คู่มือเที่ยวจังหวัดยามางุจิ ครบทั้งวิวสวย อาหารอร่อย และประวัติศาสตร์

คู่มือเที่ยวจังหวัดยามางุจิ ครบทั้งวิวสวย อาหารอร่อย และประวัติศาสตร์

Last update :
Written by :  GOOD LUCK TRIP

ถ้าอยากออกทริปที่มีทั้งธรรมชาติหลากหลาย อาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ “ยามางุจิ” เป็นอีกจังหวัดที่ชวนให้ไปทำความรู้จัก
ที่นี่มีสถานที่ซึ่งเป็นฉากสำคัญของจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ รวมถึงจุดท่องเที่ยวที่ยังคงบรรยากาศของช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) ไว้อย่างชัดเจน
หากอยากเที่ยวให้เต็มอิ่ม บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ในยามางุจิ ข้อมูลการเดินทาง และตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยม

“ยามางุจิ” เมืองแห่งวิวสวยและอาหารรสเลิศ

หากนึกถึงจังหวัดที่มีทั้งทะเล ภูเขา อาหารอร่อย และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ “ยามางุจิ” ก็เป็นชื่อที่น่าสนใจไม่น้อย
จังหวัดนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเกาะฮนชู และอยู่ในภูมิภาคจูโงกุซึ่งประกอบด้วย 5 จังหวัด รวมทั้งชิมาเนะ ทตโตริ ฮิโรชิมะ และโอกายามะ
ที่นี่เป็นพื้นที่อุดมด้วยธรรมชาติ รายล้อมด้วยแนวเทือกเขาจูโงกุที่พาดผ่านภูมิภาคจากตะวันออกสู่ตะวันตก ทะเลเซโตะใน และทะเลญี่ปุ่น
ใน “ยามางุจิ” มีจุดชมธรรมชาติสวยงามตามฤดูกาลอยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นคือ “สะพานคินไตเคียว” ซึ่งได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในสามสะพานชื่อดังของญี่ปุ่น
ยังมีศาลเจ้า วัดวา และสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก โดยมีแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมกระจายอยู่ทั่วจังหวัด
ยามางุจิกับฟุกุโอกะเชื่อมต่อกันด้วยอุโมงค์ใต้ทะเลที่ชื่อว่า “คันมง ทันเนล” จึงเป็นที่รู้จักในฐานะประตูสู่คิวชูด้วย
“คันมง ทันเนล” สามารถเดินเท้าผ่านได้ จึงไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางคมนาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดท่องเที่ยวอีกด้วย
อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ “ยามางุจิ” คือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่หลากหลาย โดยเฉพาะงานหัตถกรรมดั้งเดิมอย่างการเคลือบแลคเกอร์โออุจิที่มีชื่อเสียง
ที่นี่ยังขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งอาหารชั้นเยี่ยม คุณจึงสามารถลิ้มลองเมนูดังอย่างปลาปักเป้าและคาวาระโซบะได้ระหว่างทริป
ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติอันงดงาม อาหาร หรือประวัติศาสตร์ “ยามางุจิ” คือจุดหมายที่รวมเสน่ห์ของญี่ปุ่นไว้ได้อย่างครบถ้วน

วิวกลางคืนอันงดงามของช่องแคบคันมงที่คั่นระหว่างยามางุจิกับคิวชู
วิวกลางคืนอันงดงามของช่องแคบคันมงที่คั่นระหว่างยามางุจิกับคิวชู

อุณหภูมิเฉลี่ยและตัวอย่างการแต่งกายในยามางุจิ

โดยรวมแล้ว “ยามางุจิ” มีอากาศค่อนข้างอบอุ่น และมีวันที่ฟ้าโปร่งอยู่มาก
อย่างไรก็ตาม ในฤดูหนาวบริเวณชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นอุณหภูมิจะต่ำและมีเมฆมาก จึงอาจมีหิมะตกได้

อุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนของยามางุจิ

- มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม
อุณหภูมิเฉลี่ย (องศา) 4.4 5.5 9.0 13.9 19.0 22.6 26.4 27.4 23.5 17.7 11.9 6.4

ตัวอย่างการแต่งกายตามฤดูกาลในยามางุจิ

  • ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม): เหมาะกับแจ็กเก็ตบางและเสื้อสเวตเตอร์เนื้อบาง
  • ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม): เสื้อผ้าบางสบายหรือเสื้อแขนสั้น
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน): แจ็กเก็ตบาง หรือจะใส่โค้ตก็ได้
  • ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์): โค้ต ชุดสูทผ้าวูล รวมถึงเสื้อสเวตเตอร์หรือแจ็กเก็ตเนื้อหนา

การเดินทางไปยามางุจิ

การเดินทางมายัง “ยามางุจิ” ถือว่าสะดวกพอสมควร เพราะมีทั้งสนามบิน 2 แห่งและสถานีที่รถไฟชินคันเซ็นจอด
จากสนามบินฮาเนดะในโตเกียวไปยังสนามบินยามางุจิอุเบะ ใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที
หากเดินทางด้วยชินคันเซ็นจากสถานีชินโอซากะ จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงถึงสถานีชินยามางุจิ
จากฮากาตะในฟุกุโอกะและจากฮิโรชิมะก็สามารถนั่งชินคันเซ็นมาได้เช่นกัน โดยจากสถานีฮากาตะใช้เวลาประมาณ 40 นาที และจากสถานีฮิโรชิมะประมาณ 30 นาที
หากเดินทางมาจากต่างประเทศ แนะนำให้ต่อเครื่องผ่านสนามบินในฮิโรชิมะหรือฟุกุโอกะแล้วจึงมุ่งหน้าไปยามางุจิ

“สนามบินยามางุจิอุเบะ” ประตูทางอากาศสู่ยามางุจิ
“สนามบินยามางุจิอุเบะ” ประตูทางอากาศสู่ยามางุจิ

การเดินทางจากสนามบินยามางุจิอุเบะไปยังสถานีหลัก

หากเริ่มต้นจาก “สนามบินยามางุจิอุเบะ” ประตูทางอากาศของจังหวัด ต่อไปนี้คือวิธีเดินทางไปยังสถานีหลักอย่าง “สถานีชินยามางุจิ” และ “สถานีชิโมโนเซกิ”

การเดินทางจากสนามบินยามางุจิอุเบะไปสถานีชินยามางุจิ

เส้นทาง
1. ขึ้นรถบัสสายสนามบินยามางุจิอุเบะ มุ่งหน้าไปทางประตูเหนือสถานีชินยามางุจิ จากป้ายรถบัสที่สนามบินยามางุจิอุเบะ
2. ลงที่ป้ายรถบัส “ประตูเหนือสถานีชินยามางุจิ”
ระยะเวลา
ประมาณ 50 นาที

