เหมือนใครที่ “ไอสึ ซาซาเอโดะ (เอ็นสึซังโซโดะ)”

“ไอสึ ซาซาเอโดะ” เป็นหอคันนงที่ตั้งอยู่กลางเนินเขาของภูเขาอีโมริ โดยมีชื่อทางการว่า เอ็นสึซังโซโดะ
เป็นหอคันนงทรงหกเหลี่ยมสามชั้น สร้างขึ้นในปี 1796 สูงประมาณ 16.5 เมตร โดยพระอิคุโด จากวัดโชโชมุจิซึ่งเคยตั้งอยู่ในพื้นที่นี้
ตัวอาคารภายนอกก็ดูแปลกตาอยู่แล้ว แต่ภายในยิ่งน่าทึ่ง และเมื่อเข้าไปชมก็จะเข้าใจทันทีว่าทำไมจึงถูกเรียกว่า “ซาซาเอโดะ”
ภายในไม่มีบันได แต่เป็นทางลาดไม้ที่วนขึ้นตามเข็มนาฬิกา เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุดและเดินข้ามสะพานแล้ว ก็จะมีทางลาดอีกฝั่งให้เดินลงมาด้านล่าง
อยากให้ลองเข้าไปชมด้านในด้วย ไม่ใช่แค่ดูจากภายนอก เพื่อสัมผัสโครงสร้างอันน่าอัศจรรย์นี้ด้วยตัวเอง

สถาปัตยกรรมลึกลับจากยุคเอโดะ ราวกับภาพลวงตา
สถาปัตยกรรมลึกลับจากยุคเอโดะ ราวกับภาพลวงตา

11:10 แอบมองวิถีชีวิตซามูไรแห่งฟุกุชิมะที่ “ไอสึบุเกะยาชิกิ”

เมื่อเที่ยวชมภูเขาอีโมริจนเต็มอิ่ม รวมถึงไอสึ ซาซาเอโดะ (เอ็นสึซังโซโดะ) แล้ว ให้กลับไปยังป้ายรถบัสที่ใกล้ที่สุดคือ “อีโมริยามะชิตะ”
จากนั้นขึ้น “ไอสึบัส อากาเบะ” ไปยัง “หน้าไอสึบุเกะยาชิกิ” ใช้เวลาประมาณ 7 นาที
“ไอสึบุเกะยาชิกิ” เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ที่จำลองคฤหาสน์ของไซโก ทาโนโมะ ขุนนางอาวุโสแห่งแคว้นไอสึ พร้อมทั้งรวบรวมอาคารแบบดั้งเดิมและพิพิธภัณฑ์ที่ย้ายมาบูรณะไว้โดยรอบ
คฤหาสน์ของไซโก ทาโนโมะ เป็นบ้านซามูไรไม้ขนาดใหญ่ปูเสื่อทาทามิ มีห้องทั้งหมด 38 ห้อง รวมถึงห้องรับรองเจ้าแคว้น “โอนาริ โนะ มะ” และห้องนอนของขุนนางอาวุโส “โอคุอิจิ โนะ มะ”
ภายในยังมีเครื่องเรือนในสมัยนั้นและไดโอรามาหุ่นจำลองที่ถ่ายทอดทั้งชีวิตประจำวันและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ช่วยให้มองเห็นภาพวิถีชีวิตในอดีตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่รวบรวมเรื่องราวของไอสึไว้แน่นครบ
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่รวบรวมเรื่องราวของไอสึไว้แน่นครบ

11:50 ดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ของไอสึที่ “ปราสาทสึรุกะ”

