กลิ่นไม้หอมที่ลอยอ่อน ๆ จากควันบาง ๆ คือเสน่ห์ที่ผู้คนในญี่ปุ่นคุ้นเคยกันมานาน—“ธูปหอม” จึงเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างหนึ่งที่เพลิดเพลินกับกลิ่นหอมจากการเผาไม้หอมและพืชต่าง ๆ
มีการถ่ายทอดเข้ามาพร้อมพุทธศาสนามากกว่า 1,400 ปีก่อน เดิมใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนา แต่ต่อมาก็ค่อย ๆ แพร่ไปในหมู่ชนชั้นขุนนาง
ในสมัยเฮอัน (ค.ศ. 794–1185) ธรรมเนียมการอบกลิ่นหอมให้ติดเสื้อผ้าหรือให้ห้องมีกลิ่นหอมเป็นที่นิยมและฝังรากในหมู่ขุนนาง
เมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) ธูปหอมแพร่หลายไปสู่ชาวเมือง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขุนนางหรือซามูไร
ช่วงนี้เริ่มมีการทำ “เครื่องมือสำหรับชื่นชมกลิ่น” และจัดระเบียบมารยาทการเสพกลิ่น จนวัฒนธรรมในฐานะ “โคโด (Kodo)” ค่อย ๆ ก่อรูปชัดเจน
ไม้หอมที่เป็นตัวแทนมี 3 ชนิด ได้แก่ จิงโก (Jinko) บยักคุดัน (Byakudan) และคยาระ (Kyara)
บางชนิดเป็นวัสดุหายาก และถูกแปรรูปเป็นรูปแบบหลากหลายตามการใช้งาน
รูปทรงของไม้หอมบางครั้งจะเลือกใช้ให้สอดคล้องกับแนวคิด “ฮาเระ” และ “เคะ” ที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาตั้งแต่โบราณ
“ฮาเระ” หมายถึงวันพิเศษ เช่น เทศกาลหรือพิธีการ ส่วน “เคะ” หมายถึงวันปกติในชีวิตประจำวัน
ไม้หอมที่รูปทรงไม่สม่ำเสมอมักมีราคาย่อมเยา ใช้เป็น “ธูปของเคะ” สำหรับใช้เป็นประจำ ส่วนไม้หอมที่จัดแต่งรูปทรงให้สวยงามจะใช้เป็น “ธูปของฮาเระ” สำหรับวันพิเศษ
ธูปหอมมีหลายประเภท เช่น “เซนโก (Senko)” แบบแท่ง แบบทรงกรวย รวมถึง “ถุงหอม” ที่เพลิดเพลินกับกลิ่นได้โดยไม่ต้องใช้ไฟ เป็นต้น
แม้ในญี่ปุ่นปัจจุบันก็ยังนำมาใช้ในหลากหลายสถานการณ์ของชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อต้องการปรับอารมณ์ให้สงบหรือสร้างบรรยากาศให้กับสถานที่