การเดินทางจากสนามบินยามางุจิอุเบะไปสถานีชิโมโนเซกิ

เส้นทาง
1. เดินจากสนามบินยามางุจิอุเบะไปยัง “สถานีคูซาเอะ”
2. จาก “สถานีคูซาเอะ” ขึ้นรถไฟ JR สายอุเบะ ปลายทางอุเบะ แล้วลงที่ “สถานีอุเบะ”
3. ต่อรถไฟ JR สายซันโย ปลายทางชิโมโนเซกิ แล้วลงที่ “สถานีชิโมโนเซกิ”
ระยะเวลา
ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

วิธีเดินทางหลักในยามางุจิ

เวลาเที่ยวตามจุดต่าง ๆ ในยามางุจิ วิธีเดินทางหลักจะเป็นรถไฟและรถบัส
สำหรับการเดินทางระหว่างจุดท่องเที่ยว แนะนำให้ใช้รถบัส ส่วนรถไฟเหมาะกับการเดินทางระหว่างแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่อยู่ห่างกัน
อย่างไรก็ตาม บางแห่งอาจเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะได้ไม่สะดวก จึงควรพิจารณาใช้แท็กซี่นำเที่ยวหรือเช่ารถด้วย

หากเดินทางระหว่างจุดท่องเที่ยว ลองใช้รถบัสให้คุ้มค่า
หากเดินทางระหว่างจุดท่องเที่ยว ลองใช้รถบัสให้คุ้มค่า

4 พื้นที่น่ารู้ก่อนเที่ยวจังหวัดยามางุจิ

ก่อนวางแผนเที่ยว ลองทำความรู้จัก 4 พื้นที่หลักของยามางุจิกันก่อน ได้แก่ “อิวาคุนิ・ยานาอิ・ชูนัน”, “ยามางุจิ・โฮฟุ”, “ชิโมโนเซกิ・อากิโยชิได・อุเบะ” และ “ฮางิ・นางาโตะ” ซึ่งแต่ละพื้นที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน
เราจะพาไปรู้จักเสน่ห์และไฮไลต์ของแต่ละโซน เพื่อช่วยให้คุณวางแผนทริปได้ง่ายขึ้น

“พื้นที่อิวาคุนิ・ยานาอิ・ชูนัน” สัมผัสบรรยากาศและเสน่ห์แบบญี่ปุ่น

ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นชัด ๆ “พื้นที่อิวาคุนิ・ยานาอิ・ชูนัน” ทางตะวันออกของยามางุจิก็น่าแวะไม่น้อย เพราะมีทั้งทะเล ภูเขา และแม่น้ำท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
“สะพานคินไตเคียว” แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังประจำยามางุจิ ก็อยู่ในพื้นที่นี้เช่นกัน
สะพานไม้โค้งที่หาได้ยากในระดับโลก ผสานกับซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีรอบด้าน ช่วยสร้างบรรยากาศธรรมชาติอันงดงามและกลิ่นอายญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่นี้ยังมีศาลเจ้า วัด และออนเซ็นมากมาย จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทริปที่อยากสัมผัสเสน่ห์และอารมณ์แบบญี่ปุ่น
เนื่องจากพื้นที่อิวาคุนิ・ยานาอิ・ชูนันอยู่ติดกับฮิโรชิมะและชิมาเนะ จึงยังเหมาะใช้เป็นฐานสำหรับเที่ยวต่อไปยังจังหวัดอื่นด้วย

ทิวทัศน์เปี่ยมเสน่ห์แบบญี่ปุ่นของสะพานคินไตเคียวและซากุระ
ทิวทัศน์เปี่ยมเสน่ห์แบบญี่ปุ่นของสะพานคินไตเคียวและซากุระ
“ย่านเมืองกำแพงขาว” ในยานาอิ ที่ยังคงบรรยากาศจากยุคเอโดะ ก็เป็นจุดยอดนิยมเช่นกัน
“ย่านเมืองกำแพงขาว” ในยานาอิ ที่ยังคงบรรยากาศจากยุคเอโดะ ก็เป็นจุดยอดนิยมเช่นกัน

“พื้นที่ยามางุจิ・โฮฟุ” เต็มไปด้วยศาลเจ้า วัด และโบราณสถานทางประวัติศาสตร์

สำหรับใครที่สนใจศาลเจ้า วัด และโบราณสถาน “พื้นที่ยามางุจิ・โฮฟุ” เป็นอีกโซนที่เที่ยวได้สะดวก เพราะมี “สถานีชินยามางุจิ” ซึ่งเป็นสถานีที่ชินคันเซ็นจอด
พื้นที่นี้ตั้งอยู่ตอนกลางของยามางุจิ และติดกับอีก 3 พื้นที่หลัก
มีศาลเจ้า วัด โบราณสถาน และสวนกระจายอยู่มากมาย โดย “เจดีย์ห้าชั้นวัดรุริโคจิ” ใน “สวนโคซัน” เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดของจังหวัด
นอกจากจะได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในสามเจดีย์ชื่อดังของญี่ปุ่นแล้ว ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติด้วย
เจดีย์ห้าชั้นที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางธรรมชาติในแต่ละฤดูกาลนั้นงดงามน่าประทับใจ และการประดับไฟยามค่ำคืนก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด
เมืองยามางุจิยังได้รับเลือกจาก The New York Times ให้เป็นหนึ่งใน “52 สถานที่ที่ควรไปในปี 2024” และ “เจดีย์ห้าชั้นวัดรุริโคจิ” ก็ถูกแนะนำไว้ในบทความนั้นด้วย จึงนับเป็นจุดหมายที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก

ทิวทัศน์ชวนประทับใจของเจดีย์ห้าชั้นวัดรุริโคจิ สมบัติแห่งชาติ ท่ามกลางซากุระ
ทิวทัศน์ชวนประทับใจของเจดีย์ห้าชั้นวัดรุริโคจิ สมบัติแห่งชาติ ท่ามกลางซากุระ
นอกจากประวัติศาสตร์แล้ว พื้นที่นี้ยังมีเสน่ห์อีกมาก เช่น สวนบนยอดเขาโอฮิรายามะ ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับธรรมชาติได้เต็มที่
นอกจากประวัติศาสตร์แล้ว พื้นที่นี้ยังมีเสน่ห์อีกมาก เช่น สวนบนยอดเขาโอฮิรายามะ ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับธรรมชาติได้เต็มที่