หลังจากเที่ยวชมเรียบร้อยแล้ว ให้ไปที่ป้ายรถบัส “หน้าไอสึบุเกะยาชิกิ” และนั่งไปยัง “ทางเข้าปราสาทสึรุกะ” ซึ่งเป็นป้ายที่ใกล้ที่สุด จากป้ายนี้เดินต่ออีก 5 นาทีจะถึงปราสาทสึรุกะ
ปราสาทสึรุกะเป็นปราสาทที่ขึ้นชื่อเรื่องซากุระ และถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองไอสึวากามัตสึ ชื่อทางการคือวากามัตสึโจ และบางครั้งก็เรียกว่าไอสึโจ หรือไอสึวากามัตสึโจ
หอคอยปราสาทที่มุงกระเบื้องสีแดงซึ่งมีแห่งเดียวในญี่ปุ่น ยังคงถ่ายทอดความงดงามของปราสาทในยุคการปกครองแคว้นมาจนถึงปัจจุบัน
หอคอยที่เห็นในปัจจุบันได้รับการสร้างขึ้นใหม่ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กในปี 1965
ภายในหอคอยเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวากามัตสึโจเทนชูคาคุ ซึ่งจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้
จากหอคอยสามารถมองเห็นเมืองไอสึ รวมถึงภูเขาอีโมริที่เป็นสถานที่ซึ่งเบียคโคไตได้ปลิดชีพตนเอง
ลองเดินเล่นภายในบริเวณปราสาทและซึมซับทั้งประวัติศาสตร์และทิวทัศน์ของไอสึให้เต็มที่
ก่อนออกเดินทางไปจุดต่อไป อย่าลืมแวะชิมเมนูขึ้นชื่ออย่าง “ซอสคัตสึด้ง” ที่ร้านอาหารในระยะเดินถึงจากปราสาทสึรุกะ

“ปราสาทชื่อดังที่ตีได้ยาก” หนึ่งในร้อยปราสาทชื่อดังของญี่ปุ่น และหนึ่งในสามปราสาทเด่นของฟุกุชิมะ
“ปราสาทชื่อดังที่ตีได้ยาก” หนึ่งในร้อยปราสาทชื่อดังของญี่ปุ่น และหนึ่งในสามปราสาทเด่นของฟุกุชิมะ

14:00 สนุกกับการช้อปปิ้งและชิมของอร่อยบนถนนย้อนยุค

จากป้ายรถบัส “ทางเข้าปราสาทสึรุกะ” ซึ่งอยู่ใกล้ “ปราสาทสึรุกะ” ไปยังป้าย “หน้าสถานีนานุกะมาจิ” ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
จากหน้าสถานีนานุกะมาจิ เดินต่อประมาณ 3 นาทีจะถึง “ถนนนานุกะมาจิ”
ถนนนานุกะมาจิเป็นถนนที่เคยคึกคักในฐานะประตูฝั่งตะวันตกของเมืองปราสาท และเป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของไอสึ
ตลอดระยะทางประมาณ 800 เมตรจากสถานี JR นานุกะมาจิ ไปจนถึงถนนโนกุจิ ฮิเดโยะ เซชุน จะเรียงรายไปด้วยโกดังเก่า อาคารสไตล์ตะวันตกที่ชวนให้นึกถึงยุคไทโช และร้านค้าไม้แบบดั้งเดิม
หากเลี้ยวขวาที่แยกโอมาจิยตสึคาโดะจากถนนนานุกะมาจิ ก็จะเชื่อมต่อไปยังถนนโนกุจิ ฮิเดโยะ เซชุน
บริเวณที่เดินลงไปทางใต้เล็กน้อย จะมี “อดีตไคโยอิง” สถานที่ที่โนกุจิ ฮิเดโยะในวัยเด็กเคยเข้ารับการผ่าตัดรักษาแผลไฟไหม้ที่มือ ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์โนกุจิ ฮิเดโยะ เซชุนคัง
ลองเดินแวะร้านค้าและคาเฟ่ พร้อมตามรอยสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับโนกุจิ ฮิเดโยะกัน

เดินเล่นสบาย ๆ บนถนนย้อนยุคได้ตามใจชอบ
เดินเล่นสบาย ๆ บนถนนย้อนยุคได้ตามใจชอบ

15:30 ซื้อสาเกท้องถิ่นเป็นของฝากที่ “ซุเอฮิโระ ชูโซ คาเอกุระ”

