【คู่มือท่องเที่ยวญี่ปุ่น】สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม จุดเช็กอินคลาสสิก และอาหารที่ไม่ควรพลาดสำหรับทริปแรก

【คู่มือท่องเที่ยวญี่ปุ่น】สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม จุดเช็กอินคลาสสิก และอาหารที่ไม่ควรพลาดสำหรับทริปแรก

อัปเดต :
เขียนโดย:  GOOD LUCK TRIP

ถ้ากำลังมองหาจุดหมายที่เที่ยวได้หลากหลาย ญี่ปุ่นก็มักเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง ทั้งจุดชมวิวสวยงามที่เปลี่ยนบรรยากาศไปตามฤดูกาล อาหารรสเลิศ รวมถึงสถานที่ที่ให้สัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมและประวัติศาสตร์
บทความนี้จะพาไปรู้จักเสน่ห์ของญี่ปุ่น พร้อมแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม จุดชมวิวสวย ๆ และข้อมูลสำคัญที่ควรรู้เพื่อให้เที่ยวญี่ปุ่นได้อย่างเต็มอิ่ม
สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยไปญี่ปุ่น บทความนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความรู้จักประเทศนี้
ส่วนใครที่เคยไปญี่ปุ่นมาแล้ว การอ่านบทความนี้อาจช่วยให้คุณได้พบเสน่ห์และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยรู้จักมาก่อน

ญี่ปุ่น ดินแดนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์หลากหลายทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอาหาร

หากมองภาพรวม ญี่ปุ่นคือจุดหมายที่มีเสน่ห์หลายด้านในประเทศเดียว ประกอบด้วยเกาะฮอกไกโด ฮอนชู ชิโกกุ คิวชู โอกินาวะ และเกาะเล็กเกาะน้อยโดยรอบ จึงเป็นประเทศหมู่เกาะอย่างแท้จริง
ญี่ปุ่นมี 4 ฤดูกาลในรอบ 1 ปี ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว
ลักษณะเด่นคือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลค่อนข้างชัดเจนทุก ๆ 3 เดือน ทำให้ทิวทัศน์ธรรมชาติและอาหารตามฤดูกาลที่ได้พบในแต่ละช่วงแตกต่างกันออกไป
แม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเดียวกัน แต่ก็ให้เสน่ห์ต่างกันไปตามฤดูกาล
ญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงทะเลล้อมรอบเท่านั้น แต่ยังมีภูเขามากมาย จึงมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่หลากหลายให้เพลิดเพลิน
ส่วนเมืองเก่า สิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเฉพาะตัวของญี่ปุ่น เช่น ซับคัลเจอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญ
อีกสิ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่นก็คืออาหารญี่ปุ่น
อย่าลืมลองสัมผัสวัฒนธรรมอาหารและเมนูท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคด้วย
ญี่ปุ่นยังเป็นที่รู้จักทั่วโลกว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง จึงเที่ยวได้อย่างสบายใจ
แม้ระยะเวลาเดินทางจะแตกต่างกันไปตามสนามบินที่ใช้ แต่จากไต้หวันสามารถเดินทางไปโตเกียวได้ในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
หากคุณยังไม่เคยไปญี่ปุ่น ลองใช้บทความนี้เป็นแนวทางวางแผนทริป เพื่อออกไปสัมผัสประเทศที่ทั้งเดินทางสะดวก ปลอดภัย และเต็มไปด้วยเสน่ห์หลากหลายแห่งนี้

มาสัมผัสประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติในแบบฉบับญี่ปุ่นกัน
มาสัมผัสประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติในแบบฉบับญี่ปุ่นกัน

ทำความรู้จัก 8 ภูมิภาคและ 47 จังหวัดของญี่ปุ่นที่ควรรู้ก่อนเดินทาง

ก่อนวางแผนเที่ยว ลองทำความรู้จักภาพรวมของญี่ปุ่นกันสักนิด ประเทศนี้แบ่งออกเป็น 8 ภูมิภาค และ 47 จังหวัดที่ประกอบกันเป็นแต่ละภูมิภาค
หากทำความเข้าใจลักษณะเด่นของแต่ละภูมิภาค รวมถึงฮอกไกโดและโอกินาวะจากตารางด้านล่าง ก็จะช่วยให้คุณเลือกจุดหมายที่ถูกใจและวางแผนทริปได้ง่ายขึ้น

ฮอกไกโด
ฮอกไกโดตั้งอยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น เป็นเกาะที่มีพื้นที่คิดเป็นประมาณ 20% ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ อุดมไปด้วยธรรมชาติ และขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อยมากมาย ทั้งอาหารทะเลสดจากทะเลรอบเกาะ รวมถึงผลิตภัณฑ์นมอย่างนมและเนยจากการทำปศุสัตว์
ภูมิภาคโทโฮคุ
ภูมิภาคโทโฮคุตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยจังหวัดอาโอโมริ อาคิตะ อิวาเตะ มิยางิ ยามากาตะ และฟุกุชิมะ มีทั้งปราสาทฮิโรซากิซึ่งเป็นจุดชมซากุระชื่อดัง และโออุจิจูกุ เมืองเก่าสมัยเอโดะที่ยังคงบรรยากาศดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าประทับใจ
ภูมิภาคคันโต
ภูมิภาคคันโตตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยจังหวัดอิบารากิ โทจิงิ กุนมะ ไซตามะ ชิบะ โตเกียว และคานางาวะ โตเกียวซึ่งเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นมีประชากรมากและเป็นศูนย์กลางของกระแสนิยม นอกจากนี้ยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น โรงงานปั่นไหมโทมิโอกะและศาลเจ้านิกโก้โทโชกู ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ภูมิภาคชูบุ
ภูมิภาคชูบุตั้งอยู่ตอนกลางของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยจังหวัดยามานาชิ นากาโนะ กิฟุ ชิซูโอกะ และไอจิ โดยมีนครนาโกย่าเป็นเมืองใหญ่ที่สุด และยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่น และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
ภูมิภาคโฮคุริคุ
ภูมิภาคโฮคุริคุตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของเกาะฮอนชู หันหน้าออกสู่ทะเลญี่ปุ่น ประกอบด้วยจังหวัดนีงาตะ โทยามะ อิชิกาวะ และฟุกุอิ ที่นี่มีทั้งเส้นทางท่องเที่ยวภูเขาขนาดใหญ่ระดับโลกอย่างเส้นทางอัลไพน์ทาเทยามะคุโรเบะ และหมู่บ้านกัสโชสึคุริที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ให้คุณได้ชมทิวทัศน์งดงามในแบบญี่ปุ่น
ภูมิภาคคันไซ
ภูมิภาคคันไซตั้งอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยโอซาก้า เกียวโต เฮียวโงะ ชิงะ นารา วากายามะ และมิเอะ เดิมเคยเป็นศูนย์กลางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงมีอาคารประวัติศาสตร์กระจายอยู่มากมาย อีกทั้งยังมีอาหารอร่อยจำนวนมาก โดยเฉพาะโอซาก้าที่ได้รับฉายาว่าเป็น “เมืองแห่งการกิน”
ภูมิภาคชูโกกุ
ภูมิภาคชูโกกุตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยจังหวัดทตโตริ ชิมาเนะ โอกายามะ ฮิโรชิมะ และยามากุจิ มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น เนินทรายทตโตริซึ่งเป็นเนินทรายที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และศาลเจ้าอิซุโมะไทฉะที่มีชื่อเสียงด้านการขอพรเรื่องความรัก พื้นที่ด้านใต้ติดกับทะเลเซโตะใน จึงมีทั้งวิวสวยและอาหารทะเลรสเยี่ยม
ภูมิภาคชิโกกุ
ภูมิภาคชิโกกุเป็นเกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ประกอบด้วยจังหวัดโทคุชิมะ คางาวะ เอฮิเมะ และโคจิ มีแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังมากมาย เช่น โดโกะออนเซ็นที่มีประวัติยาวนาน และหุบเขาอิยะในจังหวัดโทคุชิมะซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 ดินแดนลึกลับของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีอาหารอร่อยอย่างอาหารทะเลจากทะเลเซโตะใน และซานุกิอุด้งของจังหวัดคางาวะที่ขึ้นชื่อเรื่องเส้นเหนียวนุ่ม
ภูมิภาคคิวชู
ภูมิภาคคิวชูเป็นเกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่เกาะญี่ปุ่น ประกอบด้วยจังหวัดฟุกุโอกะ ซางะ นางาซากิ โออิตะ คุมาโมโตะ มิยาซากิ และคาโงชิมะ ส่วนใหญ่มีภูมิอากาศกึ่งร้อนชื้น และมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย ทั้งภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น น้ำพุร้อนธรรมชาติ และชายหาด โดยยากุชิมะซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ถือเป็นจุดหมายเด่นสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่
ภูมิภาคโอกินาวะ
จังหวัดโอกินาวะตั้งอยู่ใต้สุดของญี่ปุ่น ประกอบด้วยเกาะหลักและเกาะห่างไกลอีก 160 เกาะ ทะเลสีฟ้ามรกตและชายหาดที่สวยจนแทบลืมหายใจคือเสน่ห์สำคัญ บนเกาะรอบ ๆ ยังมีชายหาดน้ำใสระดับวิวสุดอลังการกระจายอยู่มากมาย ส่วนเกาะหลักนอกจากจุดชมวิวธรรมชาติอันยิ่งใหญ่แล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ให้สัมผัสซากประวัติศาสตร์และงานหัตถกรรมดั้งเดิมของอาณาจักรริวกิว (ค.ศ. 1429–1879) รวมถึงร้านอาหารท้องถิ่นที่สะท้อนวัฒนธรรมเฉพาะตัวของโอกินาวะอีกด้วย