“พื้นที่ชิโมโนเซกิ・อากิโยชิได・อุเบะ” เต็มไปด้วยจุดชมวิวสวยตระการตา

ถ้าอยากเน้นเที่ยววิวทะเลกว้าง ๆ “พื้นที่ชิโมโนเซกิ・อากิโยชิได・อุเบะ” ทางตะวันตกของยามางุจิ คือโซนที่โดดเด่นเป็นพิเศษ
มีจุดชมวิวชื่อดังมากมายกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ เช่น “สะพานสึโนะชิมะโอฮาชิ” และ “ช่องแคบคันมง” ที่มักปรากฏในโฆษณาทางโทรทัศน์และนิตยสารท่องเที่ยว
ชิโมโนเซกิเป็นที่รู้จักในฐานะประตูสู่คิวชูผ่าน “คันมง ทันเนล” และอีกเสน่ห์หนึ่งก็คืออาหารท้องถิ่นที่หลากหลาย
ที่ “ตลาดคาราโตะ” อันโด่งดัง คุณสามารถลิ้มลองอาหารทะเลสดใหม่แสนอร่อย รวมถึงปลาปักเป้าซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของพื้นที่
เมื่อพูดถึงพื้นที่ชิโมโนเซกิ・อากิโยชิได・อุเบะ อีกสถานที่ที่มีชื่อเสียงคือ “อากิโยชิได” ที่ราบคาร์สต์ขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น
ทุ่งหญ้าเปิดโล่งที่มีหินปูนกระจายตัวอยู่ทั่ว สร้างทิวทัศน์ที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร
ใต้ดินของ “อากิโยชิได” ยังมีถ้ำหินงอกหินย้อยจำนวนมาก และในบรรดานั้น “ถ้ำอากิโยชิโด” มีชื่อเสียงเป็นพิเศษ
นี่คือถ้ำหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่ที่มีความยาวรวมมากกว่า 10 กิโลเมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์ธรรมชาติพิเศษด้วย

สะพานสึโนะชิมะโอฮาชิเหนือทะเลสีน้ำเงินโคบอลต์
สะพานสึโนะชิมะโอฮาชิเหนือทะเลสีน้ำเงินโคบอลต์
ลิ้มลองอาหารทะเลในบรรยากาศคึกคักของตลาดคาราโตะ
ลิ้มลองอาหารทะเลในบรรยากาศคึกคักของตลาดคาราโตะ

“พื้นที่ฮางิ・นางาโตะ” โดดเด่นด้วยวิวทะเลและมรดกโลก

“พื้นที่ฮางิ・นางาโตะ” เหมาะกับคนที่อยากชมทั้งวิวทะเลและแหล่งมรดกโลกในทริปเดียว โดยพื้นที่นี้หันหน้าออกสู่ทะเลญี่ปุ่นและครอบคลุมตั้งแต่ตอนเหนือไปจนถึงตะวันตกของยามางุจิ
ตามแนวชายฝั่งมีทิวทัศน์อันทรงพลังจากหน้าผาสูงชันและคลื่นที่ซัดกระทบฝั่ง
หนึ่งในจุดชมวิวชื่อดังของพื้นที่นี้คือ “ศาลเจ้าโมโตโนะสุมิ” ซึ่งคุณจะได้เห็นเสาโทริอิสีแดง 123 ต้นเรียงต่อกันมุ่งสู่ทะเลญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนเอกชน “โชคะซนจูกุ” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและเป็นสถานศึกษาที่ผลิตบุคคลสำคัญจำนวนมาก รวมถึง “เตาหลอมฮางิ” โบราณสถานล้ำค่า ซึ่งล้วนเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม
ที่นี่ยังมีเมืองออนเซ็น 5 แห่งให้เลือกเที่ยว จึงเหมาะสำหรับผู้ที่อยากเพลิดเพลินทั้งวิวสวย ประวัติศาสตร์ และการแช่ออนเซ็นในทริปเดียว

ภาพเสาโทริอิที่ถวายไว้ 123 ต้น เรียงรายมุ่งสู่ทะเล เป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
ภาพเสาโทริอิที่ถวายไว้ 123 ต้น เรียงรายมุ่งสู่ทะเล เป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
โรงเรียนเอกชน “โชคะซนจูกุ” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
โรงเรียนเอกชน “โชคะซนจูกุ” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ควรใช้เวลากี่วันจึงจะเที่ยว ยามางุจิ ได้เต็มอิ่ม

ถ้าเลือกเที่ยวเฉพาะบางพื้นที่และเน้นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม ทริป 2 วัน 1 คืนก็ยังเที่ยวได้สนุกเต็มที่
แต่ถ้าต้องการเที่ยวข้าม 3 พื้นที่ขึ้นไป หรืออยากตระเวนชมจุดวิวสวยทั่วจังหวัด ควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 3 วัน 2 คืน
ลองใช้ตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยวที่จะแนะนำต่อไปนี้เป็นแนวทาง แล้ววางแผนทริปยามางุจิให้เหมาะกับคุณ

หากพักอย่างน้อย 2 คืน ลองออกไปตระเวนชมจุดวิวสวยทั่วจังหวัดยามางุจิกัน
หากพักอย่างน้อย 2 คืน ลองออกไปตระเวนชมจุดวิวสวยทั่วจังหวัดยามางุจิกัน

ตัวอย่างทริป 2 วัน 1 คืน เที่ยวจุดไฮไลต์ในยามางุจิ

ต่อจากนี้ เราจะพาไปดูตัวอย่างทริป 2 วัน 1 คืน สำหรับเที่ยวจุดยอดนิยมในยามางุจิ
เส้นทางนี้จะพาคุณเที่ยวโบราณสถานและศาลเจ้าวัดวา แช่ออนเซ็นคลายความเหนื่อยล้า และแวะตลาดเพื่อลิ้มลองของขึ้นชื่อพร้อมเลือกซื้อของฝาก
หากยังไม่แน่ใจว่าจะวางแผนเที่ยวอย่างไร ลองใช้เส้นทางตัวอย่างนี้เป็นไอเดียได้เลย

วันที่ 1: ตระเวนจุดชมวิวและสถานที่ที่ยังคงกลิ่นอายประวัติศาสตร์ยุคเอโดะ

วันแรกเริ่มจากจุดชมวิวเด่นประจำยามางุจิ แล้วค่อยออกเดินทางไปยังสถานที่ที่ยังคงร่องรอยของช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคเอโดะสู่ยุคถัดไป
ลองเปิดใจสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดกันดู

10:10 เริ่มต้นจากสถานี JR ชินยามางุจิ

วันแรกของทริปตัวอย่างเริ่มต้นที่สถานี JR ชินยามางุจิ
จากสถานี JR ชินยามางุจิ ให้นั่งรถบัสไปยังป้าย “อากิโยชิโด”
เมื่อลงจากรถแล้ว เดินต่อประมาณ 7 นาที ก็จะถึงจุดหมายแรก “อากิโยชิได・อากิโยชิโด”

“สถานี JR ชินยามางุจิ” จุดเริ่มต้นของวันแรก
“สถานี JR ชินยามางุจิ” จุดเริ่มต้นของวันแรก

11:00 ชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ “อากิโยชิได・อากิโยชิโด”