เมื่อเดินลงไปทางใต้จากถนนนานุกะมาจิเล็กน้อย ก็จะพบกับโรงสาเกเก่าแก่ “ซุเอฮิโระ ชูโซ คาเอกุระ” ที่ก่อตั้งในปี 1850 โดดเด่นด้วยบรรยากาศสง่างามสะดุดตา แม้ในไอสึวากามัตสึซึ่งมีโกดังเก่าอยู่มากมาย
จนถึงปัจจุบัน ที่นี่ยังคงยึดหลัก 3 ประการของสาเกท้องถิ่น ได้แก่ “หนึ่ง น้ำสำหรับหมักที่อร่อยตามธรรมชาติ” “สอง ทักษะช่างหมักสาเกไอสึที่สืบทอดกันมา” และ “สาม ข้าวสำหรับทำสาเกที่เติบโตบนผืนดินเดียวกับแหล่งน้ำที่ใช้หมัก” พร้อมผลิตสาเกที่หยั่งรากอยู่กับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
อาคารส่วนใหญ่ของคาเอกุระได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรม และยังเคยได้รับเลือกให้เป็นอันดับต้น ๆ ในการจัดอันดับ “โรงสาเกญี่ปุ่นที่น่าไปเยือนและสนุกที่สุดทั่วประเทศ”
มาถึงที่นี่แล้ว จะซื้อสาเกท้องถิ่นเป็นของฝากก็ได้ หรือจะเข้าร่วมทัวร์ชมโรงหมักสาเกฟรี รวมถึงลองชิมกาแฟที่ชงด้วยน้ำสำหรับหมัก และชิฟฟอนเค้กที่ใช้ไดกินโจก็น่าสนใจ

จิตวิญญาณแห่งการทำสาเกที่สืบทอดต่อกันมา
จิตวิญญาณแห่งการทำสาเกที่สืบทอดต่อกันมา

17:40 เข้าพักที่ “มุคาอิตากิ” ในฮิงาชิยามะออนเซ็น

จากป้ายรถบัสที่ใกล้ถนนนานุกะมาจิมากที่สุดคือ “หน้าสถานีนานุกะมาจิ” ให้ขึ้น “ไอสึบัส ไฮคาระซัง” ไปยัง “สถานีฮิงาชิยามะออนเซ็น”
เมื่อลงจากรถบัส ก็จะมาถึงฮิงาชิยามะออนเซ็น ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “ห้องรับแขกชั้นในของไอสึ”
ที่นี่รายล้อมด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และได้รับความนิยมในฐานะแหล่งออนเซ็นอันเงียบสงบที่ช่วยให้ลืมความวุ่นวายของเมืองใหญ่ได้
ริมแม่น้ำยุกาวะที่ไหลผ่านย่านออนเซ็น ยังมีเรียวกังสมัยแคว้นไอสึที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชาติหลงเหลืออยู่ สะท้อนบรรยากาศอันงดงามนุ่มลึกของเมืองออนเซ็นแห่งนี้
คืนแรกแนะนำให้เข้าพักที่ “มุคาอิตากิ” ซึ่งตั้งอยู่ในฮิงาชิยามะออนเซ็นและเต็มไปด้วยเสน่ห์
ที่นี่เป็นเรียวกังออนเซ็นเก่าแก่ระดับตัวแทนของฮิงาชิยามะออนเซ็น เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสบรรยากาศโรงแรมออนเซ็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่างเต็มอิ่ม

อาคารที่ขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมแบบมีรูปธรรม ให้คุณสัมผัสเสน่ห์เรียวกังออนเซ็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม
อาคารที่ขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมแบบมีรูปธรรม ให้คุณสัมผัสเสน่ห์เรียวกังออนเซ็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม

วันที่ 2: เพลิดเพลินกับแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงบรรยากาศยุคเอโดะไว้

วันที่ 2 เป็นเส้นทางเหมือนได้ย้อนเวลาหลายร้อยปี โดยเริ่มจาก “สถานีไอสึวากามัตสึ” ไปชมเมืองเก่าอันงดงามของ “คิตะคาตะ” และบ้านหลังคาฟางเรียงรายของ “โออุจิจูกุ” ที่ยังคงบรรยากาศยุคเอโดะไว้
ระหว่างทางก็จะได้สัมผัสทั้งอาหารท้องถิ่น และปิดท้ายด้วยการผ่อนคลายในออนเซ็นกัน

9:00 เริ่มต้นจากฮิงาชิยามะออนเซ็น

วันที่ 2 ให้นั่งรถบัสจากฮิงาชิยามะออนเซ็นไปยังสถานี JR ไอสึวากามัตสึ
จากนั้นขึ้นสาย JR บันเอ็ตสึไซเซ็น ไปยังสถานี JR คิตะคาตะ แล้วเดินต่อประมาณ 10 นาทีจะถึงจุดหมายถัดไป

