เสน่ห์ของ “คินสึงิ” ที่สะท้อนจิตวิญญาณความงามแบบญี่ปุ่น

เสน่ห์ของ “คินสึงิ” ที่สะท้อนจิตวิญญาณความงามแบบญี่ปุ่น

อัปเดต :
เขียนโดย:  元村颯香
ตรวจสอบโดย:  Shikata Kizo Urushi-ten

ถ้าแก้วใบโปรดของคุณแตกขึ้นมา คุณจะทำอย่างไร? จะเก็บไว้แบบนั้นเพราะยังผูกพันอยู่ หรือจะตัดใจทิ้งไป? ...แล้วถ้ามีคนบอกว่า มันยังซ่อมได้ และยังมีทางกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งล่ะ
ที่ญี่ปุ่นมีเทคนิคนี้สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน เรียกว่า “คินสึงิ” ใช้ซ่อมภาชนะที่แตกหักแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ในสมัยมุโรมาจิ เทคนิคการซ่อมภาชนะที่แตกหักนี้ได้พัฒนาควบคู่ไปกับวัฒนธรรมพิธีชงชา โดยไม่ได้ซ่อนรอยแตกให้หายไป แต่ใช้ยางรักซ่อมรอยเสียหายแล้วโรยผงทองหรือผงเงินให้เด่นขึ้นอย่างตั้งใจ เพื่อชื่นชมร่องรอยใหม่ที่เกิดขึ้นบนภาชนะราวกับเป็นทิวทัศน์รูปแบบใหม่

แนวคิดนี้เองก็เป็นผลจากจิตวิญญาณ “วะบิซะบิ” ที่ถือกำเนิดขึ้นในวัฒนธรรมพิธีชงชาช่วงสมัยมุโรมาจิ
คินสึงิจึงถือกำเนิดขึ้นจากสุนทรียะของชาวญี่ปุ่น ที่ยอมรับบาดแผลและมองเห็นความงามแม้ในสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ
แม้ในอดีตจะมักมองว่าการทำคินสึงิด้วยตัวเองเป็นเรื่องยาก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีทั้งคลาสทดลอง 1 วันและชุดอุปกรณ์จำหน่าย ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มสนุกกับคินสึงิในฐานะงานอดิเรกได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังกลับมาได้รับการประเมินคุณค่าอีกครั้งจากบริบททางสังคมและกระแสรักษ์ความยั่งยืน ปี 2019 ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “Kintsugi” ได้ฉายที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้คินสึงิเริ่มเป็นกระแสเงียบ ๆ ในต่างประเทศเช่นกัน

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักตั้งแต่ประวัติของคินสึงิ ขั้นตอนการทำ ไปจนถึงเบื้องหลังที่ทำให้ศิลปะนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง

ภาพรวมของคินสึงิ

ต้นกำเนิด

วิธี “ซ่อมสิ่งของด้วยยางรัก” เชื่อกันว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคโจมง (Jomon) โดยมีการขุดพบอาวุธอย่างเช่นหอกที่ได้รับการซ่อมด้วยยางรักจากชั้นดินในยุคนั้น ช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีการยืนยันเทคนิคการยึดติดด้วยยางรักในจีนแผ่นดินใหญ่เช่นกัน แม้ยางรักในสภาพของเหลวอาจทำให้ผิวหนังอักเสบได้หากสัมผัสด้วยมือเปล่า แต่เมื่อแห้งสนิทแล้วจะมีความปลอดภัยต่อร่างกายสูงมาก และด้วยคุณสมบัติการแข็งตัวที่แข็งแรงเป็นพิเศษ จึงเห็นได้ว่ายางรักถูกใช้เป็นกาวสำหรับซ่อมของแตกหักมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ในยุคนั้นยังเป็นเพียงการซ่อมด้วยยางรักเท่านั้น ยังไม่มีการตกแต่งร่องรอยการซ่อมด้วยทอง
แม้จะมีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับต้นกำเนิดของคินสึงิ แต่แนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากคือเริ่มขึ้นในสมัยมุโรมาจิ โดยเชื่อว่าวัฒนธรรมพิธีชงชามีบทบาทสำคัญต่อการถือกำเนิดของคินสึงิ ในสมัยมุโรมาจิ โชกุนลำดับที่ 8 อาชิคางะ โยชิมาสะ (Ashikaga Yoshimasa) เกษียณตัวเองไปพำนักที่วัดเซนกินคะคุจิในย่านฮิกาชิยามะ เกียวโต และส่งเสริมวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากนิกายเซน เช่น พิธีชงชา การจัดดอกไม้ และภาพวาดหมึก จนแพร่หลายออกไป เมื่อวัฒนธรรมพิธีชงชาได้รับความนิยม อุปกรณ์ชาก็พัฒนาไปด้วย เดิมทีถ้วยชามชามักนำเข้าจากจีนหรือคาบสมุทรเกาหลี แต่ต่อมาก็เริ่มผลิตในเกียวโตและพื้นที่ต่าง ๆ ภายในประเทศ เนื่องจากอุปกรณ์ชาที่ใช้ในพิธีชงชามีราคาแพงมาก จึงเชื่อกันว่าการนำภาชนะชาที่แตกหรือร้าวมาติดด้วยยางรักแล้วตกแต่งด้วยทอง คือจุดเริ่มต้นของคินสึงิ เทคนิคนี้ต่อมาได้รับการเผยแพร่โดยเซ็นโนะ ริคิว ผู้มีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมพิธีชงชาเช่นเดียวกับโยชิมาสะ เชื่อกันว่าเขาชื่นชมคินสึงิอย่างมาก เพราะให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าความหรูหรา และแสวงหาความงามแบบ “วะบิซะบิ” ซึ่งเห็นคุณค่าความงามท่ามกลางความเรียบง่าย ความร่วงโรย และความหม่นเศร้าอันแผ่วเบา