“อากิโยชิได” เป็นที่ราบคาร์สต์ขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น แผ่กว้างอยู่ทางตอนกลางและตะวันออกของเมืองมิเนะ
หินปูนสีขาวที่โผล่พ้นทุ่งหญ้ากว้างนั้นเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ
โดยเฉพาะวิวจาก “จุดชมวิวคาร์สต์อากิโยชิได” ที่สามารถมองเห็นความกว้างใหญ่ของที่ราบได้อย่างเต็มตา
ใต้พื้นดินของอากิโยชิไดยังมีถ้ำหินงอกหินย้อยแผ่ขยายราวกับใยแมงมุม
มีอยู่มากกว่า 450 แห่ง เช่น “ถ้ำอากิโยชิโด” ซึ่งเป็นอนุสรณ์ธรรมชาติพิเศษ “ถ้ำคาเงะคิโยโด” ที่เล่ากันว่านักรบตระกูลเฮเคะที่พ่ายศึกเคยมาหลบซ่อน และ “ถ้ำไทโชโด” ที่มีลักษณะซับซ้อนคล้ายเขาวงกต
มาสนุกกับทั้งวิวกว้างสุดสายตาของทุ่งหญ้า และการผจญภัยในถ้ำอันเย็นสบายที่ให้ความรู้สึกราวกับอีกโลกหนึ่ง

ที่ราบคาร์สต์ขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น
ที่ราบคาร์สต์ขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น

13:10 เดินเล่นใน “ย่านเมืองเก่าปราสาทฮางิ” ที่ยังคงเสน่ห์จากยุคเอโดะ

หลังจากสำรวจอากิโยชิได・อากิโยชิโดแล้ว ให้กลับไปยังป้ายรถบัสที่ใกล้ที่สุดคือ “อากิโยชิโด”
จากนั้นนั่งรถบัสไปลงที่ศูนย์รถบัสฮางิ แล้วเดินต่อประมาณ 10 นาที ก็จะถึง “ย่านเมืองเก่าปราสาทฮางิ”
ฮางิเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองปราสาทยาวนาน 260 ปี นับตั้งแต่โมริ เทรุโมโตะ (Mori Terumoto) ขุนศึกผู้สร้างปราสาทฮางิ
ทิวทัศน์เมืองที่มีทั้งกำแพงขาว กำแพงนามาโกะ และรั้วไม้กระดานสีดำ งดงามจนได้รับการกล่าวขานว่า “ใช้แผนที่ยุคเอโดะเดินได้เลย” เพราะผังถนนจากยุคเอโดะยังคงอยู่แทบเหมือนเดิม ทำให้บรรยากาศในอดีตยังคงเด่นชัด
ในปี ค.ศ. 2015 พื้นที่นี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในชื่อ “แหล่งมรดกการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมจิของญี่ปุ่น”
ในเขตฮางิมีองค์ประกอบมรดก 5 แห่งที่สะท้อนการเริ่มต้นรับเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และที่นี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ลองมาเดินเล่นในย่านเมืองเก่าปราสาทฮางิ ที่คุณจะได้สัมผัสทั้งทิวทัศน์เมืองจากยุคเอโดะและมรดกที่นำไปสู่ยุคสมัยใหม่ในที่เดียว
ในย่านนี้ยังมีร้านอาหารจำนวนมาก จึงเหมาะสำหรับแวะชิมเมนูขึ้นชื่อของยามางุจิเป็นมื้อกลางวันด้วย

เมืองที่เป็นฉากของละครประวัติศาสตร์เรื่อง Hanamoyu และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
เมืองที่เป็นฉากของละครประวัติศาสตร์เรื่อง Hanamoyu และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

15:30 สัมผัสประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่มรดกโลก “เตาหลอมฮางิ”

ขึ้นรถจากป้าย “ศูนย์รถบัสฮางิ” แล้วลงที่ “เตาหลอมฮางิ” จากนั้นเดินต่อประมาณ 2 นาที ก็จะถึงจุดหมาย “เตาหลอมฮางิ”
สำหรับคนที่สนใจประวัติศาสตร์อุตสาหกรรม เตาหลอมสะท้อนความร้อนเป็นเตาหลอมโลหะที่ถูกนำเข้ามาในช่วงปลายยุคเอโดะ เพื่อใช้หล่อปืนใหญ่
แม้จะสร้างขึ้นจากภาพร่างของเตาหลอม และเหลือเพียงบันทึกว่ามีการเดินเครื่องชั่วคราวและทดลองใช้งานเท่านั้น แต่ก็ถือเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามของญี่ปุ่นในยุคนั้นที่กำลังแสวงหาหนทางสู่ความทันสมัย
ปัจจุบัน ซากเตาหลอมลักษณะนี้ในญี่ปุ่น นอกจากที่ฮางิแล้ว ยังเหลืออยู่เพียงในชิซุโอกะและคาโงชิมะเท่านั้น
“เตาหลอมฮางิ” ไม่เพียงเป็นโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกด้วย
ลองใช้เวลาค่อย ๆ ชมโบราณสถานล้ำค่าแห่งนี้ แล้วสัมผัสกระแสประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง

เตาหลอมฮางิที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
เตาหลอมฮางิที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

16:15 เยี่ยมชม “โชคะซนจูกุ” สถานศึกษาของบุคคลสำคัญผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์

จากเตาหลอมฮางิไปยังจุดถัดไป “โชคะซนจูกุ” ใช้เวลาเดินประมาณ 30 นาที
ที่นี่คือโรงเรียนเอกชนที่โยชิดะ โชอิน (Yoshida Shoin) ซามูไรปลายยุคเอโดะซึ่งเกิดและเติบโตในฮางิ เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายสมัยบาคุมัตสึ
ว่ากันว่าชื่อ “โชคะซนจูกุ” มาจากการที่บริเวณนี้เคยถูกเรียกว่า “หมู่บ้านมัตสึโมโตะ”
แม้จะเปิดสอนได้เพียงราว 1 ปีกว่า ๆ แต่โรงเรียนแห่งนี้เปิดรับนักเรียนโดยไม่แบ่งชนชั้นหรือฐานะ และได้สร้างบุคลากรสำคัญจำนวนมากที่มีบทบาทในยุคปฏิรูปเมจิและรัฐบาลเมจิ
ภายในบริเวณมีอาคารที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพเดิมตั้งแต่ปลายยุคเอโดะ รวมถึง “ศาลเจ้าโชอิน” ที่อุทิศแด่โยชิดะ โชอิน
ลองมาเยี่ยมชมโชคะซนจูกุและศาลเจ้าโชอินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แล้วนึกถึงบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยมีบทบาทในการเปลี่ยนยุคสมัย

โรงเรียนที่ผลิตนักปฏิรูปจำนวนมาก ผู้สืบทอดอุดมการณ์ของโยชิดะ โชอิน
โรงเรียนที่ผลิตนักปฏิรูปจำนวนมาก ผู้สืบทอดอุดมการณ์ของโยชิดะ โชอิน

