
“ซากุระ” สำหรับชาวญี่ปุ่นคืออะไร? เจาะลึกความผูกพันผ่านประวัติศาสตร์และเรื่องน่ารู้
พอฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นเริ่มขยับเข้ามา บรรยากาศรอบตัวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปพร้อมชื่อของ “ซากุระ”
ข่าวต่าง ๆ จะรายงานพยากรณ์วันเริ่มบานและช่วงบานเต็มที่ รายการเพลงก็เปิดเพลงที่มีซากุระเป็นธีม ส่วนในเมืองก็เต็มไปด้วยเครื่องประดับและอาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากซากุระ แม้ช่วงที่บานเต็มที่จะมีอยู่เพียงราว 2 สัปดาห์เท่านั้น
เมื่อซากุระบานสะพรั่ง ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากจะไปชมดอกไม้ตามจุดชมซากุระชื่อดัง จนกล่าวได้เลยว่าการชมซากุระเป็นกิจกรรมประจำปีของชาวญี่ปุ่น
แล้วเหตุใดชาวญี่ปุ่นจึงชื่นชอบซากุระมากถึงเพียงนี้?
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเหตุผลที่ชาวญี่ปุ่นรักซากุระ พร้อมคลี่คลายความสัมพันธ์ระหว่างชาวญี่ปุ่นกับซากุระ ผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องมายาวนาน
2 เหตุผลที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบซากุระ
ถ้าสรุปกันแบบสั้น ๆ มักเชื่อกันว่ามีอยู่ 2 เหตุผลหลักที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นรักซากุระ
เหตุผลแรกคือ ซากุระเป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ
ในญี่ปุ่นที่มี 4 ฤดูกาลชัดเจน “ฤดูหนาว” อันหนาวเหน็บสิ้นสุดลง และ “ฤดูใบไม้ผลิ” ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนปีการศึกษาและปีงบประมาณ รวมถึงเป็นช่วงเริ่มต้นใหม่ของหลายสิ่งหลายอย่าง จึงเป็นฤดูกาลที่ชวนให้หัวใจพองโต
เมื่อซากุระบานเต็มที่ ผู้คนจึงสัมผัสได้ถึงการมาถึงของฤดูกาลอันน่าตื่นเต้นนี้ นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ชาวญี่ปุ่นรักซากุระ
เหตุผลที่สองคือ ซากุระเป็น “ดอกไม้ที่งดงามแต่แสนชั่วคราว”
แม้จะเฝ้ารอช่วงเวลาที่ซากุระบานเต็มที่มาหลายเดือน แต่ดอกไม้เหล่านี้ก็ร่วงโรยไปภายในประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น
ชาวญี่ปุ่นแต่โบราณมองเห็นสุนทรียะใน “ความไม่จีรังของชีวิต” และความจริงที่ว่าความงามของซากุระบานเต็มที่จบลงอย่างรวดเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ซากุระเป็นที่รัก
ประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นกับซากุระที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล
ความรู้สึกผูกพันที่ชาวญี่ปุ่นมีต่อซากุระไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคหลัง ๆ
เบื้องหลัง 2 เหตุผลที่พูดถึงไปนั้น ยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนานค่อย ๆ หล่อหลอมค่านิยมและความรู้สึกนี้ขึ้นมา และต้นกำเนิดก็ย้อนกลับไปได้ถึงก่อนคริสตกาล
มาลองย้อนดูประวัติศาสตร์กันว่า ความรู้สึกที่ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันมีต่อซากุระนั้นหยั่งรากลงได้อย่างไร
จุดเริ่มต้นของ “ชาวญี่ปุ่นกับซากุระ” ที่ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยยาโยอิ
ช่วงเวลา “300 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 250” ซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีการทำนาข้าวในหมู่เกาะญี่ปุ่น และเกิดการก่อตัวของรัฐแรกในญี่ปุ่น เรียกว่า “สมัยยาโยอิ”
ตั้งแต่สมัยยาโยอิ ซากุระได้รับการบูชาในฐานะต้นไม้ที่เป็นที่สถิตของเทพแห่งธัญพืช
ช่วงเวลาที่ซากุระออกดอกสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอุณหภูมิ และจะเริ่มบานเมื่ออากาศอุ่นขึ้น
จึงมีการสันนิษฐานว่า ผู้คนในยุคนั้นใช้ช่วงเวลาที่ซากุระบานเต็มที่เป็นเกณฑ์ในการเริ่มทำนาข้าว
นอกจากนี้ ประเพณีการทำนายผลผลิตจากลักษณะการบานของซากุระ ก็ถือกำเนิดขึ้นในสมัยยาโยอิเช่นกัน