10 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ

ต่อจากนี้ เราจะพาไปรู้จักเสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในบรรดา 47 จังหวัดของญี่ปุ่นที่ได้รับความสนใจในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการเดินทาง
หากมีที่ไหนที่คุณสนใจ ลองค้นข้อมูลเพิ่มเติมดูได้เลย
เชื่อว่าต้องมีสักแห่งที่ทำให้คุณอยากไปเยือนแน่นอน

1. “เกียวโต” เมืองที่ให้สัมผัสประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และบรรยากาศแบบญี่ปุ่นอย่างเต็มเปี่ยม

เกียวโต (Kyoto) ตั้งอยู่ในภูมิภาคคันไซ ทางด้านตะวันตกเล็กน้อยจากตอนกลางของเกาะฮอนชู
ด้วยประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น จึงมีสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก หลายแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติ
อีกหนึ่งเสน่ห์คือทิวทัศน์ที่ผสานความงดงามของธรรมชาติซึ่งเปลี่ยนไปตาม 4 ฤดูกาล เข้ากับบรรยากาศเมืองที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายและอารมณ์แบบญี่ปุ่น
“อาหารเกียวโต” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองนี้ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ปรุงรสโดยใช้ดาชิเป็นพื้นฐานและเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาล จึงเป็นอีกหนึ่งความเพลิดเพลินของการเที่ยวเกียวโต
ถ้ามาเยือนแล้ว อยากให้ลองเปิดประสบการณ์กับอาหารเกียวโตที่ทำให้คุณได้ลิ้มรสความอร่อยแบบญี่ปุ่นอย่างเต็มที่
หากคุณสนใจเกียวโต บทความด้านล่างที่รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมก็น่าจะช่วยวางแผนได้มากขึ้น

เกียวโต เมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น
เกียวโต เมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น
ดื่มด่ำกับกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นที่เกิดจากธรรมชาติอันงดงามและอาคารประวัติศาสตร์
ดื่มด่ำกับกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นที่เกิดจากธรรมชาติอันงดงามและอาคารประวัติศาสตร์

2. “โตเกียว” เมืองหลวงที่ให้คุณสัมผัสทั้งความทันสมัยและอดีตของญี่ปุ่นในเวลาเดียวกัน

โตเกียว (Tokyo) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภูมิภาคคันโต และอยู่ไม่ไกลจากตอนกลางของเกาะฮอนชู
เป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น มีประชากรประมาณ 14 ล้านคน เป็นศูนย์กลางของประเทศที่รวบรวมบริษัท หน่วยงานต่าง ๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์มากมาย
เพราะมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกัน จึงเกิดวัฒนธรรมที่หลากหลาย และยังเป็นแหล่งกำเนิดกระแสนิยมล้ำสมัยของญี่ปุ่นอีกด้วย
ที่นี่มีทั้งย่านคึกคักซึ่งเป็นศูนย์กลางแฟชั่นและเทรนด์ ทำให้เพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งและอาหารได้เต็มที่
ขณะเดียวกันก็ยังมีย่านชิตามาจิที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นเอาไว้ จึงเป็นเสน่ห์ของโตเกียวที่ทำให้สัมผัสทั้งปัจจุบันและอดีตได้พร้อมกัน
บทความด้านล่างได้คัดเลือกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวโตเกียวไว้แล้ว
ถ้าคุณสนใจโตเกียว อย่าลืมอ่านต่อควบคู่กันไปด้วย

ศูนย์กลางของญี่ปุ่นที่รวมผู้คน วัฒนธรรม สิ่งอำนวยความสะดวก และธุรกิจไว้อย่างหลากหลาย
ศูนย์กลางของญี่ปุ่นที่รวมผู้คน วัฒนธรรม สิ่งอำนวยความสะดวก และธุรกิจไว้อย่างหลากหลาย
โตเกียวยังมีย่านที่หลงเหลือวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นอยู่ด้วย
โตเกียวยังมีย่านที่หลงเหลือวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นอยู่ด้วย

3. “โอซาก้า” เมืองแห่งอาหารรสเลิศจากวัฒนธรรมการกินอันเป็นเอกลักษณ์

โอซาก้า (Osaka) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะฮอนชู ในภูมิภาคคันไซ
โอซาก้าเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของภูมิภาคคันไซ และเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่นรองจากโตเกียว
เมืองนี้มีชื่อเสียงในฐานะเมืองแห่งอาหาร ที่คุณจะได้ลิ้มลองเมนูน่ากินจากวัฒนธรรมอาหารเฉพาะตัวของโอซาก้า เช่น ทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ และคุชิคัตสึ
โอซาก้ายังมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายให้แวะได้ตลอดทริป ตั้งแต่ธีมพาร์กอย่างยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ไปจนถึงสถานที่ที่ให้สัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น ปราสาทโอซาก้า
บทความด้านล่างรวบรวมสถานที่ที่ควรไปเมื่อมาเที่ยวโอซาก้าไว้แล้ว ลองใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนได้เลย

ย่านการค้าคึกคักมีชีวิตชีวาก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของโอซาก้า
ย่านการค้าคึกคักมีชีวิตชีวาก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของโอซาก้า
เพลิดเพลินกับอาหารสไตล์โอซาก้าให้เต็มอิ่ม
เพลิดเพลินกับอาหารสไตล์โอซาก้าให้เต็มอิ่ม

4. “ยามานาชิ” จุดหมายชมวิวภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์ของญี่ปุ่น

ยามานาชิ (Yamanashi) อยู่ติดกับโตเกียว และตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภูมิภาคชูบุ
เสน่ห์สำคัญคือทิวทัศน์ธรรมชาติ ทั้งภูเขาที่ล้อมรอบ ภูเขาไฟฟูจิซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น และทะเลสาบยามานากะ
โดยเฉพาะวิวทั้ง 4 ฤดูกาลที่สวยงาม เช่น ใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งอยากให้ลองมาชมคู่กับภูเขาไฟฟูจิ
ด้วยภูมิอากาศแบบแอ่งกระทะ ยามานาชิจึงเหมาะกับการเพาะปลูกผลไม้ ทำให้สามารถลิ้มรสผลไม้ตามฤดูกาลแสนอร่อยได้ตลอดทั้งปี
องุ่นก็เป็นหนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อ และไวน์โคชูที่ผลิตในยามานาชิก็ได้รับความนิยมทั่วประเทศ
หากอยากรู้จักเสน่ห์ของยามานาชิมากขึ้น ลองอ่านบทความด้านล่างที่คัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ ไว้ให้แล้ว

ยามานาชิเต็มไปด้วยจุดชมวิวสวยที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิ
ยามานาชิเต็มไปด้วยจุดชมวิวสวยที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิ
อย่าลืมลองชิมไวน์โคชูด้วย
อย่าลืมลองชิมไวน์โคชูด้วย

5. “นาโกย่า” เมืองที่มีเสน่ห์ทั้งแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายและวัฒนธรรมอาหารเฉพาะตัว

นาโกย่า (Nagoya) เป็นเมืองในจังหวัดไอจิ ภูมิภาคชูบุ ซึ่งตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางของเกาะฮอนชู
ที่นี่มีทั้งสถานที่พักผ่อนอย่างสวนสนุก พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ให้สัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น ปราสาทนาโกย่า วัด และศาลเจ้าต่าง ๆ อย่างครบครัน
อาหารขึ้นชื่อได้แก่ มิโซะคัตสึ ฮิสึมาบุชิ และปีกไก่ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารเฉพาะตัวของนาโกย่า
อาหารเหล่านี้เรียกรวมกันว่า “นาโกย่าเมชิ” และได้รับความนิยมอย่างมากทั่วญี่ปุ่น
สำหรับคนที่อยากเที่ยวไปด้วยกินไปด้วย บทความด้านล่างได้คัดทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและของอร่อยไว้ให้แล้ว ถ้าอยากรู้จักนาโกย่าให้มากขึ้น ลองอ่านควบคู่กันได้เลย