ภาชนะที่ซ่อมด้วยคินสึงิ
ภาชนะที่ซ่อมด้วยคินสึงิ

สุนทรียภาพเฉพาะตัวแบบญี่ปุ่นที่อยู่ในคินสึงิ

ส่วนที่ซ่อมแซมด้วยการโรยทองเรียกว่า “ทิวทัศน์” เชื่อกันว่าในยุคที่วัฒนธรรมพิธีชงชารุ่งเรือง ผู้คนชื่นชมลวดลายของรอยแผลที่เกิดจากคินสึงิราวกับเป็นภาพธรรมชาติอันงดงาม แทนที่จะทำให้รอยแผลดูเหมือนไม่เคยมีอยู่ พวกเขากลับมองว่ารอยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของภาชนะใบนั้น และชื่นชมแม้กระทั่งร่องรอยความเสียหาย นี่คือการค้นพบความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ

จานที่ซ่อมด้วยคินสึงิ
จานที่ซ่อมด้วยคินสึงิ

ขั้นตอนของคินสึงิ

คินสึงิสามารถทำได้กับวัสดุเกือบทุกชนิด เช่น เครื่องปั้นดินเผา พอร์ซเลน แก้ว และเครื่องเขิน การทำให้เสร็จ 1 ชิ้นใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เพราะในแต่ละขั้นตอนต้องมีเวลาให้ยางรักแห้งอย่างเต็มที่ หากย่นระยะเวลาในขั้นตอนการทำให้แห้ง คุณภาพของงานที่ออกมาจะต่างกัน จึงจำเป็นต้องปล่อยให้แห้งอย่างเพียงพอ
ขั้นตอนของคินสึงิมีหลายรูปแบบ และครั้งนี้จะขอยกตัวอย่างหนึ่งวิธีให้คุณได้รู้จัก

① ทำ “มุโระ” สำหรับอบยางรักให้แห้ง

เตรียมกล่องไม้ กล่องกระดาษ หรือกล่องพลาสติกที่มีฝาปิด และมีขนาดใหญ่พอสำหรับใส่ภาชนะที่จะซ่อมได้อย่างไม่คับแน่น จากนั้นใช้ขวดสเปรย์ฉีดน้ำให้ภายในกล่องชื้น ยางรักจะแข็งตัวโดยดูดความชื้นจากอากาศ จึงควรวางผ้าชุบน้ำไว้ที่ก้นกล่องด้วย

② ทำมุกิอุรุชิ

ขั้นตอนนี้คือการทำ “มุกิอุรุชิ” สำหรับยึดเศษชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน โดยใช้แป้งสาลี ซึ่งกลูเตนในแป้งร่วมกับคุณสมบัติการยึดเกาะของยางรักจะทำให้เกิดแรงยึดติดที่แข็งแรงมาก ว่ากันว่าแรงยึดของมุกิอุรุชินั้นแน่นมากจนแทบไม่หลุดออกง่าย ๆ
เริ่มจากละลายแป้งสาลีกับน้ำ แล้วเติมยางรักดิบในปริมาณเท่ากับน้ำแป้งที่เตรียมไว้ จากนั้นใช้ไม้พายคนและนวดให้เข้ากันดี เมื่อผสมไปเรื่อย ๆ จะเริ่มเหนียวขึ้น พอมีความหนืดเพียงพอ ก็จะได้กาวจากวัสดุธรรมชาติ 100% ที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีต มุกิอุรุชิไม่เหมาะกับการเก็บไว้นานเพราะจะแห้งช้าลง จึงต้องทำใหม่ทุกครั้งที่ใช้

③ ติดชิ้นส่วนที่แตกเข้าด้วยกัน

・ใช้มุกิอุรุชิติดชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผาที่บิ่นเข้าด้วยกัน

ใช้ไม้พายป้ายมุกิอุรุชิลงบนหน้าตัดของชิ้นส่วนที่แตกแต่ละด้าน แล้วประกบเข้าด้วยกัน

การติดด้วยมุกิอุรุชิ
การติดด้วยมุกิอุรุชิ

ส่วนที่ล้นออกมาให้เช็ดด้วยทิชชูหรือวัสดุที่คล้ายกัน ระหว่างปล่อยให้แห้ง ชิ้นส่วนอาจเคลื่อนตำแหน่งได้ จึงควรยึดไว้ด้วยเทปกาวกระดาษหรือวัสดุอื่น ๆ ที่เหมาะสม ช่วงครึ่งวันแรกให้วางไว้ตามเดิม หลังจากนั้นนำเข้า “มุโระ” ที่ทำไว้ในขั้นตอน ① แล้วปล่อยให้ยางรักแข็งตัวในนั้นประมาณ 1 เดือน