“การชมดอกบ๊วย” ที่เริ่มก่อนการชมซากุระ
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างชาวญี่ปุ่นกับซากุระจะเริ่มต้นมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล แต่มีการกล่าวกันว่า วัฒนธรรมการชื่นชมเพื่อความงามนั้น เริ่มจากดอกบ๊วยก่อนซากุระเสียอีก
ในสมัยนารา ซึ่งเป็นช่วง ค.ศ. 710–794 และเป็นยุคที่ญี่ปุ่นรับเอาวัฒนธรรมจีนเข้ามาอย่างแข็งขัน ดอกบ๊วยก็ถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นเช่นกัน
กลิ่นหอมของดอกบ๊วยได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมเนียมการชมดอกบ๊วย

สมัยเฮอัน ยุคที่เกิดภาพจำว่า “ฮานามิ = ซากุระ”
เมื่อเข้าสู่ “สมัยเฮอัน” ซึ่งเป็นยุคถัดจากสมัยนารา กระแสที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเริ่มก่อตัวขึ้น และสิ่งนี้เองที่ทำให้ซากุระซึ่งได้รับการบูชามาแต่โบราณได้รับความนิยมมากขึ้น
การชมดอกไม้ครั้งแรกของญี่ปุ่นก็เกิดขึ้นในสมัยเฮอันเช่นกัน
มีบันทึกว่าในปี ค.ศ. 894 จักรพรรดิได้จัดงานชมดอกไม้ขึ้น และนั่นได้กลายเป็นกิจกรรมประจำปีที่จัดโดยจักรพรรดิ
ต่อมาธรรมเนียมนี้ไม่ได้มีเฉพาะจักรพรรดิเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายในหมู่ขุนนางด้วย และเชื่อกันว่านี่คือจุดกำเนิดของการชมซากุระในแบบปัจจุบัน
ในหนังสือว่าด้วยการจัดสวนที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น “ซะคุเทกิ (Sakuteiki)” ก็มีข้อความว่า “ควรปลูกต้นซากุระไว้ในสวน” จึงอาจกล่าวได้ว่า ภาพจำ “ฮานามิ = ซากุระ” เกิดขึ้นในสมัยเฮอัน

สมัยคามาคุระ ยุคที่เกิดธรรมเนียมชื่นชมซากุระพร้อมงานเลี้ยง
เมื่อพูดถึงการชมซากุระ ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากจะนึกถึงภาพ “ปูผ้าใต้ต้นซากุระ แล้วนำอาหารและเครื่องดื่มมาร่วมสังสรรค์กัน”
ธรรมเนียมการชื่นชมซากุระพร้อมงานเลี้ยงนี้เกิดขึ้นใน “สมัยคามาคุระ” ซึ่งมาถัดจากสมัยเฮอัน
เมื่อเข้าสู่สมัยคามาคุระ เหล่านักรบซามูไรก็เริ่มจัดงานชมดอกไม้ และธรรมเนียมนี้ยังแพร่ไปยังท้องถิ่นที่ซามูไรอาศัยอยู่ด้วย
นับจากยุคนี้เป็นต้นมา การชมซากุระค่อย ๆ เปลี่ยนและลงหลักเป็นรูปแบบ “งานเลี้ยง” ใต้ต้นซากุระ
งานชมดอกไม้ที่จัดโดยซามูไรมักยิ่งใหญ่มาก โดยเฉพาะ “โยชิโนะโนะฮานามิ” และ “ไดโงะโนะฮานามิ” ที่จัดโดยโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ (Toyotomi Hideyoshi) ซึ่งมีทั้งจำนวนต้นซากุระและจำนวนผู้เข้าร่วมในระดับมหาศาล
มีการเล่ากันว่า งานชมดอกไม้เหล่านี้กินเวลาหลายวัน และมีการจัดพิธีชงชา การประลองแต่งบทกวี และการแสดงโนะแทบทุกวัน