แม้จะเป็นมหานครใหญ่ แต่นาโกย่าก็มีจุดท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์มากมาย เช่น ปราสาทนาโกย่า
แม้จะเป็นมหานครใหญ่ แต่นาโกย่าก็มีจุดท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์มากมาย เช่น ปราสาทนาโกย่า
มิโซะคัตสึ เมนูตัวแทนของนาโกย่าเมชิ
มิโซะคัตสึ เมนูตัวแทนของนาโกย่าเมชิ

6. “นารา” เมืองเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานยิ่งกว่าเกียวโต

นารา (Nara) อยู่ทางตอนใต้ของภูมิภาคคันไซ และหากมองทั้งเกาะฮอนชูจะอยู่ทางฝั่งตะวันตก
มีมรดกโลก สมบัติประจำชาติ และทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญจำนวนมาก เช่น วัดโทไดจิ อีกทั้งยังมีพระพุทธรูปหลงเหลืออยู่มากมาย ไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น
เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าเกียวโต และครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น
เป็นสถานที่น่าหลงใหลที่ให้สัมผัสกลิ่นอายและวัฒนธรรมประวัติศาสตร์แบบญี่ปุ่น อีกทั้งยังเดินทางสะดวก จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกเที่ยวควบคู่กับเกียวโต
บทความด้านล่างได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้คุณสัมผัสเสน่ห์ของเมืองเก่านาราไว้อย่างครบถ้วน อยากชวนให้ลองอ่านดู

มีสถานที่มากมายที่ให้สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ไม่แพ้เกียวโต
มีสถานที่มากมายที่ให้สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ไม่แพ้เกียวโต
ธรรมชาติก็อุดมสมบูรณ์จนมีจุดชมซากุระที่ถูกขนานนามว่าเป็นที่สุดของญี่ปุ่น
ธรรมชาติก็อุดมสมบูรณ์จนมีจุดชมซากุระที่ถูกขนานนามว่าเป็นที่สุดของญี่ปุ่น

7. “ฟุกุโอกะ” เมืองที่รวมเสน่ห์แบบเมืองใหญ่และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ไว้ด้วยกัน

ฟุกุโอกะ (Fukuoka) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคคิวชู
มีสนามบินฟุกุโอกะซึ่งเป็นประตูสู่คิวชู ทำให้เดินทางด้วยเครื่องบินได้สะดวกมาก
สนามบินแห่งนี้มีเที่ยวบินระหว่างประเทศด้วย จึงมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศรวมถึงไต้หวันมาใช้บริการจำนวนมาก
ฟุกุโอกะโดดเด่นเรื่องอาหาร เช่น ราเมง โมตสึนาเบะ และเมนไทโกะ
ที่เที่ยวก็มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งฟุกุโอกะทาวเวอร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และศาลเจ้าและวัดอย่างดาไซฟุเท็มมังกูที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์
ด้วยความที่มีทั้งทะเลและภูเขา จึงสามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติได้เต็มที่
ฟุกุโอกะเป็นเมืองที่รวมเสน่ห์หลากหลายไว้ในขนาดกะทัดรัด
ถ้าคุณสนใจ ลองอ่านบทความด้านล่างที่คัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อให้เที่ยวฟุกุโอกะได้อย่างคุ้มค่าที่สุดกันต่อได้เลย

เป็นเมืองใหญ่ที่ยังสามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติได้
เป็นเมืองใหญ่ที่ยังสามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติได้
ทงคตสึราเมงของฟุกุโอกะได้รับความนิยมทั่วประเทศ
ทงคตสึราเมงของฟุกุโอกะได้รับความนิยมทั่วประเทศ

8. “โอกินาวะ” จุดหมายที่มีเสน่ห์จากทะเลสวยตระการตาและประวัติศาสตร์ยุคเคยเป็นอาณาจักรอิสระ

โอกินาวะ (Okinawa) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะฮอนชู ประกอบด้วยเกาะราว 150 เกาะ และเป็นรีสอร์ตที่มีเสน่ห์จากทะเลใสสะอาด
ด้วยอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี ที่นี่จึงอบอวลด้วยบรรยากาศแบบเมืองร้อน
ทะเลสีฟ้าสวยงามซึ่งเป็นเสน่ห์ที่สุดของโอกินาวะ ทำให้คุณสนุกกับกีฬาทางน้ำได้หลากหลาย
โอกินาวะเคยมีประวัติเป็นอาณาจักรริวกิวที่เป็นรัฐอิสระแยกจากญี่ปุ่น
ที่นี่ไม่ได้มีเพียงปราสาทชูริซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโอกินาวะเท่านั้น แต่ยังมีสถานที่มากมายที่ให้เห็นภาพประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเฉพาะตัวของโอกินาวะด้วย
บทความด้านล่างได้แนะนำเสน่ห์และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของโอกินาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยม
ถ้ามีโอกาส อย่าลืมอ่านควบคู่กันไปด้วย

ทะเลสีฟ้าใสสวยงามคือเสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดของโอกินาวะ
ทะเลสีฟ้าใสสวยงามคือเสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดของโอกินาวะ
สถานที่ที่ให้สัมผัสวัฒนธรรมจากยุคที่เคยเป็นอาณาจักรอิสระก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์
สถานที่ที่ให้สัมผัสวัฒนธรรมจากยุคที่เคยเป็นอาณาจักรอิสระก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์

9. “คานางาวะ” จังหวัดที่แต่ละพื้นที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป

คานางาวะ (Kanagawa) ตั้งอยู่ทางใต้ของโตเกียว และอยู่ทางตอนใต้ของภูมิภาคคันโต
แหล่งท่องเที่ยวในคานางาวะแบ่งออกเป็นหลายพื้นที่ เช่น จุดที่เล่นกีฬาทางน้ำพร้อมสัมผัสธรรมชาติ พื้นที่พักผ่อนอย่างฮาโกเนะออนเซ็นซึ่งเป็นแหล่งออนเซ็นชื่อดัง และย่านโยโกฮามะ–คาวาซากิที่ให้บรรยากาศทันสมัยและตามกระแส
แม้จังหวัดคานางาวะจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ให้คุณสัมผัสวิธีเที่ยวและวัฒนธรรมได้หลากหลาย
บทความด้านล่างได้คัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ ในจังหวัดคานางาวะที่รวมเสน่ห์ไว้แน่น ๆ มาให้แล้ว
ลองอ่านควบคู่กับบทความนี้ได้เลย

โยโกฮามะ เมืองที่มีเสน่ห์จากบรรยากาศต่างชาติ ก็อยู่ในคานางาวะเช่นกัน
โยโกฮามะ เมืองที่มีเสน่ห์จากบรรยากาศต่างชาติ ก็อยู่ในคานางาวะเช่นกัน
ฮาโกเนะออนเซ็น แหล่งออนเซ็นชื่อดัง ก็อยู่ในคานางาวะ
ฮาโกเนะออนเซ็น แหล่งออนเซ็นชื่อดัง ก็อยู่ในคานางาวะ

10. “ฮอกไกโด” ดินแดนแห่งธรรมชาติยิ่งใหญ่และอาหารรสเลิศ

ฮอกไกโด (Hokkaido) ตั้งอยู่เหนือสุดของหมู่เกาะญี่ปุ่น และมีพื้นที่กว้างใหญ่
ทุ่งดอกไม้ขนาดมหึมา ธารน้ำแข็งลอยทะเล และทะเลหมอก คือทิวทัศน์ธรรมชาติที่สัมผัสได้ที่ฮอกไกโดเท่านั้น
แม้จะมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทั้งสวนสัตว์ วัด ศาลเจ้า และสวนธรรมชาติ แต่เสน่ห์ที่สุดของฮอกไกโดอาจหนีไม่พ้นเรื่องอาหาร
อาหารขึ้นชื่ออย่างอาหารทะเลสด อิชิคารินาเบะ และจิงกิสข่าน ต่างก็อร่อยจนยากจะลืม
ถ้าได้ไปฮอกไกโด อย่าลืมเผื่อเวลาไว้ทั้งเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ และดื่มด่ำกับอาหารอร่อยไปด้วย
บทความด้านล่างได้คัดเลือกสถานที่ท่องเที่ยวเด่นของฮอกไกโดไว้แล้ว
ถ้าคุณเริ่มสนใจฮอกไกโด ลองเข้าไปดูต่อได้เลย

เพลิดเพลินกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอกไกโด
เพลิดเพลินกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอกไกโด
ข้าวหน้าอาหารทะเล หนึ่งในเมนูเด็ดของฮอกไกโดที่ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ
ข้าวหน้าอาหารทะเล หนึ่งในเมนูเด็ดของฮอกไกโดที่ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ

3 จุดชมวิวสวยของญี่ปุ่นที่ควรไปสักครั้งในชีวิต

ถ้าพูดถึงญี่ปุ่น หลายคนก็คงนึกถึงวิวสวย ๆ ที่มีให้เห็นหลากหลายแบบ ทั้งจากธรรมชาติอันงดงามและทิวทัศน์ที่ผสานกับสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์
ต่อไปนี้คือจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ
ถ้าคุณอยากเห็นวิวสวยของญี่ปุ่นด้วยตาตัวเอง ลองปักหมุดสถานที่เหล่านี้ไว้ได้เลย

1. 【จังหวัดยามานาชิ・ชิซูโอกะ】ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji) ซึ่งคร่อมอยู่ระหว่างจังหวัดยามานาชิและชิซูโอกะ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยความสูง 3,776 เมตร
ถือเป็นภูเขาชื่อดังที่ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 2013 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในฐานะ “วัตถุแห่งความศรัทธาและบ่อเกิดแห่งศิลปะ”
องค์ประกอบของแหล่งมรดกครอบคลุม 25 แห่ง รวมถึงศาลเจ้า เส้นทางปีนเขา โพรงลาวา และทะเลสาบโดยรอบ
รูปทรงกรวยที่สวยงามของภูเขาแห่งนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานจิตรกรรมและวรรณกรรมมากมาย

มรดกโลกทางวัฒนธรรม และเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นที่ความสูง 3,776 เมตร
มรดกโลกทางวัฒนธรรม และเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นที่ความสูง 3,776 เมตร

2. 【จังหวัดเกียวโต】อามาโนะฮาชิดาเตะ

อามาโนะฮาชิดาเตะ (Amanohashidate) ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “สามวิวที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น” ร่วมกับมัตสึชิมะแห่งริคุเซ็นในจังหวัดมิยางิ และมิยาจิมะแห่งอากิในจังหวัดฮิโรชิมะ เป็นสันทรายยาวประมาณ 3.6 กิโลเมตร กว้างประมาณ 20–170 เมตร และมีต้นสนขึ้นหนาแน่นราว 5,000 ต้น รูปลักษณ์อันน่าพิศวงที่ธรรมชาติใช้เวลาสร้างมาหลายพันปีแห่งนี้ ได้รับเลือกให้ติดอันดับแหล่งธรรมชาติสวยงามหลายรายการของญี่ปุ่น เช่น 100 สนชื่อดังของญี่ปุ่น 100 หาดทรายขาว–สนเขียวของญี่ปุ่น 100 ชายฝั่งของญี่ปุ่น และ 100 ภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่งดงามของญี่ปุ่น

หนึ่งในสามวิวที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น กับทิวทัศน์งดงามที่มีต้นสนราว 5,000 ต้นเรียงรายตลอดระยะทางประมาณ 3.6 กิโลเมตร
หนึ่งในสามวิวที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น กับทิวทัศน์งดงามที่มีต้นสนราว 5,000 ต้นเรียงรายตลอดระยะทางประมาณ 3.6 กิโลเมตร

3. 【จังหวัดยามากุจิ】สะพานสึโนะชิมะโอฮาชิ

สะพานสึโนะชิมะโอฮาชิ (Tsunoshima Ohashi) เปิดใช้งานในปี ค.ศ. 2000 เป็นสะพานที่เชื่อมฝั่งแผ่นดินใหญ่ของเมืองชิโมโนเซกิ จังหวัดยามากุจิ กับเกาะสึโนะชิมะ โดยมีความยาวทั้งหมด 1,780 เมตร และถือเป็นหนึ่งในสะพานเชื่อมเกาะที่ข้ามได้ฟรีซึ่งยาวที่สุดในญี่ปุ่น
สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติคิตะนางาโตะไคกัน โดยออกแบบให้เสาสะพานสูงเพียง 18 เมตรเพื่อคำนึงถึงทัศนียภาพโดยรอบ
ระยะห่างจากผิวน้ำทะเลถึงถนนค่อนข้างใกล้ ทำให้สามารถขับรถพร้อมสัมผัสทะเลได้อย่างใกล้ชิด
อีกทั้งยังไม่ได้พาดตรงเชื่อมแผ่นดินใหญ่กับเกาะสึโนะชิมะแบบเส้นตรง แต่โค้งอ้อมเกาะฮาโตะจิมะซึ่งอยู่ตรงกลางอย่างนุ่มนวล จนเกิดเป็นรูปทรงที่สวยงามมาก

สะพานถ่ายรูปสวยที่ทอดข้ามสู่เกาะ ตัดกับทะเลสีน้ำเงินโคบอลต์อย่างโดดเด่น!
สะพานถ่ายรูปสวยที่ทอดข้ามสู่เกาะ ตัดกับทะเลสีน้ำเงินโคบอลต์อย่างโดดเด่น!

สถานที่และอีเวนต์ที่ให้คุณสัมผัสเสน่ห์ของทั้ง 4 ฤดูกาล

เสน่ห์สำคัญของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งก็คือธรรมชาติที่เปลี่ยนบรรยากาศไปชัดเจนในแต่ละฤดูกาล
ต่อไปนี้เราจะพาไปดูทั้งสถานที่ที่ให้คุณดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ และอีเวนต์ที่มีบรรยากาศเฉพาะของฤดูร้อน
หากกำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมเพิ่มสถานที่ที่ทำให้สัมผัสเสน่ห์ของทั้ง 4 ฤดูกาลลงในทริปด้วย

วิวฤดูใบไม้ผลิที่งดงามเป็นพิเศษ! 3 จุดชมซากุระชั้นนำของญี่ปุ่น

เมื่อพูดถึงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น ภาพที่หลายคนนึกถึงคือทิวทัศน์อันงดงามของดอกซากุระที่บานสะพรั่ง ซึ่งเป็นเสน่ห์ตามธรรมชาติในแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ
ต่อจากนี้ เราจะพาไปรู้จัก 3 สถานที่ที่ได้รับเลือกให้เป็นจุดชมซากุระชั้นนำของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดที่มีทิวทัศน์สวยโดดเด่นเป็นพิเศษในบรรดาสถานที่ชมซากุระทั้งหมด

1. 【จังหวัดอาโอโมริ】สวนฮิโรซากิ

สวนฮิโรซากิ (Hirosaki Park) เป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่รวมประมาณ 492,000 ตารางเมตร
ไฮไลต์สำคัญที่สุดคือปราสาทฮิโรซากิที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในสวน และต้นซากุระจำนวนมาก
หอคอย ป้อม สะพาน และคูน้ำยังคงสภาพเดิมไว้ตั้งแต่อดีต และปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติ
รอบคูน้ำมีการปลูกต้นซากุระไว้มากมาย และทิวทัศน์อันงดงามนี้ก็ดึงดูดใจผู้คนไม่เสื่อมคลาย
ที่นี่ยังมีชื่อเสียงจากการมีโซเมโยชิโนะที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และโซเมโยชิโนะที่มีเส้นรอบวงลำต้นใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกทั้งในฤดูใบไม้ผลิยังมีการจัดเทศกาลซากุระด้วย

อีกหนึ่งภาพที่ไม่ควรพลาดคือ “แพดอกไม้” จากกลีบซากุระจำนวนมากที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ
อีกหนึ่งภาพที่ไม่ควรพลาดคือ “แพดอกไม้” จากกลีบซากุระจำนวนมากที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ

2. 【จังหวัดนากาโนะ】สวนซากปราสาททาคาโตะ

ภายในสวนซากปราสาททาคาโตะ (Takato Castle Site Park) ซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมของปราสาททาคาโตะ มีสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงร่องรอยของอดีตไว้ และปลูกต้นทาคาโตะโคฮิกังซากุระประมาณ 1,500 ต้น ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เห็นได้เฉพาะที่นี่
เมื่อถึงช่วงซากุระบาน ทิวทัศน์รอบด้านจะถูกแต่งแต้มเป็นสีชมพูอย่างสวยงาม
ภาพของอาคารประวัติศาสตร์ที่ให้บรรยากาศแบบญี่ปุ่น รายล้อมด้วยซากุระจำนวนมากนั้นงดงามเป็นพิเศษ
เมื่อพระอาทิตย์ตก จะมีการประดับไฟ เพิ่มบรรยากาศลึกลับให้กับทิวทัศน์อันงดงาม และทำให้สามารถชมซากุระยามค่ำคืนได้อย่างน่าประทับใจ

วิวสวยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น
วิวสวยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น