18:40 พักผ่อนคลายความเหนื่อยที่เรียวกัง “ไค นางาโตะ” ในย่านออนเซ็นนางาโตะยูโมโตะ

หลังเที่ยวโชคะซนจูกุอย่างเต็มที่แล้ว ให้เดินไปยังสถานี JR ฮิกาชิฮางิ
จากสถานี JR ฮิกาชิฮางิ นั่งรถไฟไปยังสถานี JR นางาโตะชิ แล้วต่อรถบัสไปยัง “นางาโตะยูโมโตะออนเซ็น”
นางาโตะยูโมโตะออนเซ็นเป็นเมืองออนเซ็นที่มีประวัติยาวนานมากกว่า 600 ปี
หากเดินเล่นเลียบแม่น้ำ คุณจะได้เพลิดเพลินกับธรรมชาติในแต่ละฤดูกาล รวมถึงป่าไผ่ที่สวยงาม
ยังมีของกินเดินเพลินให้เลือกหลากหลาย ทั้งดังโงะมิตาราชิ โดรายากิ ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ และอีกมากมาย
เพลิดเพลินกับการชิมของอร่อยระหว่างทาง แล้วมุ่งหน้าไปยังที่พักคืนแรก “ไค นางาโตะ”
ที่พักแห่งนี้มีแนวคิดเป็น “เรือนน้ำชาของเจ้าแคว้น” สะท้อนวัฒนธรรมซามูไรในยุคเอโดะ และห้องพักก็เป็นห้องสไตล์ท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของพื้นที่
การตกแต่งภายในยังให้บรรยากาศญี่ปุ่นร่วมสมัยอย่างมีเสน่ห์
ปิดท้ายวันด้วยออนเซ็นแบบน้ำพุร้อนจากต้นกำเนิดและอาหารไคเซกิ เพื่อคลายความเหนื่อยล้าและเตรียมพร้อมสำหรับวันถัดไป

ที่พักออนเซ็นที่มาพร้อมแนวคิด “เรือนน้ำชาของเจ้าแคว้น”
ที่พักออนเซ็นที่มาพร้อมแนวคิด “เรือนน้ำชาของเจ้าแคว้น”

วันที่ 2: เที่ยวจุดยอดนิยมในชิโมโนเซกิ

วันที่สองเริ่มจากสถานที่ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ แล้วค่อยออกเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในชิโมโนเซกิ
ยังมีสถานที่พักผ่อนอย่างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและหอคอยชมวิวให้แวะชมด้วย ทำให้คุณได้สัมผัสเสน่ห์ของยามางุจิจากหลายมุมมอง

8:00 เริ่มต้นจากสถานี JR นางาโตะยูโมโตะ

จากสถานี JR นางาโตะยูโมโตะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวันที่สอง ให้นั่งรถไฟไปยังสถานี JR อาซะ
เปลี่ยนขบวนที่สถานี JR อาซะ แล้วลงที่สถานี JR ชิโมโนเซกิ จากนั้นนั่งรถบัสต่อไปยังจุดแรกของวันที่สอง “ซากสมรภูมิดันโนะอุระ”

วันที่สองเริ่มต้นที่ “สถานี JR นางาโตะยูโมโตะ”
วันที่สองเริ่มต้นที่ “สถานี JR นางาโตะยูโมโตะ”

11:00 สัมผัสทั้งประวัติศาสตร์และความงามของธรรมชาติที่ “ซากสมรภูมิดันโนะอุระ”

“ซากสมรภูมิดันโนะอุระ” คือสถานที่ที่เกิด “ศึกดันโนะอุระ” ซึ่งเป็นศึกสุดท้ายระหว่างตระกูลเก็นจิและเฮเคะ
ศึกครั้งนี้นำไปสู่การล่มสลายของตระกูลเฮเคะที่รุ่งเรืองในสมัยเฮอัน (ค.ศ. 794–1185) และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคคามาคุระ (ค.ศ. 1185–1333) ภายใต้อำนาจของเก็นจิ
จึงนับได้ว่าเป็นสถานที่แห่งจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
ขณะระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตผ่านอนุสรณ์สถาน อย่าลืมหันมาชื่นชมความงามของทะเลที่แผ่กว้างอยู่ตรงหน้าด้วย
หลังเที่ยว “ซากสมรภูมิดันโนะอุระ” เสร็จแล้ว แนะนำให้แวะรับประทานอาหารกลางวันในบริเวณใกล้เคียง

รูปปั้นมินาโมโตะ โยชิสึเนะ และไทระ โนะ โทโมโมริ ที่ซากสมรภูมิดันโนะอุระ
รูปปั้นมินาโมโตะ โยชิสึเนะ และไทระ โนะ โทโมโมริ ที่ซากสมรภูมิดันโนะอุระ

12:45 เดินเล่นที่ “ศาลเจ้าอากามะ” สัญลักษณ์แห่งช่องแคบคันมง

จาก “ซากสมรภูมิดันโนะอุระ” ไปยัง “ศาลเจ้าอากามะ” ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที
ที่นี่เป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐานจักรพรรดิอันโตกุ ผู้สละพระชนม์ในทะเลเมื่อพระชนมายุ 8 พรรษา หลังพ่ายแพ้ใน “ศึกดันโนะอุระ”
“ประตูซุยเท็นมง” สีแดงชาดได้รับแรงบันดาลใจจากวังมังกร ให้บรรยากาศทั้งงดงามและสง่างาม
ภายในบริเวณยังมีหอเก็บสมบัติที่จัดแสดงเอกสารสำคัญ และมีอาคารสีแดงสดเรียงรายอย่างโดดเด่น
เมื่อมาเยือน “ศาลเจ้าอากามะ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของช่องแคบคันมง ลองใช้เวลารำลึกถึงจักรพรรดิอันโตกุและผู้คนแห่งตระกูลเฮเคะที่จากไปในหน้าประวัติศาสตร์

“ประตูซุยเท็นมง” สีแดงชาดที่ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากวังมังกร
“ประตูซุยเท็นมง” สีแดงชาดที่ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากวังมังกร

13:50 เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อของฝากที่ “ตลาดคาราโตะ”

หลังจากไหว้พระที่ศาลเจ้าอากามะแล้ว ให้เดินต่อไปยังจุดถัดไป “ตลาดคาราโตะ”
ตลาดคาราโตะเป็นตลาดปลาที่ไม่ได้มีไว้สำหรับพ่อค้าแม่ค้ามืออาชีพเท่านั้น นักท่องเที่ยวก็แวะมาจับจ่ายได้อย่างสะดวก
ปลาปักเป้าซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของชิโมโนเซกิ รวมถึงปลาไทและปลาฮามาจิที่ทำให้ตลาดแห่งนี้เป็นที่รู้จัก ล้วนมีให้เห็นเรียงรายพร้อมปลาสดที่ชาวประมงท้องถิ่นเพิ่งจับขึ้นมามากมาย
ภายในตลาดนอกจากโซนปลาสดแล้ว ยังมีจุดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง รวมถึงร้านขายอาหารปรุงสำเร็จ โดยเต็มไปด้วยเสียงเรียกลูกค้าอันคึกคักจากชาวประมงและเกษตรกร
อย่าลืมเลือกซื้อวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของยามางุจิกลับไปเป็นของฝากกันด้วย