เริ่มต้นจากฮิงาชิยามะออนเซ็นที่มีเสน่ห์ไม่ใช่แค่ออนเซ็น แต่รวมถึงทิวทัศน์สวยงามของเมืองออนเซ็นด้วย
เริ่มต้นจากฮิงาชิยามะออนเซ็นที่มีเสน่ห์ไม่ใช่แค่ออนเซ็น แต่รวมถึงทิวทัศน์สวยงามของเมืองออนเซ็นด้วย

10:20 เดินเล่นชม “ย่านโกดังเมืองคิตะคาตะ” ที่อบอวลด้วยบรรยากาศย้อนยุค

เมืองคิตะคาตะมีเสน่ห์จากโกดังมากกว่า 4,000 แห่งที่เรียงรายอยู่ทั่วเมือง ให้ความรู้สึกหนักแน่นและชวนหวนถึงอดีต
โดยเฉพาะ “ถนนโอตะสึกิ คุระโดริ” และ “ย่านการค้าเรโทรโยโกะโจ (ถนนฟุเระไอ)” ซึ่งได้รับเลือกเป็นเขตอนุรักษ์กลุ่มอาคารดั้งเดิมสำคัญ ทำให้สามารถสัมผัสบรรยากาศตั้งแต่ปลายยุคเอโดะ (1603–1868) ไปจนถึงยุคไทโช (1912–1926) ได้อย่างชัดเจน
โกดังบางแห่งเปิดเป็นร้านค้า จึงสามารถเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งและชิมอาหารได้ด้วย
ลองเดินเล่นในเมืองคิตะคาตะ พร้อมเปรียบเทียบรูปแบบโกดังหลากหลายประเภทไปด้วย
ถ้าเริ่มหิวระหว่างเดินเที่ยว อย่าลืมแวะชิม “คิตะคาตะราเม็ง” หนึ่งในสามราเม็งชื่อดังของญี่ปุ่นคู่กับซัปโปโรราเม็งและฮากาตะราเม็ง

ลองเดินชมและเปรียบเทียบโกดังที่เรียงรายอยู่สองข้างทางกัน
ลองเดินชมและเปรียบเทียบโกดังที่เรียงรายอยู่สองข้างทางกัน

13:50 ย้อนเวลากลับสู่ยุคเอโดะที่ “โออุจิจูกุ”

หลังจากเที่ยวชมย่านโกดังเมืองคิตะคาตะและอิ่มอร่อยกับคิตะคาตะราเม็งแล้ว ให้เดินกลับไปยังสถานี JR คิตะคาตะ และต่อรถไฟไปยังสถานียุโนะคามิออนเซ็น
จากสถานียุโนะคามิออนเซ็น นั่งแท็กซี่ประมาณ 10 นาทีจะถึง “โออุจิจูกุ”
“โออุจิจูกุ” เป็นหมู่บ้านที่ยังคงบรรยากาศเมืองสมัยเอโดะไว้อย่างครบถ้วน โดยมีบ้านพื้นเมืองหลังคาฟางมากกว่า 30 หลังเรียงรายอยู่
เมื่อประมาณ 400 ปีก่อน ที่นี่เคยรุ่งเรืองในฐานะเมืองที่พักแรมบนเส้นทางไอสึนิชิไคโด ปัจจุบันชาวบ้านยังช่วยกันอนุรักษ์ภูมิทัศน์ดั้งเดิมไว้ภายใต้หลัก 3 ข้อในกฎชุมชน คือ “ไม่ขาย ไม่ให้เช่า และไม่รื้อทำลาย”
ทัศนียภาพอันล้ำค่านี้ได้รับเลือกให้เป็นเขตอนุรักษ์กลุ่มอาคารดั้งเดิมสำคัญของชาติ
บ้านหลายหลังเปิดเป็นร้านค้า มีทั้งร้านโซบะที่เสิร์ฟเมนูขึ้นชื่ออย่าง “เนงิโซบะ” ร้านขนมหวาน และร้านขายของฝากกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
ถ้ามาถึงโออุจิจูกุแล้ว อยากให้ลองชิม “เนงิโซบะ” เมนูดังประจำที่นี่ด้วย

สถานที่ที่ยังคงทิวทัศน์เมืองยุคเอโดะไว้ครบถ้วน ให้ความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลา
สถานที่ที่ยังคงทิวทัศน์เมืองยุคเอโดะไว้ครบถ้วน ให้ความรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลา

15:50 ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางด้วยออนเซ็นแบบไปเช้าเย็นกลับที่ “ยุโนะคามิออนเซ็น”

หลังจากเที่ยวโออุจิจูกุจนเต็มอิ่มแล้ว ให้นั่งรถบัสไปยังจุดหมายสุดท้ายของเส้นทางตัวอย่าง “ยุโนะคามิออนเซ็น”
ยุโนะคามิออนเซ็นเป็นเมืองออนเซ็นเงียบสงบที่อยู่ติดกับสถานียุโนะคามิออนเซ็นของรถไฟไอสึ ซึ่งมีชื่อเสียงจากอาคารสถานีหลังคาฟาง
ที่นี่ตั้งอยู่ริมช่องเขาลึกของหุบเขาโอกาวะ และคึกคักในฐานะแหล่งพักฟื้นด้วยน้ำพุร้อนมาตั้งแต่อดีต
ย่านออนเซ็นตั้งอยู่ริมแม่น้ำอากะ และยังเป็นที่รู้จักว่ามีบ่อแช่กลางแจ้งวิวสวยจำนวนมากที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์แม่น้ำได้
ปิดท้ายทริปฟุกุชิมะด้วยการแช่บ่อแช่เท้าและออนเซ็นเพื่อคลายความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันกัน

เมืองออนเซ็นแสนสงบที่ให้คุณเพลิดเพลินกับความงามของหุบเขาในแต่ละฤดูกาล
เมืองออนเซ็นแสนสงบที่ให้คุณเพลิดเพลินกับความงามของหุบเขาในแต่ละฤดูกาล

3 เมนูอาหารท้องถิ่นที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวฟุกุชิมะ

ฟุกุชิมะมีอาหารท้องถิ่นที่พัฒนาเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่มากมาย
เมนูที่หาทานได้ทั่วญี่ปุ่นอย่างเกี๊ยวซ่า ราเม็ง และยากิโซบะ เมื่อมาอยู่ที่ฟุกุชิมะก็มีรสชาติและสไตล์ที่ต่างออกไป อยากให้ลองชิมกันดู
ด้านล่างนี้คืออาหารท้องถิ่นเด่น ๆ ของฟุกุชิมะที่คัดมาแนะนำ

1. คิตะคาตะราเม็ง

“คิตะคาตะราเม็ง” เป็นหนึ่งในสามราเม็งชื่อดังของญี่ปุ่น เคียงคู่กับ “ซัปโปโรราเม็ง” และ “ฮากาตะราเม็ง”
โดยทั่วไปจะเป็นซุปโชยุรสเบา แต่ก็มีร้านที่เสิร์ฟซุปผสมน้ำซุปกระดูกหมูกับน้ำซุปปลาแห้ง รวมถึงซุปเกลือหรือซุปมิโสะด้วย ทำให้เมนูนี้ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เส้นมีเอกลักษณ์เป็นเส้นใหญ่หยัก ๆ และมีเนื้อสัมผัสนุ่ม
มักโรยหน้าด้วยชาชูชิ้นใหญ่ ต้นหอม และเม็มมะ เป็นต้น
ถ้ามีโอกาส ลองชิมคิตะคาตะราเม็งหลาย ๆ ร้านเพื่อเปรียบเทียบรสชาติซุปที่แตกต่างกันก็น่าสนุกไม่น้อย

“คิตะคาตะราเม็ง” หนึ่งในสามราเม็งชื่อดังของญี่ปุ่น
“คิตะคาตะราเม็ง” หนึ่งในสามราเม็งชื่อดังของญี่ปุ่น

2. เอ็มบังเกี๊ยวซ่า

“เอ็มบังเกี๊ยวซ่า” คือเกี๊ยวซ่าชิ้นเล็กที่นำมาเรียงแน่นในกระทะแล้วทอด ก่อนคว่ำเสิร์ฟลงจานทั้งแผ่นในสภาพเดิม
ด้วยรูปลักษณ์สะดุดตาคล้ายจานบิน สีเหลืองทองที่ทอดจนกรอบหอม และกลิ่นหอมชวนกิน ทำให้กลายเป็นโซลฟู้ดของฟุกุชิมะที่น่าลองมาก
เพราะใส่ผักอย่างจุใจ จึงอิ่มได้เต็มที่แต่ยังให้สัมผัสเบาและทานง่าย แต่ละชิ้นก็มีขนาดพอดีคำจนหยุดคีบไม่ได้
จะกินคู่ข้าวสวยหรือเข้ากับเบียร์ก็ดี เป็นอาหารท้องถิ่นที่คนทุกเพศทุกวัยชื่นชอบ