สมัยเอโดะ ยุคที่การชมซากุระหยั่งรากสู่สามัญชน
จนถึงสมัยคามาคุระ การชมซากุระยังเป็นกิจกรรมของผู้ปกครองและผู้คนในชนชั้นสูงเป็นหลัก
แต่เมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะ สามัญชนก็เริ่มเพลิดเพลินกับการชมซากุระมากขึ้น
เหตุผลหนึ่งคือสมัยเอโดะเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบสุข ขณะเดียวกันก็มีความเชื่อว่าการปลูกซากุระเพื่อป้องกันภัยพิบัติเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การชมซากุระแพร่หลายสู่สามัญชน
แม่น้ำสุมิดะที่ยังไหลผ่านกรุงโตเกียวในปัจจุบันนั้น ในอดีตเป็นแม่น้ำที่มีแนวโน้มเอ่อล้นได้ง่ายเมื่อฝนตกหนัก
อย่างไรก็ตาม การสร้างเขื่อนตลอดแนวแม่น้ำสุมิดะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ จึงมีการกล่าวกันว่า มีการปลูกซากุระไว้ริมแม่น้ำแทนการสร้างคันกั้นน้ำ
ผลลัพธ์คือมีสถานที่สำหรับชมซากุระที่สามัญชนเข้าถึงได้มากขึ้น และธรรมเนียมนี้ก็แพร่หลายไปในหมู่ประชาชนทั่วไป

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นและซากุระที่อยากเล่าต่อให้ใครสักคนฟัง
พอรู้ประวัติศาสตร์ความผูกพันระหว่างชาวญี่ปุ่นกับซากุระกันแล้ว ลองขยับมาดูเกร็ดน่ารู้อีก 7 ข้อกันต่อ
แต่ละข้อเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่น่าสนใจพอจะหยิบไปเล่าต่อให้คนที่ไปชมซากุระด้วยฟังได้เลย
1. ที่มาของคำว่า “ซากุระ”
ในญี่ปุ่นแต่โบราณเชื่อกันว่า “คำพูด” มีพลังวิญญาณสถิตอยู่ ดังนั้นการตั้งชื่อจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
แล้วคำว่า “ซากุระ” มีที่มาอย่างไรกันแน่?
มีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับรากศัพท์ของคำนี้ แต่ในบทความนี้จะขอคัดมาแนะนำ 2 ทฤษฎีหลัก
ทฤษฎีแรกคือ มาจากชื่อเทพเจ้า “โคะโนะฮะนะโนะซะคุยะบิเมะ (Konohanasakuyahime)” ที่ปรากฏในพงศาวดารเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นอย่าง “นิฮงโชกิ” และ “โคะจิกิ”
มีตำนานว่าเทพองค์นี้โปรยเมล็ดซากุระลงมาจากท้องฟ้าเหนือภูเขาฟูจิ และเชื่อกันว่าส่วน “ซะคุยะ” ในพระนามได้เปลี่ยนเสียงมาเป็น “ซากุระ”
ทฤษฎีที่สองคือ มาจากความศรัทธาต่อซากุระเอง
อย่างที่กล่าวไปในประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นกับซากุระ ซากุระเคยถูกมองว่าเป็น “ต้นไม้ที่เป็นที่สถิตของเทพแห่งธัญพืช”
สำหรับความหมายในภาษาญี่ปุ่นโบราณ “ซะ” หมายถึงวิญญาณแห่งต้นข้าว ส่วน “คุระ” หมายถึงสถานที่ที่วิญญาณแห่งต้นข้าวเสด็จลงมา
เมื่อนำสองคำนี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นคำว่า “ซากุระ” ตามอีกหนึ่งทฤษฎี

2. ซากุระในญี่ปุ่น 70% เป็นโคลน
ญี่ปุ่นมีจุดชมซากุระชื่อดังอยู่มากมาย และยังพบซากุระได้บ่อยตามท้องถนน แต่ประมาณ 70% ของซากุระในญี่ปุ่นเป็นซากุระสายพันธุ์ “โซเมโยชิโนะ”
เนื่องจาก “โซเมโยชิโนะ” ขยายพันธุ์ด้วยการเสียบกิ่งและปักชำ จึงไม่ใช่การสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของลูกหลานโดยตรง พูดอีกแบบก็คือ “โคลน” คิดเป็น 70% ของซากุระในญี่ปุ่น
สีสันที่สม่ำเสมอของแนวต้นซากุระ อาจเป็นความงามที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะเป็นโคลนนั่นเอง