ตลาดปลาชิโมโนเซกิที่ให้คุณสัมผัสทั้งอาหารทะเลสดใหม่และบรรยากาศคึกคักของตลาดได้เต็มที่
ตลาดปลาชิโมโนเซกิที่ให้คุณสัมผัสทั้งอาหารทะเลสดใหม่และบรรยากาศคึกคักของตลาดได้เต็มที่

15:00 เพลิดเพลินกับนิทรรศการเฉพาะถิ่นของชิโมโนเซกิที่ “ไคเคียวคัง”

หลังซื้อของฝากที่ตลาดคาราโตะแล้ว ให้เดินต่อประมาณ 5 นาทีไปยังพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเทศบาลชิโมโนเซกิ “ไคเคียวคัง”
ที่นี่มีนิทรรศการน่าสนใจซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของชิโมโนเซกิอย่างเต็มที่ เช่น ตู้จัดแสดงกระแสน้ำช่องแคบคันมงที่จำลองกระแสน้ำอันงดงาม และการจัดแสดงปลาปักเป้าหลากหลายชนิดรวมถึงปลาแสงอาทิตย์ ซึ่งมีจำนวนชนิดปลาปักเป้ามากที่สุดในโลก
ยังมีกิจกรรมเด่นอย่างโชว์ร่วมกันของโลมาและสิงโตทะเล รวมถึงการแสดงฟองวงแหวนจากโลมาหัวบาตรด้วย จึงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์และเอกลักษณ์
มาเที่ยวที่นี่ทั้งที อย่าชมนิทรรศการอย่างเดียว ลองเช็กกิจกรรมต่าง ๆ แล้วสนุกให้เต็มที่ด้วย

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสุดมีเอกลักษณ์ ที่มีทั้งการจัดแสดงปลาปักเป้าราว 100 ชนิด โชว์ร่วมกันของโลมากับสิงโตทะเล และยังได้ชมวิถีชีวิตของเพนกวินอีกด้วย
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสุดมีเอกลักษณ์ ที่มีทั้งการจัดแสดงปลาปักเป้าราว 100 ชนิด โชว์ร่วมกันของโลมากับสิงโตทะเล และยังได้ชมวิถีชีวิตของเพนกวินอีกด้วย

17:30 ชมวิวสวยของชิโมโนเซกิจาก “ไคเคียว ยูเมะ ทาวเวอร์”

เดินจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเทศบาลชิโมโนเซกิ “ไคเคียวคัง” ประมาณ 20 นาที ก็จะถึง “ไคเคียว ยูเมะ ทาวเวอร์” แลนด์มาร์กที่เป็นที่รักของชิโมโนเซกิ
จากห้องชมวิวสูง 143 เมตร ซึ่งนับว่าสูงระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น คุณจะได้เพลิดเพลินกับพาโนรามา 360 องศาอันยิ่งใหญ่ ครอบคลุมทั้งทะเลเซโตะใน ช่องแคบคันมง กันริวชิมะ ฮิบิกินาดะ (ทะเลญี่ปุ่น) ไปจนถึงคิวชูฝั่งตรงข้าม
หอคอยแห่งนี้ยังได้รับการรับรองให้เป็น “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคู่รัก” และมีชื่อเสียงในฐานะจุดเดตยอดนิยม
ที่ชั้น 28 ยังมีศาลเจ้าขอพรความรัก และเมื่อถึงยามค่ำคืน ตัวหอคอยก็จะถูกประดับไฟอย่างสวยงาม
หากมีเวลา ลองอยู่ชมบรรยากาศโรแมนติกหลังพระอาทิตย์ตกด้วย

วิวสวยแบบ 360 องศาที่เปิดกว้างสุดสายตา
วิวสวยแบบ 360 องศาที่เปิดกว้างสุดสายตา

3 จุดชมวิวสวยในยามางุจิที่ควรไป หากมีเวลาเที่ยวอย่างน้อย 3 วัน 2 คืน

ต่อไปนี้คือ 3 จุดชมวิวสวยที่ยังไม่ได้รวมอยู่ในเส้นทางตัวอย่าง
ทุกแห่งล้วนมีวิวทะเลสวยงามน่าประทับใจ ดังนั้นหากคุณพอเพิ่มเวลาได้อีก 1 คืนจากทริปตัวอย่าง ก็น่าแวะไปให้ได้สักครั้ง

1. สะพานสึโนะชิมะโอฮาชิ

สะพานสึโนะชิมะโอฮาชิ เปิดใช้งานในปี ค.ศ. 2000 เป็นสะพานที่เชื่อมฝั่งแผ่นดินใหญ่ของเมืองชิโมโนเซกิ จังหวัดยามางุจิ กับเกาะสึโนะชิมะ โดยมีความยาวรวม 1,780 เมตร และนับว่าเป็นหนึ่งในสะพานเชื่อมเกาะที่ข้ามได้ฟรีซึ่งยาวระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น
สะพานนี้ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติคิตะนางาโตะไคกัน และได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงทัศนียภาพโดยรอบ จึงจำกัดความสูงของเสาตอม่อไว้ที่ 18 เมตร
ด้วยระยะห่างจากผิวน้ำทะเลถึงถนนที่ไม่มากนัก คุณจึงสามารถเพลิดเพลินกับการขับรถพร้อมสัมผัสทะเลได้อย่างใกล้ชิด

โดดเด่นเหนือทะเลสีน้ำเงินโคบอลต์! สะพานสวยถ่ายรูปขึ้นที่ทอดสู่เกาะ
โดดเด่นเหนือทะเลสีน้ำเงินโคบอลต์! สะพานสวยถ่ายรูปขึ้นที่ทอดสู่เกาะ

2. เซ็นโจจิกิ

เซ็นโจจิกิเป็นทุ่งหญ้าบนที่สูงฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมุคัตสึคุ ซึ่งยื่นออกไปในทะเลญี่ปุ่น อยู่ที่ระดับความสูง 333 เมตร และมีพื้นที่กว้างประมาณ 26,400 ตารางเมตร
ลองปล่อยใจไปกับสายลมทะเลสดชื่นที่พาเสียงคลื่นมาเบา ๆ พร้อมชมวิวทะเลญี่ปุ่นสีน้ำเงินโคบอลต์อย่างผ่อนคลาย
อีกหนึ่งความสนุกของจุดชมวิวธรรมชาติที่สวยงามระดับแนวหน้าของย่านนี้ก็คือการได้พบกับดอกไม้ตามฤดูกาล
บริเวณหนึ่งของที่ราบสูงมีการปลูกดอกฮามายุ ยูสึสึจิ ดอกสึบากิ และซาซันกะ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพเป็นที่ระลึกใต้ท้องฟ้าสดใส