อีกหนึ่งจุดเด่นของเอ็มบังเกี๊ยวซ่าคือหน้าตาที่ดูสะดุดตา
อีกหนึ่งจุดเด่นของเอ็มบังเกี๊ยวซ่าคือหน้าตาที่ดูสะดุดตา

3. นามิเอะยากิโซบะ

“นามิเอะยากิโซบะ” เป็นยากิโซบะท้องถิ่นที่ถือกำเนิดขึ้นในเมืองนามิเอะ จังหวัดฟุกุชิมะ ช่วงกลางศตวรรษที่ 20
ญี่ปุ่นมีเมนูยากิโซบะท้องถิ่นอยู่หลายแห่งและแต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์ต่างกัน แต่ “นามิเอะยากิโซบะ” โดดเด่นด้วยเส้นหนาพิเศษคล้ายอุด้งและซอสเข้มข้น
เดิมทีเมนูนี้ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพลังงานให้ผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ ความกรุบของถั่วงอก ความหอมของหมู และเส้นเหนียวนุ่มหนึบหนับเข้ากันได้อย่างลงตัว
ซอสสีเข้มก็ชวนสะดุดตา จึงเป็นอีกจานที่อยากแนะนำให้ลองเมื่อมาเยือนฟุกุชิมะ เพื่อเก็บเป็นความทรงจำดี ๆ ของทริปนี้

เพลิดเพลินกับเส้นหนาพิเศษและเครื่องที่คลุกเคล้ากับซอสเข้มข้นอย่างเต็มที่
เพลิดเพลินกับเส้นหนาพิเศษและเครื่องที่คลุกเคล้ากับซอสเข้มข้นอย่างเต็มที่

จุดชมซากุระที่ห้ามพลาดหากมาเที่ยวฟุกุชิมะในฤดูใบไม้ผลิ

ถ้ามาเที่ยวฟุกุชิมะในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่มีจุดชมซากุระอยู่มากมาย ก็อยากให้เพิ่มแผนชมดอกไม้เข้าไปในทริปด้วย
“โทระโนะโอะซากุระ” ที่วัดโฮโยจิในพื้นที่ไอสึ เป็นซากุระเก่าแก่ที่เชื่อกันว่าปลูกมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 9 และมีลักษณะหายากตรงที่มีกลีบดอกยื่นออกมาจากกลางดอก จึงน่าชมมาก
“สวนไคเซย์ซัง” ในเมืองโคริยามะ เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิจะมีซากุระบานสะพรั่งประมาณ 1,300 ต้น และสามารถเพลิดเพลินกับการชมดอกไม้ควบคู่ไปกับการเดินเล่นรอบ “ทะเลสาบอิซุสึ” และ “ศาลเจ้าไคเซย์ซังไดจิงกู”
ส่วน “มิฮารุ ทากิซากุระ” ที่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี และเป็นหนึ่งในสามซากุระที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น จะให้ภาพกิ่งก้านที่ย้อยลงพร้อมดอกสีชมพูอ่อนแผ่ขยายไปทุกทิศ ดูงดงามอลังการมาก
วันเริ่มบาน วันบานเต็มที่ และช่วงเวลาชมซากุระที่ดีที่สุดโดยเฉลี่ยของฟุกุชิมะแสดงไว้ในตารางด้านล่าง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ อุณหภูมิ และแต่ละจุดท่องเที่ยว ดังนั้นก่อนออกเดินทางควรตรวจสอบข้อมูลการบานอีกครั้ง

วันเริ่มบาน
7 เมษายน
วันบานเต็มที่
11 เมษายน
ช่วงเวลาชมซากุระที่ดีที่สุด
11 เมษายน–17 เมษายน
โทระโนะโอะซากุระ หนึ่งในห้าซากุระชื่อดังของไอสึ
โทระโนะโอะซากุระ หนึ่งในห้าซากุระชื่อดังของไอสึ
สวนไคเซย์ซังที่สามารถเดินชมแนวซากุระสวยงามได้อย่างเพลิดเพลิน
สวนไคเซย์ซังที่สามารถเดินชมแนวซากุระสวยงามได้อย่างเพลิดเพลิน
มิฮารุ ทากิซากุระที่งดงามยิ่งขึ้นเมื่ออยู่คู่กับทุ่งดอกนาโนะฮานะ
มิฮารุ ทากิซากุระที่งดงามยิ่งขึ้นเมื่ออยู่คู่กับทุ่งดอกนาโนะฮานะ

จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่แต่งแต้มฤดูใบไม้ร่วงของฟุกุชิมะ

ถ้ามาเที่ยวฟุกุชิมะในฤดูใบไม้ร่วง อยากให้หาโอกาสแวะไปยังจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีด้วย
คุณจะได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามกว่าฤดูอื่น ๆ อีกขั้น
โดยเฉพาะ “บันไดอาซุมะสกายไลน์” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน “100 ถนนสวยของญี่ปุ่น” นั้นมีชื่อเสียงมาก
ไม่ว่าจะเป็นวิวไล่เฉดสีของใบไม้เปลี่ยนสี หรือภาพใบไม้ที่แผ่กว้างเมื่อมองจากสะพานสูงประมาณ 84 เมตรเหนือก้นหุบเขา ความงามที่ได้เห็นจะแตกต่างกันไปตามจุดและช่วงเวลาที่ไปเยือน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของที่นี่
นอกจากนี้ “ภูเขาอาดาตาระ” ที่สามารถนั่งกระเช้าชมภูเขาทั้งลูกแต่งแต้มด้วยสีสันฤดูใบไม้ร่วง และ “โกะชิคินุมะ” ที่ได้ชมการจับคู่กันอย่างงดงามของผืนน้ำลึกลับกับใบไม้เปลี่ยนสี ก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน
หลายจุดจะเข้าสู่ช่วงสวยที่สุดโดยเฉลี่ยตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน แต่ช่วงเวลาจริงอาจเลื่อนขึ้นหรือลงตามสภาพอากาศ อุณหภูมิ และแต่ละสถานที่
หากอยากเห็นใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ อย่าลืมตรวจสอบช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนออกเดินทาง

บันไดอาซุมะสกายไลน์ ที่สามารถเพลิดเพลินกับใบไม้เปลี่ยนสีระหว่างขับรถได้
บันไดอาซุมะสกายไลน์ ที่สามารถเพลิดเพลินกับใบไม้เปลี่ยนสีระหว่างขับรถได้
ภูเขาอาดาตาระที่ทั้งภูเขาถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี
ภูเขาอาดาตาระที่ทั้งภูเขาถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี
โกะชิคินุมะ ที่มีผืนน้ำลึกลับและใบไม้เปลี่ยนสีสวยงามน่าประทับใจ
โกะชิคินุมะ ที่มีผืนน้ำลึกลับและใบไม้เปลี่ยนสีสวยงามน่าประทับใจ

หากมาเที่ยวฟุกุชิมะในฤดูหนาว อย่าลืมเพลิดเพลินกับทิวทัศน์หิมะแสนงามของไอสึ

ถ้ามาเที่ยวฟุกุชิมะในฤดูหนาว ภาพที่อยากให้หาโอกาสไปเห็นคือทิวทัศน์หิมะของไอสึ
พื้นที่ไอสึของฟุกุชิมะขึ้นชื่อว่าเป็นเขตหิมะตกหนัก
แม้ปริมาณหิมะจะต่างกันเล็กน้อยตามพื้นที่และแต่ละปี แต่โดยทั่วไปในฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุมเป็นพื้นฐาน
จึงมีจุดชมวิวหิมะสวย ๆ อยู่มากมาย และทำให้ไอสึในฤดูหนาวมีเสน่ห์แตกต่างจากฤดูอื่นอย่างชัดเจน
ช่วงที่มีหิมะมักอยู่ระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ โดยบางปีอาจเริ่มมีหิมะตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และหากหิมะละลายช้าก็อาจคงอยู่จนถึงมีนาคมหรือเมษายน
ถ้ามาเที่ยวฟุกุชิมะในฤดูหนาว อย่าพลาดออกไปชมทิวทัศน์หิมะอันงดงามกัน