3. ไม่ได้มีแค่ดอกสีชมพู? ซากุระมีมากกว่า 600 สายพันธุ์
เมื่อพูดถึงซากุระ หลายคนน่าจะนึกถึงสีชมพูเป็นอันดับแรก
และเมื่อไปชมซากุระตามจุดดัง ๆ ทิวทัศน์ตรงหน้าก็มักเต็มไปด้วยสีชมพูจริง ๆ
แต่ความจริงแล้ว ซากุระก็มีสายพันธุ์ที่ออกดอกสีอื่นนอกจากสีชมพูด้วย
หากนับรวมทั้งสายพันธุ์ย่อยและสายพันธุ์ลูกผสม ซากุระมีมากกว่า 600 ชนิด
ซากุระดอกสีเขียว “กิโยโกะ (Gyoiko)” จะเริ่มบานในช่วงปลายเดือนเมษายน และสีของดอกจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเขียวอมเหลืองเป็นเหลือง ก่อนที่ตรงกลางดอกจะกลายเป็นสีแดงในที่สุด
หากอยู่โตเกียว สามารถชม “กิโยโกะ” ได้ที่ “สวนสาธารณะโชวะคิเน็นแห่งชาติ” ส่วนที่โอซาก้าชมได้ที่ “โรงกษาปณ์โอซาก้า”

“อุคงซากุระ (Ukonzakura)” เป็นซากุระหายากที่ออกดอกสีเหลือง
ชื่อของมันมาจากสีที่คล้ายขมิ้นซึ่งใช้ดื่มเพื่อช่วยป้องกันอาการเมาค้าง
หลังจากบานแล้ว “อุคงซากุระ” ก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูเช่นกัน
หากอยู่โตเกียว สามารถชม “อุคงซากุระ” ได้ที่ “ชินจูกุเกียวเอ็น” ส่วนที่โอซาก้าชมได้ที่ “โรงกษาปณ์โอซาก้า”

4. ตัดซากุระคือคนเขลา ไม่ตัดบ๊วยก็คนเขลา
เคยมีกระแสถ่ายรูปโดยหักกิ่งซากุระมาทำเป็นมงกุฎดอกไม้ แต่การหักหรือตัดกิ่งซากุระโดยพลการเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
ต้นซากุระผุง่าย เชื้อราสามารถเข้าไปจากรอยตัดของกิ่ง และอาจทำให้ไม่เพียงกิ่ง แต่รวมถึงลำต้นผุเสียได้ด้วย
ในญี่ปุ่นมีสุภาษิตว่า “คนเขลาคือตัดซากุระ คนเขลาคือไม่ตัดบ๊วย” หมายความว่า ซากุระนั้นเชื้อราจะเข้าทางรอยตัดและผุได้ง่าย จึงไม่ควรตัดแต่งอย่างส่งเดช
ส่วนต้นบ๊วย หากไม่ตัดกิ่งที่ไม่จำเป็นออก ก็จะออกดอกได้ไม่สวย จึงจำเป็นต้องตัดแต่ง
สุภาษิตนี้ถูกถ่ายทอดกันมาตั้งแต่โบราณ
โดยเฉพาะ “โซเมโยชิโนะ” ซึ่งคิดเป็น 70% ของซากุระในญี่ปุ่น เป็นสายพันธุ์ที่ผุง่ายเป็นพิเศษ
เพื่อช่วยกันรักษาทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามของญี่ปุ่นไว้ อย่าจงใจหักกิ่งซากุระกันนะ

5. ซากุระในญี่ปุ่นไม่ได้ออกผลเป็น “เชอร์รี”
เมื่อพูดถึงซากุระ หลายคนก็มักนึกถึง “เชอร์รี” แต่ซากุระที่ออกผลเชอร์รีได้นั้นมีเพียงสายพันธุ์ที่เรียกว่า “เซโยมิสะกุระ” เท่านั้น
ในญี่ปุ่นแทบไม่พบปลูกกัน และตามสถานที่ชมซากุระก็แทบไม่มีเช่นกัน
แม้ซากุระสายพันธุ์ที่พบมากตามจุดชมชื่อดัง เช่น “โซเมโยชิโนะ” และ “ยามะซากุระ” จะมีผลเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้อร่อยถึงขั้นรับประทานได้อย่างเพลิดเพลิน