・หากชิ้นส่วนที่หายไปไม่มีเหลืออยู่ ให้ขึ้นรูปด้วยส่วนผสมจิและซะบิ

ในบางกรณี ส่วนที่บิ่นอาจหายไปทั้งหมด เมื่อนั้นจำเป็นต้องใช้ “ซะบิ” ปั้นขึ้นรูปแทนคล้ายดินเหนียว
“ซะบิ” ทำโดยเติมน้ำลงในผงโทะโนะโกะแล้วนวดให้เข้ากัน จากนั้นเติมยางรักดิบแล้วนวดต่อจนได้ความแข็งประมาณติ่งหู สัดส่วนคือ ผงโทะโนะโกะ : น้ำ : ยางรักดิบ = 10 : 5 : 5 บางครั้งอาจเติมผงจิเพื่อเพิ่มความหนาและความแข็งแรง
หากส่วนที่หายไปมีขนาดใหญ่ อาจใช้ไม้ช่วยขึ้นรูปก่อน แล้วติดด้วยวิธีเดียวกับมุกิอุรุชิ จากนั้นจึงใช้ “ซะบิ” ปิดทับไม่ให้เห็นเนื้อไม้
ครึ่งวันแรกให้วางไว้ตามเดิม แล้วจึงนำเข้า “มุโระ” ที่ทำไว้ในขั้นตอน ① เพื่อให้แห้ง โดยปล่อยไว้ประมาณ 1 เดือนจนยางรักแข็งตัวสมบูรณ์

④ เก็บส่วนที่ล้นออกมาให้เรียบร้อย

ขัดมุกิอุรุชิที่ล้นออกมาด้วยกระดาษทรายแห้ง กระดาษทรายน้ำ หินลับคริสตัล หรือมีดเล็ก หากเป็นส่วนที่ขึ้นรูปด้วยซะบิ ให้ใช้กระดาษทรายแห้งหรือกระดาษทรายน้ำปรับรูปทรงให้เข้ากับภาชนะ สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคืออย่าให้กระดาษทรายหรือหินลับไปทำให้ภาชนะเป็นรอย จึงควรทำอย่างระมัดระวัง

⑥ ขัดซ้ำด้วยกระดาษทรายละเอียดกว่าเดิม

นำจุดที่ขัดหรือเชื่อมไว้ในขั้นตอน ④ มาขัดอีกครั้งด้วยกระดาษทรายน้ำหรือหินลับคริสตัลที่มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อปรับพื้นผิวให้เรียบ ส่วนที่ขึ้นรูปด้วยซะบิควรขัดทั้งบริเวณนั้นทั้งหมด การทำเช่นนี้จะช่วยให้ขั้นตอนถัดไป ซึ่งเป็นการวาดเส้นหรือทายางรักบนพื้นผิว ทำได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือต้องระวังไม่ให้ภาชนะเสียหาย

⑥ ลงชั้นเคลือบกลาง

การลงชั้นเคลือบกลางเป็นขั้นตอนสำคัญมาก เพราะมีผลต่อความสวยงามของงาน ใช้พู่กันสำหรับมะกิเอะทาสีดำโระอิโระลงบนจุดที่ขัดไว้ ส่วนที่ขึ้นรูปด้วยซะบิให้ใช้พู่กันรองพื้นทาสีดำโระอิโระให้ทั่วบริเวณนั้น แล้วรีบนำเข้า “มุโระ” เพื่อปล่อยให้ยางรักแห้งประมาณ 1 วัน โดยทั่วไปแนะนำให้ลงชั้นเคลือบกลางอย่างพิถีพิถันประมาณ 3 รอบ

⑦ ขัดชั้นกลาง

ขัดบริเวณที่ทาสีดำโระอิโระไว้ในขั้นตอน ⑥ ด้วยกระดาษทรายน้ำหรือหินลับคริสตัล เพื่อปรับพื้นผิวให้เรียบ

⑧ วาดเส้นพื้น

ทา “เอะอุรุชิ” บาง ๆ อย่างประณีตลงบนบริเวณที่ขัดไว้ การทาให้บางเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากหนาเกินไป เมื่อโรยทองในขั้นตอนถัดไป ทองอาจจมลงไปได้ และนั่นจะทำให้ต้องใช้ทองมากขึ้นด้วย

การวาดเส้นพื้น
การวาดเส้นพื้น

⑨ โรยผงทอง

ใส่ผงมารุฟุนลงในกระบอกโรยผง แล้วใช้นิ้วเคาะเบา ๆ เพื่อโรยผงทองลงบนบริเวณที่วาดด้วยเอะอุรุชิ
จากนั้นนำเข้า “มุโระ” แล้วปล่อยให้แห้ง 2–3 วัน