ทุ่งหญ้าบนความสูง 333 เมตร ที่ได้พบทั้งทะเลญี่ปุ่นสีน้ำเงินโคบอลต์และดอกไม้ตามฤดูกาล
ทุ่งหญ้าบนความสูง 333 เมตร ที่ได้พบทั้งทะเลญี่ปุ่นสีน้ำเงินโคบอลต์และดอกไม้ตามฤดูกาล

3. โอมิจิมะ

“โอมิจิมะ” เป็นจุดชมทิวทัศน์ชื่อดังใน “อุทยานแห่งชาติคิตะนางาโตะไคกัน” ของเมืองนางาโตะ
เกาะแห่งนี้ได้รับฉายาว่า “เทือกเขาแอลป์กลางทะเล” และคุณจะได้ชมความงามของถ้ำ เสาหิน และโขดหินรูปร่างแปลกตาที่เกิดจากคลื่นแรงของทะเลญี่ปุ่นกัดเซาะตามธรรมชาติ
แม้การเดินเล่นตาม “เส้นทางศึกษาธรรมชาติโอมิจิมะ” จะทำให้ได้ชมวิวหลากหลายรูปแบบ แต่ก็อยากแนะนำให้ลองร่วมทริปล่องเรือชมรอบเกาะด้วย
วิวที่มองจากบนเรือมีเสน่ห์ต่างจากการชมบนบกอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นที่รู้จักว่ามีจุดดำน้ำสกูบาหลายแห่งอีกด้วย

โอมิจิมะ เกาะที่ให้คุณเพลิดเพลินกับความงามของรูปร่างธรรมชาติที่รังสรรค์ขึ้นเอง
โอมิจิมะ เกาะที่ให้คุณเพลิดเพลินกับความงามของรูปร่างธรรมชาติที่รังสรรค์ขึ้นเอง

3 เมนูท้องถิ่นยามางุจิที่ไม่ควรพลาด

มาถึงเรื่องกินกันบ้าง กับเมนูท้องถิ่นเด่น ๆ ของยามางุจิที่คัดมาแนะนำ
หากมาเที่ยวจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอาหารชั้นเยี่ยมแห่งนี้ อย่าพลาดโอกาสลิ้มลองเมนูที่เราจะแนะนำ
นอกจากวิวสวยและสถานที่ทางประวัติศาสตร์แล้ว อยากให้คุณสัมผัสเสน่ห์ของยามางุจิผ่านรสชาติอาหารด้วย

1. คาวาระโซบะ

“คาวาระโซบะ” เป็นอาหารท้องถิ่น 대표ของยามางุจิ
เมนูนี้คือชาโซบะที่เสิร์ฟบนกระเบื้องร้อน โดยมักท็อปด้วยไข่ฝอยและเนื้อวัวปรุงรส
เมื่อนำไปจิ้มกับน้ำซุปที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ รสอูมามิจากน้ำซุปจะกระจายเต็มปาก
น้ำซุปมีรสค่อนข้างเข้ม จึงเป็นอีกเสน่ห์ที่ทำให้กินเพลินจนหยุดไม่อยู่
เส้นด้านบนของคาวาระโซบะจะนุ่มหนึบ ส่วนด้านล่างที่สัมผัสกับกระเบื้องร้อนจะกรอบและมีกลิ่นหอม
อยากให้คุณลองเพลิดเพลินกับสัมผัสที่เปลี่ยนไปในแต่ละคำด้วย
โดยทั่วไปคาวาระโซบะมักเสิร์ฟในปริมาณ 2–3 ที่ จึงเหมาะสำหรับสั่งมาแบ่งกันกินหลายคน

หากกินคู่กับเลมอน หัวไชเท้าขูด และเครื่องเคียงอื่น ๆ จะได้รสชาติสดชื่นยิ่งขึ้น
หากกินคู่กับเลมอน หัวไชเท้าขูด และเครื่องเคียงอื่น ๆ จะได้รสชาติสดชื่นยิ่งขึ้น

2. ซูชิอิวาคุนิ

“ซูชิอิวาคุนิ” เป็นซูชิแบบกดชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในแถบอิวาคุนิ
สำหรับคนที่ไม่คุ้นคำนี้ ซูชิแบบกดคือซูชิที่ใส่ข้าวลงในพิมพ์ทรงสี่เหลี่ยม วางหน้าด้วยอาหารทะเลหรือเครื่องต่าง ๆ แล้วกดให้แน่น
กลิ่นหอมสดชื่นของน้ำส้มสายชูจากข้าวซูชิช่วยขับรสอูมามิของเครื่องให้เด่นยิ่งขึ้น และรสชาติของเครื่องหลากหลายชนิดจะผสานกันในปากอย่างกลมกล่อม
มักใช้รากบัวซึ่งเป็นของขึ้นชื่อ ปลาไหลต้มปรุงรส และไข่ฝอยเป็นส่วนประกอบ
เดิมทีเป็นอาหารเก็บรักษาได้ จึงใช้วัตถุดิบที่เก็บได้นานเป็นหลักในสูตรดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม เมื่อบทบาทในฐานะอาหารเก็บรักษาลดลง ปัจจุบันก็มีซูชิอิวาคุนิที่ใช้ปลาทะเลสดแบบดิบด้วยเช่นกัน

ซูชิอิวาคุนิที่จัดเต็มด้วยเครื่องอย่างหรูสมกับเมืองปราสาท จนถูกเรียกว่า “ซูชิท่านเจ้าเมือง”
ซูชิอิวาคุนิที่จัดเต็มด้วยเครื่องอย่างหรูสมกับเมืองปราสาท จนถูกเรียกว่า “ซูชิท่านเจ้าเมือง”

3. ราเม็งอุเบะ

“ราเม็งอุเบะ” มีเอกลักษณ์ที่กลิ่นค่อนข้างแรงและน้ำซุปกระดูกหมูรสเข้มข้น
หลายร้านมักใช้เส้นขนาดกลางค่อนข้างหนา และเครื่องก็เป็นแบบคลาสสิก เช่น ชาชู ต้นหอม และเมนมะ
ความอูมามิอันเข้มข้นของโปรตีนจากสัตว์ผสานกับเส้นที่เคลือบน้ำซุปได้ดี ทำให้เป็นเมนูรสเลิศที่กินแล้วติดใจ
แม้กลิ่นกระดูกหมูที่ชัดเจนและรสชาติหนักแน่นอาจทำให้คนชอบไม่เหมือนกัน แต่ก็มีหลายคนที่ติดใจจนอยากกลับมากินอีก
มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาจากนอกจังหวัดเพื่อลองชิมราเม็งอุเบะโดยเฉพาะ หากมีโอกาสอยากชวนให้ลองสักครั้ง