6. ซากุระที่สวยงามมีพิษร้ายแรงหรือ?
ในญี่ปุ่นมีคำพูดว่า “กุหลาบงามย่อมมีหนาม” ซึ่งหมายถึงสิ่งสวยงามก็มีด้านที่ทำร้ายผู้คนได้ แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า “ซากุระที่งดงามก็มีพิษเช่นกัน”
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งใบและผลอ่อนของซากุระต่างก็มีพิษ
โดยเฉพาะผลอ่อนจะเกิดสารไซยาไนด์ที่มีพิษร้ายแรง จึงต้องระวังเมื่อจะกินผลซากุระ
ส่วนพิษในใบซากุระนั้น โดยทั่วไปถือว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหากไม่ได้รับในปริมาณมาก ดังนั้นหากกินเพียง 1–2 ใบก็มักไม่เป็นปัญหา
แม้ซากุระจะมีพิษอยู่ในใบและผล แต่จริง ๆ แล้วซากุระก็อยู่ในวงศ์กุหลาบเช่นกัน
บางทีคำว่า “กุหลาบงามย่อมมีหนาม” อาจเป็นเรื่องจริงก็ได้

7. ละอองเกสรซากุระมีสารที่ทำให้ตื่นเต้นอยู่จริงหรือ?
เวลาไปชมซากุระใกล้ ๆ ตอนบานเต็มที่ คุณเคยรู้สึกสนุกขึ้นมาโดยธรรมชาติโดยไม่รู้ตัวบ้างไหม?
มีเรื่องเล่ากันว่า นั่นเป็นเพราะละอองเกสรซากุระมีสารชื่อ “เอฟีดริน” ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก
เมื่อเกสรที่มีสารกระตุ้นลอยอยู่ในอากาศ และผู้คนก็นั่งดื่มสังสรรค์ใต้ต้นไม้ จึงอาจเป็นเหตุผลที่งานชมซากุระมักเต็มไปด้วยคนเมาอารมณ์ดี
แต่เรื่องเล่าที่โด่งดังนี้ แท้จริงแล้วเป็น “ข่าวลือ”
เพราะเป็นเรื่องที่แพร่หลายมาก จึงอาจมีชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
ความจริงคือ ละอองเกสรซากุระไม่ได้มีสาร “เอฟีดริน” อยู่เลย
นี่เป็นข่าวลือที่แพร่กระจายทางอินเทอร์เน็ตจากผู้อ่านที่เชื่อเรื่องราวในนิยาย
ยิ่งเพราะหลายคนเคยมีประสบการณ์ว่าพอเห็นซากุระแล้วรู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุข จึงยิ่งทำให้ข่าวลือนี้น่าเชื่อ
แค่ความจริงที่ว่าผู้คนเผลอเชื่อข่าวลือนี้ ก็เพียงพอจะบอกได้แล้วว่า สำหรับชาวญี่ปุ่น ซากุระคือดอกไม้ที่มีเสน่ห์มากเพียงใด

เรียนรู้วิธีสนุกกับซากุระแบบชาวญี่ปุ่น แล้วไปเพลิดเพลินให้เต็มอิ่ม 120%!
ชาวญี่ปุ่นมีวิธีเพลิดเพลินกับซากุระสืบต่อกันมาหลายแบบและยาวนานพอสมควร
ถ้ามีโอกาสชมซากุระที่ญี่ปุ่นทั้งที ลองหยิบวิธีสนุกแบบชาวญี่ปุ่นไปใช้ แล้วค่อย ๆ ดื่มด่ำกับบรรยากาศนี้ให้เต็มที่กันเถอะ
1. สนุกกับซากุระพร้อมงานเลี้ยงกลุ่มใหญ่
เมื่อพูดถึง “ฮานามิ” ของชาวญี่ปุ่น อย่างที่กล่าวในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นกับซากุระ” รูปแบบที่พบได้ทั่วไปคือการปูผ้าพลาสติกใต้ต้นซากุระหรือในจุดที่มองเห็นซากุระชัด ๆ แล้วนำอาหารและเครื่องดื่มมาร่วมกันนั่งกินดื่มเป็นกลุ่มใหญ่พร้อมชมดอกไม้
นี่เป็นวิธีเพลิดเพลินที่ได้รับความนิยมมาก ถึงขั้นบางคนไปจับจองที่ตั้งแต่เช้าตรู่ในจุดชมซากุระชื่อดัง
หากคุณมาเที่ยวในช่วงฤดูชมซากุระ ลองซื้ออาหารและเครื่องดื่มกับเพื่อนหรือคนรักที่เดินทางมาด้วย แล้วไปสัมผัสการชมซากุระใต้ต้นไม้แบบชาวญี่ปุ่นดูก็น่าสนใจไม่น้อย