การโรยทอง
การโรยทอง

⑩ เก็บผงทองส่วนเกิน

เมื่อโรยผงทองในขั้นตอน ⑨ แล้ว จะมีผงทองติดในจุดที่ไม่ต้องการจำนวนมาก หลังจากยางรักแห้งแล้ว ให้ใช้แปรงขนนุ่มปัดออกเพื่อเก็บผงทองส่วนเกินกลับมา

⑪ ใช้ยางรักยึดผงทองที่โรยไว้ให้แน่น

ใช้พู่กันทายางรักอุวะซึริบาง ๆ ลงบนบริเวณที่โรยทองไว้ แล้วใช้ทิชชูกดเบา ๆ เพื่อซับยางรักส่วนเกินออก เคล็ดลับให้งานออกมาสวยคือทำจนกว่าทิชชูจะไม่ติดยางรักอีก จากนั้นนำเข้า “มุโระ” แล้วปล่อยให้แห้งประมาณ 1 วัน

⑫ เตรียมให้ทองเกิดความเงางาม

ทำขั้นตอนบดผงโทะโนะโกะด้วยไม้พาย จากนั้นนำผงโทะโนะโกะที่บดแล้วมานวดกับน้ำมันเมล็ดพืชในปริมาณใกล้เคียงกันให้เข้ากันดี ใช้สำลีชุบส่วนผสมนี้แล้วขัดบริเวณที่โรยทองไว้อย่างเบามือและประณีต โดยไม่ออกแรงมาก

⑬ ขัดทอง

นี่คือขั้นตอนสุดท้าย แตะผงหินที่นิ้ว แล้วออกแรงขัดส่วนที่ซ่อมด้วยคินสึงิให้แน่นพอจนรู้สึกว่านิ้วเริ่มร้อน

การขัดทอง
การขัดทอง

เมื่อทองเริ่มเปล่งประกายก็ถือว่าเสร็จเรียบร้อย หากทองยังไม่เงา ให้ย้อนกลับไปทำขั้นตอน ⑫ แล้วทำซ้ำขั้นตอน ⑫ และ ⑬ อีกครั้ง

โดยทั่วไป งานขั้นสุดท้ายมักใช้ผงทองหรือผงเงิน แต่ก็มีกรณีที่ใช้ยางรักเพียงอย่างเดียวเช่นกัน ในกรณีนั้นจะใช้ยางรักที่ผสมเม็ดสีผง สีที่ใช้มีทั้งสีชาด สีฟ้าอ่อน สีชมพู เป็นต้น และเมื่อซ่อมภาชนะสำหรับเด็ก ก็มักมีการใช้สีสันน่ารักเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง

สีอื่นนอกจากทองและเงิน
สีอื่นนอกจากทองและเงิน

นอกจากนี้ เพื่อคงความแข็งแรงไว้ หากซ่อมส่วนอย่างหูจับแก้ว ก็อาจเสริมความทนทานด้วยการผสมแป้งข้าวเจ้ากับยางรักแล้วติดกระดาษวาชิลงไปด้วย ขั้นตอนของคินสึงิจึงอาจแตกต่างกันไปตามช่างแต่ละคน และสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างชัดเจน

หูจับที่เสริมความแข็งแรงแล้ว
หูจับที่เสริมความแข็งแรงแล้ว

สำหรับผู้ที่อยากทำคินสึงิเป็นงานอดิเรกที่บ้าน ก็มีวิธีแบบง่ายที่ไม่ใช้ยางรักด้วยเช่นกัน

ยางรัก วัสดุสำคัญที่ขาดไม่ได้ในคินสึงิ

ยางรักคืออะไร

สำหรับคนที่อยากรู้จักวัสดุนี้ให้ชัดขึ้น ยางรักก็คือยางจากต้นรักที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์ เป็น “กาวจากธรรมชาติ” ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนวัสดุชนิดอื่น การเก็บยางรักจะเริ่มจากการกรีดลำต้นราวเดือน 6 ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นไม้หลั่งยางได้ดี แต่ต้นหนึ่งเก็บได้เพียงประมาณ 200 มิลลิลิตรเท่านั้น อีกทั้งต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปีนับจากปลูกกว่าจะเก็บยางได้ จึงนับเป็นทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าและมีอยู่อย่างจำกัดมาก

แหล่งผลิตยางรัก

ยางรักกระจายอยู่กว้างขวางในญี่ปุ่น จีน คาบสมุทรเกาหลี และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบรรดาเหล่านี้ ยางรักจากญี่ปุ่นมีสารอุรุชิออลสูงและมีคุณภาพดี จนได้รับการยกย่องว่าเป็นคุณภาพระดับสูงสุด อย่างไรก็ตาม ยางรักที่ใช้ในญี่ปุ่นปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นของจีน ส่วนที่ผลิตในญี่ปุ่นมีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยกล่าวกันว่าอยู่ที่ประมาณ 2–5% เดิมทีมีการปลูกต้นรักเพื่อผลิตยางรักในหลายพื้นที่ทั่วญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันเหลือเพียงบางพื้นที่จำกัด เช่น เขตโจโบจิ เมืองนิโนเฮะ จังหวัดอิวาเตะ จังหวัดอิบารากิ และจังหวัดโทจิงิ
โดยเฉพาะเขตโจโบจิ เมืองนิโนเฮะ จังหวัดอิวาเตะ มีสัดส่วนประมาณ 75% ของผลผลิตในประเทศ มีบันทึกว่าพื้นที่นี้มีการปลูกป่าตั้งแต่สมัยเอโดะ หลังยุคเมจิเป็นต้นมา มีการจัดการหน่อใหม่หลังการตัดฟัน และทุ่มเทในการฟื้นฟูป่าต้นรักเพื่อรักษายางรักที่ผลิตในญี่ปุ่นเอาไว้