3. 【จังหวัดนารา】ภูเขาโยชิโนะ

ภูเขาโยชิโนะ (Yoshinoyama) เป็นที่รู้จักในฐานะจุดชมซากุระอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น
มีการปลูกซากุระไว้มากถึงประมาณ 30,000 ต้น โดยดอกจะเริ่มบานไล่จาก “ชิโมะเซ็มบง” ไป “นะกะเซ็มบง” ต่อด้วย “คามิเซ็มบง” และ “โอคุเซ็มบง” จนสุดท้ายทั้งภูเขาโยชิโนะก็จะย้อมเป็นสีชมพูอย่างงดงาม
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซากุระจะถูกประดับไฟ และทั้งพื้นที่จะอบอวลด้วยบรรยากาศชวนฝันและสวยงามน่าประทับใจ

ภูเขาโยชิโนะที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นจุดชมซากุระที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น
ภูเขาโยชิโนะที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นจุดชมซากุระที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น

“3 เทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” กับภาพฤดูร้อนในแบบญี่ปุ่น

เมื่อพูดถึงทิวทัศน์ธรรมชาติของฤดูร้อน หลายคนอาจนึกถึงความเขียวสดของต้นไม้หรือทะเลที่สวยงาม
แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก ภาพของดอกไม้ไฟบนท้องฟ้ายามค่ำคืนและร้านแผงลอยในงานเทศกาลดอกไม้ไฟก็เป็นภาพแทนฤดูร้อนเช่นกัน
นั่นเป็นเพราะเทศกาลดอกไม้ไฟที่จัดขึ้นทุกปีในฤดูร้อนได้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูกาลไปแล้ว
ถ้าคุณไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อน อยากชวนให้ลองไปร่วมเทศกาลดอกไม้ไฟสักครั้ง
ต่อจากนี้ เราจะพาไปรู้จัก 3 เทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น

1. 【จังหวัดอาคิตะ】เทศกาลดอกไม้ไฟโอมาการิ

เทศกาลดอกไม้ไฟนี้ถือกำเนิดขึ้นจากการแสดงประกอบงานเทศกาลของศาลเจ้าสุวะในเมืองโอมาการิ ซึ่งเริ่มจัดขึ้นในปีเมจิที่ 43 (ค.ศ. 1910) และกลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อนในอาคิตะ
ช่างทำดอกไม้ไฟที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศจะมารวมตัวกันเพื่อแข่งขันชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นด้วยผลงานชิ้นเอกของตน
ระหว่างช่วงการแข่งขัน ยังมีการแสดง “ดอกไม้ไฟจากผู้จัดงาน” ซึ่งเป็นไวด์สตาร์ไมน์ขนาดยักษ์ที่ใช้เวลาสร้างถึง 1 ปี โดยจุดดอกไม้ไฟเรียงเป็นแนวยาวพร้อมดนตรีอย่างพร้อมเพรียง เป็นโปรแกรมที่ยิ่งใหญ่มาก
โดยเฉพาะ “ดอกไม้ไฟจากผู้จัดงาน” ที่อลังการจนมีผู้ชมจำนวนมากตั้งใจมาดูเป็นพิเศษ
ทุกปีมีผู้ชมมาร่วมงานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ รวมแล้วประมาณ 700,000 คน และหลังจบงานยังมีการจราจรติดขัดทั่วเมืองไปจนดึกดื่น แสดงให้เห็นถึงความนิยมอย่างแท้จริง

“โอมาการิ โนะ ฮานาบิ” เทศกาลแข่งขันดอกไม้ไฟระดับสูงสุดของญี่ปุ่น จัดขึ้นทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม มีประวัติกว่า 100 ปี และดึงดูดผู้ชมประมาณ 700,000 คนในแต่ละปี
“โอมาการิ โนะ ฮานาบิ” เทศกาลแข่งขันดอกไม้ไฟระดับสูงสุดของญี่ปุ่น จัดขึ้นทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม มีประวัติกว่า 100 ปี และดึงดูดผู้ชมประมาณ 700,000 คนในแต่ละปี

2. 【จังหวัดอิบารากิ】การประกวดดอกไม้ไฟแห่งชาติสึจิอุระ

งานนี้มีจุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1925 เมื่อเจ้าอาวาสในเมืองสึจิอุระ จังหวัดอิบารากิ จัดเทศกาลดอกไม้ไฟริมทะเลสาบคาสุมิกาอุระ เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตจากหน่วยการบิน และกระตุ้นเศรษฐกิจของสึจิอุระที่กำลังซบเซา
งานนี้ได้รับการยกให้เป็นหนึ่งใน “สามเทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น” และในแต่ละปีมีผู้ชมมาเยือนถึงประมาณ 650,000 คน
ข้อควรระวังคือ ในบรรดา “สามเทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น” งานนี้เป็นงานเดียวที่ไม่ได้จัดในฤดูร้อน แต่จัดในเดือนพฤศจิกายน
“การประกวดดอกไม้ไฟแห่งชาติสึจิอุระ” เป็นงานแข่งขันที่ช่างทำดอกไม้ไฟจากทั่วประเทศมาประชันฝีมือกัน และยังถูกเรียกว่าเป็นเวทีตัดสิน “สตาร์ไมน์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น” อีกด้วย
สำหรับคนที่สนใจดอกไม้ไฟ “สตาร์ไมน์” คือดอกไม้ไฟชนิดหนึ่งที่ยิงลูกดอกจำนวนหลายสิบถึงหลายร้อยลูกขึ้นพร้อมกันอย่างทรงพลัง จึงมักถูกใช้ในช่วงฟินาเล่ของงานดอกไม้ไฟ
ถ้าอยากเห็นดอกไม้ไฟที่ทรงพลังที่สุดของญี่ปุ่น ลองไปชมงานนี้สักครั้งก็น่าสนใจไม่น้อย

ศึกชิงบัลลังก์ดอกไม้ไฟระดับสูงสุด ที่ช่างดอกไม้ไฟจากทั่วประเทศแข่งขันกันเพื่อเกียรติยศอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น
ศึกชิงบัลลังก์ดอกไม้ไฟระดับสูงสุด ที่ช่างดอกไม้ไฟจากทั่วประเทศแข่งขันกันเพื่อเกียรติยศอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น

3. 【จังหวัดนีงาตะ】เทศกาลดอกไม้ไฟใหญ่แห่งงานนางาโอกะ

เทศกาลนี้เป็นหนึ่งในสามเทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูร้อนของนีงาตะ จุดกำเนิดมาจากการจัด “เทศกาลฟื้นฟูนางาโอกะ” ตั้งแต่ปีถัดจากเหตุการณ์โจมตีทางอากาศที่นางาโอกะเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตจำนวนมากและอธิษฐานให้เมืองฟื้นคืนกลับมา
ต่อมาในปีโชวะที่ 22 (ค.ศ. 1947) งานดอกไม้ไฟก็กลับมาจัดอีกครั้ง ตามธรรมเนียม ทุกปีในเวลา 22:30 ของวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นเวลาที่การโจมตีเริ่มขึ้น จะมีการจุดดอกไม้ไฟชะคุดามะสีขาว 3 ลูก พร้อมตีระฆังอุทิศส่วนกุศล ดังนั้นงานดอกไม้ไฟจึงจัดในวันที่ 2 และ 3 สิงหาคมของทุกปีแบบตายตัว
ไฮไลต์คือ “ดอกไม้ไฟโชซันชาคุดามะ (เบอร์ 30)” ที่บานใหญ่บนท้องฟ้าด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 650 เมตร และดอกไม้ไฟชุดอลังการอย่าง “ไนแอการาซูเปอร์สตาร์ไมน์ขนาดใหญ่” ที่ถูกยิงต่อเนื่องแบบใหญ่จนแทบมองไม่ทั่ว สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

“ดอกไม้ไฟแห่งคำอธิษฐาน” อันงดงามที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชม
“ดอกไม้ไฟแห่งคำอธิษฐาน” อันงดงามที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชม

“3 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชั้นนำของญี่ปุ่น” ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับวิวฤดูใบไม้ร่วงอันเต็มไปด้วยสีสัน

เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ตามภูเขา ศาลเจ้า และวัดต่าง ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีเหลือง
สีสันของใบไม้เปลี่ยนสีเหล่านี้จะทำให้คุณสัมผัสกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน
ถ้าอยากดื่มด่ำกับฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น การชมใบไม้เปลี่ยนสีถือเป็นสิ่งที่ห้ามพลาด
ดังนั้น เราจึงขอแนะนำ 3 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชั้นนำของญี่ปุ่น ซึ่งได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษและมีทิวทัศน์สวยงามน่าประทับใจ