2. ชมซากุระยามค่ำคืนที่ประดับไฟอย่างงดงามราวความฝัน
ตามจุดชมซากุระชื่อดัง พอตกกลางคืนคุณจะได้เห็นซากุระที่ส่องสว่างด้วยแสงไฟและโคมกระดาษ
ภาพซากุระสีชมพูอ่อนที่ดูบอบบาง งดงาม และแฝงความไม่จีรัง เมื่อถูกประดับไฟจะยิ่งดูชวนฝัน และมีเสน่ห์แตกต่างจากซากุระที่อยู่ใต้แสงอาทิตย์โดยสิ้นเชิง
หากอยากรู้ว่ามีจุดไหนให้ชมโยซากุระบ้าง ลองอ่านบทความนี้เพิ่มเติม ที่รวบรวมจุดชมซากุระยามค่ำคืนในโตเกียวซึ่งมาพร้อมทิวทัศน์แบบมหานครโดยเฉพาะ

3. ล่องเรือชมซากุระจากผืนน้ำแบบสบาย ๆ
ตามจุดชมดอกไม้ที่มีซากุระบานรอบสระน้ำ คุณสามารถเช่าเรือแล้วล่องชมซากุระจากผืนน้ำได้อย่างสบาย ๆ
ภาพซากุระที่สะท้อนบนผิวน้ำ และซากุระที่บานสะพรั่งอยู่รอบด้านเมื่อมองจากบนเรือ ช่วยให้สัมผัสได้ถึงเสน่ห์แบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
การปล่อยเรือลอยไปบนผิวน้ำพร้อมชมซากุระท่ามกลางแสงแดดอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ ก็เป็นประสบการณ์ผ่อนคลายที่น่าแนะนำเช่นกัน

4. ร่วมงาน “เทศกาลซากุระ” เพื่อเพลิดเพลินกับฤดูดอกไม้บาน
ตามจุดชมซากุระชื่อดัง มักมีการจัด “เทศกาลซากุระ” ให้ตรงกับช่วงที่ดอกไม้บานอยู่บ่อยครั้ง
บางแห่งมีร้านแผงลอยเรียงรายตามถนนแนวซากุระ บางแห่งมีการแสดงดนตรีสดในจุดที่มองเห็นดอกไม้ได้ โดยเนื้อหาของ “เทศกาลซากุระ” จะแตกต่างกันไปตามสถานที่
บางครั้งยังมีการเปิดพื้นที่พิเศษแบบจำกัดเวลา ซึ่งปกติไม่สามารถเข้าได้ในช่วงอื่นนอกเทศกาลด้วย
หากคุณวางแผนไปเยือนจุดชมซากุระ อย่าลืมตรวจสอบด้วยว่ามีการจัด “เทศกาลซากุระ” หรือไม่

5. สนุกกับซากุระในฐานะจุดถ่ายรูป
ในช่วงที่ซากุระบาน ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ออกตระเวนถ่ายภาพตามจุดชมซากุระชื่อดัง
โดยเฉพาะ
- ภาพซากุระที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำของทะเลสาบ
- มุมที่ซากุระอยู่คู่กับศาลเจ้าและวัดวาอาราม
- แนวต้นซากุระริมแม่น้ำ
- การจับคู่ซากุระกับแลนด์มาร์กอย่างโตเกียวทาวเวอร์
สถานที่ที่ได้เห็นการจับคู่ลักษณะนี้ มักได้รับความนิยมในฐานะจุดถ่ายภาพ
หากได้ถ่ายรูปในจุดชมซากุระที่มีองค์ประกอบแบบนี้ คุณก็น่าจะได้ภาพที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแบบญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

บทสรุป
ตลอดบทความนี้ เราได้ค่อย ๆ ไล่ดูตั้งแต่เหตุผลที่ชาวญี่ปุ่นรักซากุระ ไปจนถึงประวัติศาสตร์ เรื่องน่ารู้ และวิธีเพลิดเพลินกับซากุระ เพื่อให้เห็นว่าดอกไม้นี้ผูกพันกับผู้คนในญี่ปุ่นอย่างไรบ้าง น่าสนใจไม่น้อยใช่ไหม
หากคุณมีแผนเดินทางมาในช่วงที่ซากุระบาน ลองอ่านบทความนี้ล่วงหน้าให้ครบ การชมซากุระก็น่าจะสนุกขึ้นอีกมาก
และอย่าลืมแวะดูบทความนี้เพิ่มเติมเป็นข้อมูลอ้างอิงด้วย