“ปราสาทสึรุกะ” ความงามดุจชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์

ที่ “ปราสาทสึรุกะ” ซึ่งอยู่ในเส้นทางตัวอย่างนี้เช่นกัน เมื่อเข้าสู่ช่วงหิมะตกก็จะได้เห็นทิวทัศน์หิมะที่สวยงามมาก
หอคอยปราสาทสีขาวโพลนที่กระเบื้องสีแดงถูกหิมะปกคลุม ต้นสนที่มีหิมะเกาะ และท้องฟ้าสีฟ้าเบื้องหลัง ล้วนช่วยสร้างบรรยากาศอันสง่างามน่าเกรงขาม
ยามค่ำคืน ปราสาทสึรุกะที่ปกคลุมด้วยหิมะยังมีการประดับไฟ กลายเป็นภาพทิวทัศน์สุดโรแมนติกชวนฝัน

ปราสาทสึรุกะในชุดหิมะขาวงดงาม
ปราสาทสึรุกะในชุดหิมะขาวงดงาม

“สาย JR ทาดามิ” ทิวทัศน์งดงามราวภาพวาด

สาย JR ทาดามิ เป็นเส้นทางรถไฟยาวประมาณ 135.2 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างสถานีไอสึวากามัตสึในจังหวัดฟุกุชิมะ กับสถานีโคอิเดะในจังหวัดนีงาตะ
รถไฟวิ่งเลียบหุบเขาแม่น้ำทาดามิที่ลึกกลางขุนเขา ทำให้ผู้โดยสารสามารถชมทิวทัศน์ทั้งสี่ฤดูจากหน้าต่างรถไฟได้ ไม่ว่าจะเป็นซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ความเขียวขจีในฤดูร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง และหิมะในฤดูหนาว
ภายในขบวนยังมีความเพลิดเพลินอื่น ๆ เตรียมไว้ เช่น การวิ่งช้าในจุดชมวิว เสียงไกด์แนะนำจุดเด่น และการจำหน่ายสินค้าพิเศษท้องถิ่น
ในบรรดาวิวสวยมากมายตลอดเส้นทาง จุดที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษคือสะพานทาดามิกาวะแห่งที่ 1
หุบเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะซึ่งมองเห็นจากหน้าต่างรถไฟบริเวณสะพานทาดามิกาวะแห่งที่ 1 นั้นงดงามสมคำร่ำลือจริง ๆ

เพลิดเพลินกับวิวฤดูหนาวอันตระการตาจากหน้าต่างรถไฟ
เพลิดเพลินกับวิวฤดูหนาวอันตระการตาจากหน้าต่างรถไฟ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวฟุกุชิมะ

Q

ฤดูไหนเหมาะสำหรับการเที่ยวฟุกุชิมะ?

A

หากอยากชมซากุระ แนะนำฤดูใบไม้ผลิ หากอยากชมใบไม้เปลี่ยนสี แนะนำฤดูใบไม้ร่วง และหากอยากเห็นเมืองหรือซากปราสาทในบรรยากาศหิมะ แนะนำฤดูหนาว

Q

มีแหล่งท่องเที่ยวในฟุกุชิมะแห่งไหนที่เหมาะสำหรับทริปครอบครัว?

A

ทั้ง “สปารีสอร์ตฮาวายอันส์” และ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสิ่งแวดล้อมอคว้ามารีน ฟุกุชิมะ” เป็นสถานที่ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สนุกได้ด้วยกัน

Q

การไปเที่ยวฟุกุชิมะมีโอกาสได้รับรังสีหรือไม่?

A

จากการที่คณะกรรมการวิทยาศาสตร์แห่งสหประชาชาติประกาศในปี 2021 ว่า “ยังไม่มีรายงานการเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งจากผลกระทบของการได้รับรังสีในประชาชนของจังหวัด” จึงกล่าวได้ว่าแม้จะเดินทางไปเที่ยวก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการได้รับรังสี

บทสรุป

บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ก่อนเที่ยวฟุกุชิมะ รวมถึงเส้นทางตัวอย่างที่ช่วยให้เที่ยวได้เต็มอิ่มแม้มีเวลาจำกัด
เมื่อได้มาเยือนฟุกุชิมะ คุณน่าจะได้พบทั้งทิวทัศน์ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ความงามแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น และอาหารรสเลิศมากมาย
หากอยากรู้จักแหล่งท่องเที่ยวของฟุกุชิมะให้มากขึ้น ลองอ่านบทความนี้ต่อควบคู่กันได้เลย