การเก็บยางรัก “อุรุชิคากิ”

ต้นรักที่จะเก็บยางได้ต้องมีอายุอย่างน้อย 10 ปี การเก็บยางรักเรียกว่า “อุรุชิคากิ” และทำกันทุกปีตั้งแต่ราวเดือน 6 ถึงเดือน 10 โดยจะกรีดลำต้นให้เป็นรอย แล้วใช้ไม้พายปาดเก็บยางที่ไหลออกมา ปัจจุบันวิธีที่ใช้กันมากคือ “โคะโระชิกากิ” ในกรณีนี้ ต้นไม้ที่เก็บยางแล้วจะถูกตัดทิ้ง แต่จะนำหน่อใหม่ที่แตกจากตอมาเลี้ยงต่ออีกมากกว่า 10 ปี เพื่อให้สามารถเก็บยางได้อีกครั้ง

ประเภทของยางรัก

ในขั้นตอนของคินสึงิมีการใช้ยางรักหลายประเภท ต่อไปนี้คือตัวอย่างบางส่วน

คิอุรุชิ
เป็นยางรักที่กรองเอาเศษสิ่งสกปรกออกหลังเก็บจากต้นรัก เนื่องจากมีความชื้นอยู่มาก จึงซึมซาบได้ดีและแข็งตัวเร็ว ใช้ในแทบทุกขั้นตอนของการซ่อมแซม
สึกิอุรุชิ
ยางรักชนิดนี้นำคิอุรุชิมาผ่านขั้นตอนการกวนและการไล่ความชื้นเพื่อให้เหมาะสำหรับงานเคลือบ ใช้ในขั้นตอนอย่างการทำให้ผงทองยึดติดแน่น เป็นต้น
คุโระโระอิโระอุรุชิ
เป็นยางรักที่เติมธาตุเหล็กลงในสึกิอุรุชิแล้วทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน มีสีดำและทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ความชื้นซึมเข้าสู่ชั้นรองพื้น ใช้ในขั้นตอนลงรองพื้น
เอะอุรุชิ
คือยางรักดิบที่นำไปกวนแล้วผสมเม็ดสีเบ็งกะระ ใช้เป็นชั้นรองก่อนโรยผงทอง

เรื่องของทองที่ใช้ในคินสึงิ

หนึ่งในวัสดุสำคัญของขั้นตอนการเก็บงานคือ “ผงทอง” โดยชนิดที่ใช้บ่อย ได้แก่ “มารุฟุน” “เคชิฟุน” และ “ฮิระโกคุฟุน” แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันในเรื่องความเงางามและลักษณะพื้นผิว จึงควรเข้าใจจุดเด่นของแต่ละแบบแล้วเลือกใช้ให้เหมาะกับภาพงานที่ต้องการ ที่นี่เราจะพาไปรู้จักลักษณะเด่น วิธีเลือกใช้ และความแตกต่างของผลลัพธ์ที่ได้

มารุฟุนคืออะไร

สำหรับผงทองที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดชนิดหนึ่ง “มารุฟุน” คือผงทองที่ได้จากการเผาแผ่นทองที่ตีบางจนกลายเป็นผง แล้วปรับให้เป็นเม็ดทรงกลม จึงเป็นวัสดุที่มีราคาสูง หากดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นว่าเม็ดผงมีลักษณะกลม เรียบ และสม่ำเสมอ เมื่อนำมาใช้กับคินสึงิ แต่ละเม็ดมีลักษณะเป็นทรงกลม จึงมีความหนาและใช้เวลาในการขัดมากกว่า แต่ก็ทนทาน ใช้งานได้นาน และสะท้อนแสงได้ดี ยิ่งขัดก็ยิ่งเกิดความเงางามเป็นพิเศษ จัดว่าเป็นผงทองที่มีความแวววาวโดดเด่นมากชนิดหนึ่ง
งานที่ได้จะดูโดดเด่น หรูหรา และมีความพรีเมียม จึงมักใช้มารุฟุนในงานคินสึงิระดับสูง และหากใช้มารุฟุนที่ทำจากทองความบริสุทธิ์สูง สีจะเปลี่ยนได้ยาก ทำให้ความงามคงอยู่ได้นาน งานซ่อมแซมศิลปวัตถุก็มักใช้มารุฟุนเช่นกัน มารุฟุนมีขนาดประมาณ 20 ระดับ แต่สำหรับคินสึงิ มักใช้ชนิดที่ละเอียดที่สุดหรือรองลงมา