1. 【จังหวัดเกียวโต】อาราชิยามะ

อาราชิยามะ (Arashiyama) ของเกียวโต เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่คุณจะได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ซึ่งผสานอาคารประวัติศาสตร์เข้ากับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงอย่างลงตัว
ที่นี่มีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีมากมายที่ให้บรรยากาศแบบญี่ปุ่น เช่น สวนญี่ปุ่นกับภูเขาสีสันงดงาม หรือสวนหินที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบคู่กับใบไม้เปลี่ยนสี
โดยเฉพาะวัดเท็นริวจิและวัดเรียวอันจิที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก รวมถึงสะพานโทเก็ตสึเคียวซึ่งเป็นจุดชมวิวตัวแทนของอาราชิยามะ ต่างก็เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยม

ถ้าอยากสัมผัสกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น แนะนำอาราชิยามะ
ถ้าอยากสัมผัสกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น แนะนำอาราชิยามะ

2. 【จังหวัดโทจิงิ】นิกโก้

ในเมืองนิกโก้ (Nikko) ซึ่งมีพื้นที่คิดเป็น 1 ใน 4 ของทั้งจังหวัดโทจิงิ มีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมมากมาย เช่น ถนนอิโรฮาซากะที่ขับรถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ ทะเลสาบชูเซ็นจิซึ่งถือเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคคันโต และน้ำตกริวซุที่ให้ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีคู่กับสายน้ำตก
ที่นี่ยังมีแหล่งออนเซ็นด้วย จึงสามารถแช่น้ำพุร้อนพร้อมชมใบไม้เปลี่ยนสีได้
เพราะมีจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่เหมาะกับการขับรถเที่ยวหลายแห่ง หากอยากเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีในนิกโก้ให้เต็มที่ แนะนำให้ใช้รถเช่า

ถนนอิโรฮาซากะ ที่แม้ระหว่างขับรถก็ยังชมใบไม้เปลี่ยนสีได้
ถนนอิโรฮาซากะ ที่แม้ระหว่างขับรถก็ยังชมใบไม้เปลี่ยนสีได้

3. 【จังหวัดโออิตะ】ยาบะเค

ยาบะเค (Yabakei) ในเมืองนากัตสึ จังหวัดโออิตะ ได้รับเลือกให้เป็น “สามวิวใหม่ของญี่ปุ่น” “มรดกญี่ปุ่น” และ “สามทิวทัศน์มหัศจรรย์ของญี่ปุ่น” เป็นสถานที่ที่คุณจะได้ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีอันสดใสตัดกับกลุ่มยอดผาหินอย่างน่าประทับใจ
ภายในพื้นที่กว้างใหญ่ซึ่งมีระยะเหนือ–ใต้ 32 กิโลเมตร และตะวันออก–ตะวันตก 36 กิโลเมตร มีทิวทัศน์ที่ไม่เหมือนที่ใดจากหน้าผา ถ้ำ ลำธาร และหินรูปร่างแปลกตา
ในบรรดาจุดชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ มากมาย จุดที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือจุดชมวิวฮิโตเมะฮักเคอิซึ่งอยู่ใจกลางชินยาบะเค
ทิวทัศน์แปลกตาที่มองเห็นจากจุดชมวิวฮิโตเมะฮักเคอิ เป็นภาพที่หาชมได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น

แหล่งชมวิวสำคัญของเมืองนากัตสึ จังหวัดโออิตะ ที่มีชื่อเสียงเรื่องใบไม้เปลี่ยนสี และยังเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในทิวทัศน์มหัศจรรย์ของญี่ปุ่น
แหล่งชมวิวสำคัญของเมืองนากัตสึ จังหวัดโออิตะ ที่มีชื่อเสียงเรื่องใบไม้เปลี่ยนสี และยังเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในทิวทัศน์มหัศจรรย์ของญี่ปุ่น

3 จุดชมวิวหิมะฤดูหนาวของญี่ปุ่นที่สวยงามในแบบเฉพาะตัว

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว บางพื้นที่ของญี่ปุ่นจะมีหิมะตก
สถานที่ท่องเที่ยว ภูเขา และทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยหิมะนั้นมีเสน่ห์ต่างจากฤดูกาลอื่นอย่างสิ้นเชิง
ที่นี่เราขอแนะนำจุดชมวิวหิมะที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในบรรดาสถานที่มากมายที่สามารถชมทิวทัศน์หิมะได้

1. 【ฮอกไกโด】บ่อน้ำสีฟ้าชิโรกาเนะ

บ่อน้ำสีฟ้าชิโรกาเนะ (Shirogane Blue Pond) มีสีฟ้าสดใสสะดุดตา และมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของบิเอะ
เป็นบึงที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญจากน้ำที่กักเก็บอยู่ที่เขื่อนบล็อกซึ่งสร้างบนแม่น้ำบิเอะ เพื่อป้องกันภัยพิบัติจากโคลนภูเขาไฟของภูเขาโทคาจิดาเกะ
ผืนน้ำสีฟ้างดงามอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อผสานกับธรรมชาติโดยรอบและต้นลาร์ชที่ยืนต้นตายอยู่ ก็ทำให้เกิดบรรยากาศเหมือนโลกในนิทาน
พอถึงฤดูหนาว ผิวน้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็งจะถูกปกคลุมด้วยหิมะ และพื้นที่โดยรอบจะกลายเป็นโลกสีขาวเงิน
ตั้งแต่ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน จะมีการเปิดไฟประดับด้วย
ภาพของน้ำแข็งและหิมะที่ลอยเด่นขึ้นมาใต้แสงไฟนั้นงดงามน่าประทับใจมาก

ประทับใจกับโลกสีน้ำเงินชวนฝัน
ประทับใจกับโลกสีน้ำเงินชวนฝัน

2. 【จังหวัดกิฟุ】ชิราคาวาโกะ

ชิราคาวาโกะ (Shirakawago) เป็นพื้นที่งดงามที่ยังคงรักษาภาพชนบทดั้งเดิมของญี่ปุ่นเอาไว้จนถึงปัจจุบัน
เป็นพื้นที่ที่มีบ้านสไตล์กัสโชสึคุริหลงเหลืออยู่มากที่สุด โดยปัจจุบันมีมากกว่า 100 หลังเมื่อรวมทั้งขนาดใหญ่และเล็ก
นับเป็นหมู่บ้านกัสโชที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ได้รับการคัดเลือกเป็นเขตอนุรักษ์กลุ่มอาคารดั้งเดิมสำคัญของชาติ และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมด้วย
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ หิมะจะตกสะสมในชิราคาวาโกะ
เนื่องจากเป็นพื้นที่หิมะตกหนัก บางปีในเดือนกุมภาพันธ์อาจมีหิมะสะสมมากกว่า 170 เซนติเมตร
ภาพของหมู่บ้านกัสโชสึคุริท่ามกลางภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะหนานั้นให้ความงามแบบญี่ปุ่นอย่างชัดเจน
ในอีเวนต์ที่จัดเพียง 6 ครั้งในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ หมู่บ้านกัสโชสึคุริและภูเขารอบ ๆ ที่ประดับไฟยามค่ำคืนงดงามจนเรียกได้ว่าเป็นวิวสุดอลังการ

แหล่งมรดกโลกที่ให้คุณได้เห็นภาพชนบทดั้งเดิมของญี่ปุ่น
แหล่งมรดกโลกที่ให้คุณได้เห็นภาพชนบทดั้งเดิมของญี่ปุ่น

3. 【จังหวัดทตโตริ】เนินทรายทตโตริ

เนินทรายขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ฝั่งทะเลญี่ปุ่นในเมืองทตโตริ จังหวัดทตโตริ กว้างจากตะวันออกถึงตะวันตก 16 กิโลเมตร และจากเหนือถึงใต้ 2.4 กิโลเมตร
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตัวแทนของจังหวัดทตโตริ และได้รับการกำหนดให้เป็นเขตคุ้มครองพิเศษรวมถึงอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติของชาติ
เสน่ห์ของเนินทรายทตโตริอยู่ที่ทิวทัศน์ซึ่งเปลี่ยนไปตามเวลา และความงามของรูปทรงที่ธรรมชาติสร้างขึ้นบนเนินทราย
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเนินทรายทตโตริก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถชมวิวฤดูหนาวอันงดงามได้เช่นกัน
โลกสีขาวเงินที่หิมะปกคลุมอยู่บนเนินทรายนั้นสวยงามจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นภาพในโลกจริง
อยากชวนให้ลองไปเห็นวิวที่มีเพียงหิมะและทะเลสักครั้ง
ในจังหวัดทตโตริ หิมะมักตกตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม และช่วงที่มีโอกาสเกิดหิมะสะสมสูงคือเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์

เนินทรายทตโตริในวันที่เปลี่ยนเป็นลานหิมะสีขาว
เนินทรายทตโตริในวันที่เปลี่ยนเป็นลานหิมะสีขาว