ราเม็งที่โดดเด่นด้วยน้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้นและเส้นนุ่ม กินแล้วชวนให้ติดใจ
ราเม็งที่โดดเด่นด้วยน้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้นและเส้นนุ่ม กินแล้วชวนให้ติดใจ

จุดชมซากุระที่ควรไปในทริปยามางุจิช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ถ้ามาเที่ยวยามางุจิในฤดูใบไม้ผลิ ลองเพิ่มจุดชมซากุระเข้าไปในแผนการเดินทางด้วย
สถานที่แนะนำเป็นพิเศษ ได้แก่ “สวนฮิโนะยามะ” ที่คุณจะได้ชมทั้งซากุระและทิวลิปซึ่งบานสวยในช่วงเวลาใกล้กัน อีกทั้งยังสามารถชมซากุระจากมุมสูงราวกับมองลงมาจากกระเช้าลอยฟ้า
“สวนคิกโกะ” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน “100 จุดชมซากุระชื่อดังของญี่ปุ่น” และเป็นจุดชมซากุระชั้นนำของยามางุจิที่สามารถชมสะพานคินไตเคียวพร้อมดอกซากุระได้ในคราวเดียว
รวมถึง “สวนโทกิวะ” ที่มีทางเดินเล่นใต้แนวซากุระริมทะเลสาบ เหมาะกับการเดินชมอย่างสบายใจ
สำหรับช่วงวันออกดอก วันบานเต็มที่ และช่วงเวลาชมซากุระสวยที่สุดตามปกติของยามางุจิ สามารถดูได้จากตารางด้านล่าง
อย่างไรก็ตาม โปรดทราบว่าช่วงเวลาดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ อุณหภูมิ และแต่ละสถานที่ในแต่ละปี

วันเริ่มบาน
26 มีนาคม
วันบานเต็มที่
4 เมษายน
ช่วงเวลาชมซากุระสวยที่สุด
4 เมษายน–10 เมษายน
สวนฮิโนะยามะ ที่สามารถชมความงามของซากุระและทิวลิปพร้อมกันได้
สวนฮิโนะยามะ ที่สามารถชมความงามของซากุระและทิวลิปพร้อมกันได้
สวนคิกโกะ ที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 จุดชมซากุระชื่อดังของญี่ปุ่น
สวนคิกโกะ ที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 จุดชมซากุระชื่อดังของญี่ปุ่น
สวนโทกิวะ ที่คุณจะได้เพลิดเพลินกับการเดินเล่นรับฤดูใบไม้ผลิบนทางเดินที่มีซากุระบานถึง 3,500 ต้น
สวนโทกิวะ ที่คุณจะได้เพลิดเพลินกับการเดินเล่นรับฤดูใบไม้ผลิบนทางเดินที่มีซากุระบานถึง 3,500 ต้น

จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ ในยามางุจิช่วงฤดูใบไม้ร่วง

ถ้ามาเยือนยามางุจิในฤดูใบไม้ร่วง ลองใส่จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีไว้ในแผนทริปด้วย
สถานที่แนะนำเป็นพิเศษ ได้แก่ “สวนตระกูลโมริ”, “หุบเขานางาโตะเคียว” และ “วัดโคซันจิ” ซึ่งล้วนเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดังของยามางุจิ
ที่ “สวนตระกูลโมริ” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ชมทิวทัศน์สำคัญของประเทศ คุณจะได้ชมสวนญี่ปุ่นบนพื้นที่กว้างใหญ่ที่แต่งแต้มด้วยสีสันของฤดูใบไม้ร่วง
หากอยากชมความงามของหุบเขาที่ถูกย้อมด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ลองเดินเล่นบนทางเดินท่ามกลางต้นไม้ของ “หุบเขานางาโตะเคียว”
ส่วนที่ “วัดโคซันจิ” ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มีประวัติราว 700 ปี คุณจะได้พบกับทิวทัศน์งดงามที่ประตูวัดและพระอุโบสถสมบัติแห่งชาติกลมกลืนกับใบไม้เปลี่ยนสีอย่างลงตัว
แม้หลายแห่งจะมีช่วงชมสวยที่สุดตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนธันวาคม แต่ช่วงเวลาจริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ อุณหภูมิ และแต่ละสถานที่ในแต่ละปี จึงควรตรวจสอบล่วงหน้า

สวนตระกูลโมริในฤดูใบไม้ร่วงที่งดงามด้วยสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี
สวนตระกูลโมริในฤดูใบไม้ร่วงที่งดงามด้วยสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี
“หุบเขานางาโตะเคียว” จุดชมทิวทัศน์สำคัญของประเทศ ที่ยิ่งงดงามขึ้นไปอีกในฤดูใบไม้ร่วง
“หุบเขานางาโตะเคียว” จุดชมทิวทัศน์สำคัญของประเทศ ที่ยิ่งงดงามขึ้นไปอีกในฤดูใบไม้ร่วง
วัดโคซันจิที่มีภาพงดงามของประตูวัดและใบไม้เปลี่ยนสีที่กลมกลืนกัน
วัดโคซันจิที่มีภาพงดงามของประตูวัดและใบไม้เปลี่ยนสีที่กลมกลืนกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวยามางุจิ

Q

ฤดูไหนเหมาะสำหรับการเที่ยว ยามางุจิ มากที่สุด?

A

แนะนำฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง เพราะอากาศสบาย และยังได้ชมทั้งซากุระและใบไม้เปลี่ยนสี

Q

มีจุดท่องเที่ยวไหนในยามางุจิที่เหมาะสำหรับทริปครอบครัวพ่อแม่ลูก?

A

แนะนำอากิโยชิไดซาฟารีแลนด์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเทศบาลชิโมโนเซกิ “ไคเคียวคัง” เป็นต้น

บทสรุป

ตลอดบทความนี้ เราได้พาคุณไปรู้จักเสน่ห์ของยามางุจิ ทั้งพื้นที่ต่าง ๆ ข้อมูลการเดินทาง และตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยว
หากใช้ข้อมูลและเส้นทางตัวอย่างที่แนะนำไว้เป็นแนวทาง ก็น่าจะช่วยให้คุณสัมผัสเสน่ห์ของยามางุจิได้อย่างเต็มที่
และถ้าอยากหาไอเดียเพิ่มเติม เรายังมีอีกบทความที่คัดสรรแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมและจุดไฮไลต์ของยามางุจิที่ไม่ได้กล่าวถึงทั้งหมดในบทความนี้ อย่าลืมแวะอ่านก่อนออกเดินทาง