ผงทองมารุฟุน
ผงทองมารุฟุน

เคชิฟุนคืออะไร

เคชิฟุนทำจากการบดแผ่นทองหรือผงทองให้ละเอียด เม็ดผงมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ต่างจากมารุฟุน จึงสะท้อนแสงได้น้อยกว่า ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะเด่นสำคัญ ทำให้งานที่เสร็จแล้วมีพื้นผิวแบบด้าน ตามชื่อของมันที่ให้ความรู้สึกเหมือนความเงาถูก “ลบ” ออกไป จึงให้ภาพลักษณ์ที่สงบและกลมกลืนเป็นธรรมชาติ เหมาะเมื่อไม่ต้องการให้รอยคินสึงิโดดเด่นเกินไป หรือเมื่อต้องการให้เข้ากับบรรยากาศของภาชนะ ชนิดนี้มีราคาย่อมเยากว่ามารุฟุน จึงเป็นที่นิยมในกลุ่มคนที่ทำคินสึงิเป็นงานอดิเรกด้วย
ด้วยความที่ใช้งานง่าย เคชิฟุนจึงเป็นหนึ่งในผงทองที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น

ฮิระโกคุฟุนคืออะไร

ฮิระโกคุฟุนมีคุณสมบัติอยู่กึ่งกลางระหว่างมารุฟุนกับเคชิฟุน จัดเป็นผงทองชนิดละเอียดที่ทำจากการเผาและบดแผ่นทอง เม็ดผงมีขนาดเล็กมากและมีลักษณะแบนบาง จึงให้ผลลัพธ์ที่สะท้อนแสงอย่างนุ่มนวล พร้อมความเงางามที่สุภาพและลุ่มลึก แม้จะไม่เงาแรงเท่ามารุฟุน แต่ก็สว่างกว่าเคชิฟุน และแสดงสีทองอย่างงดงามแบบไม่ฉูดฉาด ด้วยพื้นผิวที่เรียบลื่นและนุ่มนวล จึงเหมาะสำหรับงานที่ต้องการความประณีตและความสง่างาม นับเป็นผงทองที่มีความสมดุลมากชนิดหนึ่ง
เนื่องจากผงยึดติดได้ดี จึงเป็นอีกชนิดที่ผู้เริ่มต้นใช้งานได้ง่าย อีกทั้งยังเหมาะกับการวาดเส้นเล็ก ๆ และลวดลายละเอียด จึงเป็นผงทองที่มีคุณค่าไม่เฉพาะในคินสึงิเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมอย่างมะกิเอะด้วย

นอกจากนี้ยังมีผงทองชนิดอื่นที่ใช้ในคินสึงิ เช่น คิริฟุน โนโคงินฟุน และทันคินฟุน ผงทองที่เลือกใช้ในขั้นตอนเก็บงานจะทำให้ภาพลักษณ์ของชิ้นงานเปลี่ยนไปอย่างมาก การเลือกผงทองจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก การเลือกชนิดให้เหมาะกับผิวสัมผัสของภาชนะ วิธีการใช้งาน และความเปล่งประกายของทองที่ต้องการ คือกุญแจที่จะช่วยขับความงามของคินสึงิให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

ลองสัมผัสประสบการณ์คินสึงิกันเถอะ!

ร้านชิคาตะ คิโซ อุรุชิเท็นที่เปิดประสบการณ์คินสึงิ

ในเกียวโตมีสถานที่ที่แม้แต่มือใหม่ก็สามารถลองทำคินสึงิได้ นั่นคือ ชิคาตะ คิโซ อุรุชิเท็น (Shikata Kizo Urushi-ten) ร้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งในปี 1867 ร้านนี้จำหน่ายทั้งส่งและปลีกยางรักและวัสดุงานรัก มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ “ยางรัก” อย่างลึกซึ้ง จึงสามารถให้คำแนะนำเรื่องยางรักและคินสึงิได้อย่างละเอียดตลอดเวลา ตลอดเกือบ 160 ปีที่ผ่านมา ร้านได้สืบทอดเทคนิคจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องเพื่อส่งต่อเสน่ห์ของยางรักและคินสึงิให้คนรุ่นหลัง ว่ากันว่าร้านได้รับคำขอซ่อมคินสึงิปีละประมาณ 200–300 ชิ้น และเนื่องจากใช้เทคนิคแบบดั้งเดิม จึงใช้เวลาหลายเดือนในการซ่อมแต่ละชิ้นอย่างพิถีพิถัน ที่ผ่านมายังเคยซ่อมภาชนะขนาดใหญ่ราวกับกางแขนกว้างระดับไหล่ และภาชนะที่แตกมากกว่า 30 ชิ้นส่วนมาแล้ว เรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคินสึงิที่แทบไม่มีชิ้นไหนซ่อมไม่ได้
คลาสทดลอง 1 วันเริ่มเปิดเมื่อประมาณ 5–6 ปีก่อน เพราะมีเสียงเรียกร้องจากผู้ที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์จริงมากขึ้น ผู้เข้าร่วมสามารถนำภาชนะสำคัญที่แตกหรือบิ่นมาซ่อมได้ หรือหากไม่มี ทางร้านก็มีภาชนะเตรียมไว้ให้ลองทำคินสึงิได้เช่นกัน ความนิยมสูงจนมีผู้เข้าร่วมประมาณ 40–50 คนต่อเดือน โดยเฉพาะช่วงเดือน 3–4 ที่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ก็จะมีผู้มาลองประสบการณ์มากเป็นพิเศษ