3 เมนูอร่อยที่ควรกินเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่น

การเที่ยวญี่ปุ่นให้เต็มอิ่ม มักขาดเรื่องอาหารไปไม่ได้
ต่อไปนี้คือเมนูที่ทั้งมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงเป็นพิเศษในบรรดาอาหารญี่ปุ่นมากมาย
แต่ละอย่างล้วนเป็นเมนูเด็ดที่สะท้อนความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างดี

1. ราเมง

ราเมงเป็นเมนูเส้นชนิดหนึ่งที่มีพื้นฐานจากเส้นบะหมี่จีนและน้ำซุป พร้อมเครื่องอย่างชาชู เมนมะ ไข่ปรุงรส และสาหร่าย
ราเมงมีหลายประเภท โดยมักแบ่งคร่าว ๆ ตามรสชาติของน้ำซุป
ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 4 แบบ ได้แก่ โชยุ เกลือ มิโซะ และทงคตสึ
เสน่ห์ของราเมงไม่ได้อยู่แค่น้ำซุปที่ให้รสชาติแตกต่างกัน แต่ความหนาของเส้นและเครื่องก็ทำให้รสชาติเปลี่ยนไปได้อย่างสิ้นเชิง
แม้จะเป็นราเมงประเภทเดียวกัน รสชาติของแต่ละร้านก็มักแตกต่างกันมาก
ในทุกภูมิภาคของญี่ปุ่นต่างก็มีราเมงท้องถิ่นของตัวเอง และปัจจุบันก็มีคนจำนวนมากขึ้นที่ออกเดินทางเพื่อตามชิมราเมงโดยเฉพาะ

ราเมง อาหารที่วันนี้กลายเป็นหนึ่งในตัวแทนของญี่ปุ่นไปแล้ว
ราเมง อาหารที่วันนี้กลายเป็นหนึ่งในตัวแทนของญี่ปุ่นไปแล้ว

2. เทมปุระ

แม้เทมปุระจะกลายเป็นเมนูคลาสสิกของอาหารญี่ปุ่นไปแล้ว แต่เดิมเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากอาหารที่ถ่ายทอดมาจากโปรตุเกส
เป็นเมนูที่นำอาหารทะเลอย่างกุ้งหรือผักไปชุบแป้งเทมปุระแล้วทอดในน้ำมัน
เสน่ห์อยู่ที่รสชาติของวัตถุดิบที่เข้มข้นขึ้นและสัมผัสกรอบอร่อย
อีกจุดเด่นคือสามารถรับรสแท้ของวัตถุดิบได้ชัดเจน แม้ขั้นตอนจะดูเรียบง่าย แต่เทคนิคอย่างการควบคุมไฟนั้นลึกซึ้งไม่น้อย
ปัจจุบันเทมปุระแพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่นแล้ว แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือนางาซากิและโตเกียว
หากมีโอกาสไปเยือนนางาซากิหรือโตเกียว อยากให้ลองชิมดูสักครั้ง

ลองชิมเทมปุระ เมนูคลาสสิกของอาหารญี่ปุ่นกันดู
ลองชิมเทมปุระ เมนูคลาสสิกของอาหารญี่ปุ่นกันดู

3. ซูชิ

ซูชิเป็นอาหารญี่ปุ่นที่นำข้าวปรุงน้ำส้มสายชูซึ่งเรียกว่า “ชาริ” มาจับคู่กับหน้าต่าง ๆ เช่น อาหารทะเล
ส่วนเครื่องหน้าจะเรียกว่า “เนตะ” และนอกจากอาหารทะเลแล้ว บางครั้งก็ใช้เนื้อหรือผักด้วย
ซูชิคำเล็กที่รู้จักกันมากที่สุดเรียกว่า “นิกิริซูชิ” และยังมีแบบอื่น ๆ เช่น มากิซูชิและชิราชิซูชิ
เสน่ห์ของซูชิคือรสชาติที่แตกต่างไปตามชนิดและความสดของหน้า อีกทั้งยังสะท้อนฝีมือของผู้ทำได้อย่างชัดเจน
ความอร่อยจากหน้าประเภทอาหารทะเลที่ผสานกับข้าวปรุงน้ำส้มสายชูในปากนั้นยอดเยี่ยมมาก
หลายครั้งนิยมใช้ปลาดิบเป็นหน้า จึงเป็นเมนูที่ทำให้รู้สึกถึงวัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างเด่นชัดในบรรดาอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด

แม้จะหากินได้ทั่วโลก แต่ถ้ามาถึงญี่ปุ่นแล้ว อยากให้ลองชิมซูชิต้นตำรับสักครั้ง
แม้จะหากินได้ทั่วโลก แต่ถ้ามาถึงญี่ปุ่นแล้ว อยากให้ลองชิมซูชิต้นตำรับสักครั้ง

“สามสุดยอดออนเซ็นของญี่ปุ่น” ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับน้ำพุร้อนและย่านออนเซ็นบรรยากาศดี

สำหรับหลายคน เสน่ห์ของญี่ปุ่นยังรวมถึงการแช่ออนเซ็นด้วย เพราะประเทศนี้มีน้ำพุร้อนผุดขึ้นทั่วประเทศ
จึงไม่น่าแปลกที่ชาวญี่ปุ่นจะรักการแช่ออนเซ็นมาตั้งแต่สมัยโบราณ และหลายคนก็เดินทางท่องเที่ยวโดยมีออนเซ็นเป็นจุดหมายหลัก
ย่านออนเซ็นที่เรียงรายไปด้วยที่พัก ร้านอาหาร และร้านขายของฝากก็มีเสน่ห์ชวนเดินเล่นแม้เพียงแค่เดินชมบรรยากาศ
ต่อจากนี้ เราจะพาไปรู้จัก 3 ออนเซ็นที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “สามสุดยอดออนเซ็นของญี่ปุ่น” ในฐานะแหล่งน้ำพุร้อนชื่อดังของประเทศ
ถ้ามีโอกาส ลองวางแผนเที่ยวแหล่งออนเซ็นสักครั้งก็น่าจะประทับใจไม่น้อย

1. 【จังหวัดกุนมะ】คุซัตสึออนเซ็น

คุซัตสึออนเซ็น (Kusatsu Onsen) มีปริมาณน้ำพุร้อนผุดขึ้นตามธรรมชาติมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยมากกว่า 32,300 ลิตรต่อนาที และยังเป็นที่รู้จักว่าน้ำแร่มีความเป็นกรดสูงและมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อได้ดี
ยูบาตาเกะซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง มีน้ำพุร้อนธรรมชาติผุดขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางไอน้ำและกลิ่นกำมะถัน โดยมีปริมาณประมาณ 4,000 ลิตรต่อนาที รอบ ๆ มีทั้งทางเดินและม้านั่ง จึงเหมาะกับการเดินเล่นมาก
ในย่านออนเซ็นมีที่พักบรรยากาศดีมากมายเรียงรายอยู่ และบริเวณใกล้เคียงยังมีคาเฟ่ที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น รวมถึงของฝากสไตล์ย้อนยุคให้เลือกมากมาย ลองเดินเล่นตามสบายในแบบที่คุณชอบได้เลย

หนึ่งในสามสุดยอดออนเซ็นของญี่ปุ่น กับย่านออนเซ็นที่มีปริมาณน้ำพุร้อนธรรมชาติมากกว่า 30,000 ลิตรต่อนาที
หนึ่งในสามสุดยอดออนเซ็นของญี่ปุ่น กับย่านออนเซ็นที่มีปริมาณน้ำพุร้อนธรรมชาติมากกว่า 30,000 ลิตรต่อนาที

2. 【จังหวัดเฮียวโงะ】อาริมะออนเซ็น

อาริมะออนเซ็น (Arima Onsen) เป็นบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังของภูมิภาคคันไซ ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาด้านเหนือของภูเขาร็อกโกะ
เป็นออนเซ็นเก่าแก่ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกโบราณอย่างนิฮงโชกิและฟุโดกิ และยังถูกนับเป็นหนึ่งใน “สามบ่อน้ำร้อนเก่าแก่ของญี่ปุ่น” ด้วย
สถานที่แห่งนี้เป็นที่รักของบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิ ไดเมียว นักเขียน และศิลปิน โดยเฉพาะเรื่องที่โทโยโทมิ ฮิเดโยชิมาแช่น้ำพุร้อนที่นี่บ่อยครั้งนั้นเป็นที่รู้จักกันดี
แม้จะอยู่ในเขตเมืองโกเบ แต่กลับโอบล้อมด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็มีเรียวกังชื่อดังตั้งเรียงราย และย่านออนเซ็นที่เปี่ยมด้วยบรรยากาศเฉพาะตัวก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมาก

หนึ่งใน “สามบ่อน้ำร้อนเก่าแก่ของญี่ปุ่น” โอคุซาชิกิแห่งคันไซ ที่สามารถเพลิดเพลินกับน้ำแร่ 2 แบบ คือคินเซ็นและกินเซ็น
หนึ่งใน “สามบ่อน้ำร้อนเก่าแก่ของญี่ปุ่น” โอคุซาชิกิแห่งคันไซ ที่สามารถเพลิดเพลินกับน้ำแร่ 2 แบบ คือคินเซ็นและกินเซ็น

3. 【จังหวัดกิฟุ】เกโระออนเซ็น

เกโระออนเซ็น (Gero Onsen) เป็นบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังที่มีประวัติยาวนาน โดยเชื่อกันว่ามีการค้นพบน้ำพุร้อนตั้งแต่ช่วงปีเอนกิ (ค.ศ. 901–923) หรืออาจย้อนไปถึงช่วงปีเทนเรียคุ (ค.ศ. 947–957)
ยังมีบันทึกว่าโอดะ โนบุนางะชื่นชอบที่นี่มากและมักเดินทางมาพักรักษาตัวด้วยการแช่ออนเซ็นอยู่เสมอ
ย่านออนเซ็นทอดยาวไปตามลำน้ำใสฮิดะกาวะ และอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญคือมีสถานที่ท่องเที่ยวและเรียวกังกระจุกตัวอยู่ในระยะที่เดินเที่ยวได้สะดวกจากสถานี JR เกโระ
ในย่านออนเซ็นแห่งนี้ นอกจาก “ฟุนเซ็นจิ” บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งฟรีที่ผุดขึ้นริมแม่น้ำฮิดะกาวะแล้ว ยังมีโรงอาบน้ำสาธารณะ 3 แห่งที่แวะใช้บริการได้เหมือนไปโรงอาบน้ำ และอ่างแช่เท้า 9 จุดที่กระจายอยู่ตามเส้นทางเดินเล่น ทำให้คุณได้สัมผัสน้ำแร่คุณภาพดีอย่างสบาย ๆ พร้อมใกล้ชิดกับผู้คนท้องถิ่น

หนึ่งในสามสุดยอดออนเซ็นของญี่ปุ่น สนุกกับการตระเวนแช่ “น้ำพุร้อนผิวงาม” และชิมของหวานระหว่างเดินเล่น
หนึ่งในสามสุดยอดออนเซ็นของญี่ปุ่น สนุกกับการตระเวนแช่ “น้ำพุร้อนผิวงาม” และชิมของหวานระหว่างเดินเล่น

3 ธีมพาร์กชื่อดังในญี่ปุ่น

ถ้าคุณอยาก “สนุกสุดเหวี่ยงกับเด็ก ๆ” อยากชวนให้ลองแวะไปเที่ยวธีมพาร์กในญี่ปุ่นด้วย
สถานที่ที่จะแนะนำต่อจากนี้ไม่เพียงมีชื่อเสียงในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังโด่งดังระดับโลกอีกด้วย
หากอยู่ใกล้กับจุดหมายที่คุณจะไปเที่ยว ก็น่าแวะไปสัมผัสสักครั้ง

1. 【จังหวัดโอซาก้า】ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน

ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน (Universal Studios Japan) หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า USJ เป็นธีมพาร์กขนาดใหญ่ที่สนุกได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่
ภายในสวนสนุกแบ่งออกเป็นหลายโซนที่มีเอกลักษณ์ต่างกัน และรวบรวมความบันเทิงระดับโลกไว้มากมาย ให้คุณได้สัมผัสโลกหลากหลายบรรยากาศ
เครื่องเล่นยอดนิยม ได้แก่ “แฮร์รี่ พอตเตอร์ แอนด์ เดอะ ฟอร์บิดเดน เจอร์นีย์” ที่พัฒนาต่อยอดจากเครื่องเล่นสัมผัสโลกแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งได้รับรางวัลเครื่องเล่นอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และ “มินเนียน แฮชะเมะจะ ไรด์” ที่ให้คุณโลดแล่นและหมุนเหวี่ยงไปกับยานพาหนะสุดพิเศษ เป็นต้น

สัมผัสโลกแห่งความบันเทิงระดับโลกจากภาพยนตร์ อนิเมะ เกม และอีกมากมาย!
สัมผัสโลกแห่งความบันเทิงระดับโลกจากภาพยนตร์ อนิเมะ เกม และอีกมากมาย!

2. 【จังหวัดชิบะ】โตเกียวดิสนีย์แลนด์

ธีมพาร์กขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างจากสถานีโตเกียวประมาณ 15 นาทีโดยรถไฟ และเป็นที่รักของผู้คนด้วยสโลแกน “อาณาจักรแห่งความฝันและเวทมนตร์” ภายในสวนสนุกประกอบด้วย 7 ธีมดังต่อไปนี้
ได้แก่ “แฟนตาซีแลนด์” ดินแดนนิทานที่ความฝันเป็นจริง, “เวิลด์บาซาร์” ที่ได้แรงบันดาลใจจากเมืองอเมริกันช่วงต้นศตวรรษที่ 20, “แอดเวนเจอร์แลนด์” ที่เต็มไปด้วยการผจญภัย, “เวสเทิร์นแลนด์” ที่อัดแน่นด้วยเสน่ห์ของยุคบุกเบิกตะวันตกในศตวรรษที่ 19, “คริตเตอร์คันทรี” ที่มีธีมเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ตัวน้อย, “ตูนทาวน์” เมืองที่มิกกี้และผองเพื่อนจากดิสนีย์อาศัยอยู่ และ “ทูมอร์โรว์แลนด์” ที่ถ่ายทอดโลกแห่งอนาคต

นั่งรถไฟจากสถานีโตเกียวประมาณ 15 นาที! “อาณาจักรแห่งความฝันและเวทมนตร์” ที่ครองใจคนทุกเพศทุกวัย
นั่งรถไฟจากสถานีโตเกียวประมาณ 15 นาที! “อาณาจักรแห่งความฝันและเวทมนตร์” ที่ครองใจคนทุกเพศทุกวัย

3. 【จังหวัดไอจิ】จิบลิพาร์ก

จุดหมายยอดฮิตที่ให้คุณดื่มด่ำกับโลกของผลงานจากสตูดิโอจิบลิ ประกอบด้วย 5 โซน ได้แก่ “โกดังใหญ่ของจิบลิ” “เนินแห่งวัยเยาว์” “ป่าดอนโดโกะ” “หมู่บ้านโมโนโนเกะ” และ “หุบเขาแม่มด”
“หุบเขาแม่มด” ซึ่งเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2024 เป็นโซนที่ได้แรงบันดาลใจจากผลงานของสตูดิโอจิบลิที่มีแม่มดเป็นตัวละคร เช่น Kiki’s Delivery Service และ Howl’s Moving Castle
อาคารต่าง ๆ เช่น “บ้านโอคิโนะ” บ้านที่คิคิ นางเอกจาก Kiki’s Delivery Service เติบโตมา สามารถเข้าชมภายในได้ด้วย (อาคารบางส่วนรวมอยู่ในสิทธิ์บัตร Ghibli Park Oosanpo Ticket Premium ที่จะกล่าวถึงภายหลัง)

โลกของผลงานจากสตูดิโอจิบลิแผ่กว้างอยู่ตรงหน้า
โลกของผลงานจากสตูดิโอจิบลิแผ่กว้างอยู่ตรงหน้า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่น

Q

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในญี่ปุ่นมีที่ไหนบ้าง?

A

สถานที่ยอดนิยม ได้แก่ เกียวโต โตเกียว นารา โอซาก้า นาโกย่า ฮอกไกโด ฟุกุโอกะ และโอกินาวะ

Q

จุดชมวิวสวยชื่อดังในญี่ปุ่นมีที่ไหนบ้าง?

A

สถานที่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ภูเขาไฟฟูจิ อามาโนะฮาชิดาเตะ และสะพานสึโนะชิมะโอฮาชิ

บทสรุป

ญี่ปุ่นมีทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหาร และเสน่ห์เฉพาะตัวหลากหลายแบบ ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐานที่ควรรู้ไว้ให้แล้ว
เมื่อวางแผนท่องเที่ยว อย่าลืมนำข้อมูลจากบทความนี้ไปใช้เป็นแนวทางด้วย
หากอยากรู้จักเสน่ห์ของญี่ปุ่นให้ลึกยิ่งขึ้น ลองอ่านบทความอื่น ๆ ของ GOOD LUCK TRIP ต่อได้เลย
คุณอาจได้พบข้อมูลที่คาดไม่ถึง หรือเจอสถานที่ท่องเที่ยวที่ตรงใจมากยิ่งขึ้นก็ได้