เกี่ยวกับคลาสทดลองคินสึงิ 1 วัน

ที่ร้านชิคาตะ คิโซ อุรุชิเท็น คุณสามารถลองทำคินสึงิแบบสบาย ๆ พร้อมจิบกาแฟไปด้วย ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง แน่นอนว่าภาชนะที่ซ่อมเสร็จแล้วสามารถนำกลับบ้านไปใช้เองได้ แม้จะไม่เคยทำมาก่อนเลย หรือไม่ถนัดงานละเอียด ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีผู้สอนคอยแนะนำวิธีทำคินสึงิอย่างสุภาพและละเอียด

บรรยากาศระหว่างทำกิจกรรม
บรรยากาศระหว่างทำกิจกรรม

① เลือกภาชนะที่จะใช้ในกิจกรรม

เริ่มจากเลือกภาชนะที่จะใช้ในกิจกรรม จะเลือกจากสีหรือรูปทรงก็ได้ แต่รอยแตกและรอยบิ่นของแต่ละใบไม่เหมือนกัน ลองจินตนาการดูว่าหลังซ่อมด้วยคินสึงิแล้วจะเกิดลวดลายแบบไหนก่อนเลือกก็เป็นไอเดียที่ดี นอกจากนี้ยังสามารถอัปเกรดเป็นภาชนะคิโยมิซุยากิ ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมดั้งเด่นประจำจังหวัดเกียวโตได้ด้วย และแน่นอนว่าสามารถนำภาชนะของตัวเองที่แตกหรือบิ่นมาซ่อมได้เช่นกัน

② ลงมือสัมผัสคินสึงิจริง

ช่างฝีมือจะสอนเทคนิคการซ่อมทั้งรอยแตกและรอยร้าวให้โดยตรง

  • สำหรับรอยแตก จะนำชิ้นส่วนมาต่อเข้าด้วยกันด้วยเรซินเฉพาะทาง แล้วทายางรักลงบนจุดที่ยึดติดไว้
  • ส่วนรอยร้าว ใช้พู่กันที่มียางรักลากไปตามแนวรอยร้าวอย่างประณีต เนื่องจากต้องลากให้สวยงามไปตามแนวร้าว จึงต้องใช้สมาธิมาก

หลังจากทายางรักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรอยแตกหรือรอยร้าว ก็จะใช้ปุยนุ่นโรยผงทองเหลืองหรือผงดีบุกลงบนภาชนะ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกใช้ยางรักสี เช่น สีเบ็งกะระ สีชาด สีฟ้าอ่อน หรือสีชมพูได้ด้วย และยังสามารถอัปเกรดเป็นผงทองหรือผงเงินได้เช่นกัน
นำกลับบ้านแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง 2–3 สัปดาห์ก็เป็นอันเสร็จ

ที่ชิคาตะ คิโซ อุรุชิเท็น ไม่ได้มีเพียงการลองทำคินสึงิเท่านั้น
ระหว่างทำกิจกรรม คุณยังสามารถดื่มกาแฟที่เสิร์ฟในเครื่องเขินได้อีกด้วย พร้อมฟังการบรรยายสั้น ๆ จากช่างฝีมือเกี่ยวกับประวัติและภาพรวมของยางรัก เรื่องราวเกี่ยวกับยางรักที่ได้ฟังโดยตรงจากช่างผู้เชี่ยวชาญ คือเสน่ห์เฉพาะของร้านเฉพาะทางด้านยางรักแห่งนี้ ทางร้านยังใช้แผงภาพประกอบช่วยอธิบาย ทำให้เข้าใจง่ายมาก

ผู้เข้าร่วมคลาสทดลอง 1 วันมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น และอีกครึ่งหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ สำหรับผู้ที่มากับทัวร์มักมีล่ามมาด้วย ส่วนผู้เดินทางเองก็สามารถขอใช้บริการล่ามได้ อีกทั้งยังรองรับด้วยภาษาอังกฤษง่าย ๆ และแอปพลิเคชันได้ด้วย หากมีโอกาส อยากชวนให้คุณลองเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองแล้วมาสัมผัสคินสึงิ งานศิลป์ที่สะท้อนจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่นได้อย่างลึกซึ้ง

ข้อมูลร้านชิคาตะ คิโซ อุรุชิเท็น

ชื่อภาษาญี่ปุ่น
鹿田喜造漆店
ที่อยู่
〒600-8042 290 ทาวาระยะโจ ฟุยะโชโดริ บุคโคจิอะการุ เขตชิโมเงียว เมืองเกียวโต จังหวัดเกียวโต
หมายเลขโทรศัพท์
075-351-7106
FAX
075-351-3166
อีเมล
info@shikataurushi.com
เว็บไซต์ทางการ
เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)

วิธีดูแลภาชนะที่ซ่อมด้วยคินสึงิ

การใช้งานภาชนะที่ซ่อมด้วยคินสึงิมีข้อควรระวังอยู่หลายประการ
ลองใส่ใจเรื่องเหล่านี้ไว้ เพื่อให้ส่วนที่ซ่อมด้วยคินสึงิคงอยู่ได้นาน

① ห้ามใช้กับเตาไมโครเวฟ

เช่นเดียวกับการนำภาชนะโลหะเข้าไมโครเวฟ หากนำภาชนะที่ซ่อมด้วยคินสึงิเข้าไป อาจเกิดประกายไฟได้ และอาจทำให้ส่วนที่ซ่อมเสียหายหรือหลุดลอก จึงควรหลีกเลี่ยง

② ห้ามใช้เครื่องล้างจาน

แรงดันน้ำและลมร้อนอาจทำให้ส่วนที่ซ่อมด้วยคินสึงิหลุดลอกได้ง่ายขึ้น

③ หลังซ่อมด้วยคินสึงิแล้ว ต้องปล่อยให้แห้งสนิทก่อนใช้งาน

ไม่ควรนำมาใช้ทันทีหลังซ่อมเสร็จ หลังทำคินสึงิแล้วควรปล่อยให้แห้งอย่างดี 2–3 สัปดาห์ก่อนใช้งาน

คินสึงิที่กลับมาได้รับการยอมรับอีกครั้งจากบริบททางสังคม

คินสึงิกับภาชนะที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากภัยพิบัติ

แม้คินสึงิจะเป็นเทคนิคเก่าแก่ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้กลับมาได้รับการประเมินคุณค่าอีกครั้ง จุดเปลี่ยนสำคัญคือเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 เดือน 3 ปี 2011 ซึ่งมีศูนย์กลางนอกชายฝั่งซันริกุและมีขนาดแมกนิจูด 9.0 ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการสังเกตในประเทศ สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในภูมิภาคโทโฮคุและพื้นที่ต่าง ๆ ทางตะวันออกของญี่ปุ่น จากแรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ สึนามิ และไฟไหม้ ส่งผลให้อาคารพังเสียหายทั้งหลังมากกว่า 130,000 หลัง มีผู้คนจำนวนมากที่ภาชนะสำคัญหรือของแทนใจแตกหักจากภัยพิบัติครั้งนั้น
ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการกล่าวกันว่าช่างคินสึงิได้รับคำขอซ่อมจำนวนมาก แม้การฟื้นฟูจะไม่มีจุดสิ้นสุด แต่คินสึงิที่ช่วยซ่อมภาชนะซึ่งอัดแน่นด้วยความทรงจำ ก็มีส่วนช่วยเยียวยาจิตใจและกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ญี่ปุ่นเป็นพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อย และต่อมาในเหตุแผ่นดินไหวคุมาโมโตะปี 2016 แผ่นดินไหวตอนเหนือของจังหวัดโอซาก้าปี 2018 และแผ่นดินไหวคาบสมุทรโนโตะปี 2024 ก็มีผู้คนจำนวนมากที่เลือกซ่อมภาชนะสำคัญที่เสียหายด้วยคินสึงิเช่นกัน

คินสึงิกลายเป็นกระแสในช่วงโควิด-19!

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ขยายตัวตั้งแต่ปี 2019 และผู้คนต้องใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น สื่อต่าง ๆ ได้แนะนำคินสึงิในฐานะงานอดิเรกใหม่ที่เริ่มทำได้ในบ้าน ทำให้ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คินสึงิที่ดูสวยสะดุดตาและเหมาะกับการแชร์ลงโซเชียลมีเดียแพร่กระจายบน SNS จนไม่เพียงในญี่ปุ่นเท่านั้น ผู้คนในต่างประเทศก็เริ่มให้ความสนใจด้วย เดิมทีในโลกตะวันตกมักมองว่าภาชนะที่แตกหักเป็นสิ่งไม่เป็นมงคล ดังนั้นเทคนิคคินสึงิของญี่ปุ่นจึงให้ความรู้สึกแปลกใหม่ในสายตาของผู้คนเหล่านั้นด้วย

บทสรุป

พอภาชนะแตกขึ้นมา หลายคนก็มักเผลอทิ้งไปทั้งอย่างนั้น แต่แค่ได้รู้จักเทคนิคที่เรียกว่า “คินสึงิ” คุณก็จะมีอีกทางเลือกหนึ่ง นั่นคือ “การซ่อมแซม” แม้มันจะไม่กลับมาเหมือนเดิมทุกประการ แต่การมองว่าร่องรอยการซ่อมคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของภาชนะ และเลือกจะรักมันต่อไป ก็เป็นจิตวิญญาณที่มีความเป็นญี่ปุ่นอย่างมาก หากได้เข้าร่วมคลาสทดลองคินสึงิ 1 วันในญี่ปุ่น คุณจะได้เรียนรู้วิธีทำจริง หลังจากนั้นก็ลองนำเทคนิคคินสึงิอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นไปสัมผัสต่อที่บ้านดูนะ ปัจจุบันยังมีชุดคินสึงิแบบทำเองง่าย ๆ วางจำหน่ายด้วย หวังว่าบทความนี้จะไม่เพียงช่วยถ่ายทอดจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นผ่านคินสึงิ แต่ยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณได้พบกับงานอดิเรกใหม่ที่น่าสนใจด้วย

ผู้เขียน