“ชินโต” คืออะไร ศาสนาที่หยั่งรากในจิตวิญญาณและชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น

“ชินโต” คืออะไร ศาสนาที่หยั่งรากในจิตวิญญาณและชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น

Last update :
Written by :  GOOD LUCK TRIP

เวลาเปิดดูข้อมูลท่องเที่ยวญี่ปุ่น คุณคงเห็นคำว่า “ศาลเจ้า...” ปรากฏอยู่บ่อยไม่น้อย
สำหรับชาวญี่ปุ่น ศาลเจ้าเป็นสถานที่ที่สัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จึงเป็นสถานที่คุ้นเคยและได้รับการให้ความสำคัญมาแต่โบราณ
บรรยากาศอันมีเสน่ห์ของศาลเจ้าสร้างทิวทัศน์งดงามไว้มากมาย และยังมีหลายแห่งที่เป็นจุดชมซากุระหรือใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยม
ศาลเจ้าเหล่านี้ยังเป็นสถานที่ประกอบศรัทธาของศาสนาที่เรียกว่า “ชินโต” อีกด้วย
แม้ว่าชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะไม่ได้มีความรู้สึกว่าตนนับถือชินโตอย่างชัดเจน แต่ชินโตก็มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน
แม้แต่ในชีวิตประจำวันและธรรมเนียมปัจจุบัน ก็ยังเห็นร่องรอยของชินโตในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การไปไหว้ศาลเจ้าแรกของปีและพิธีแต่งงาน
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก “ชินโต” ที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่น

ชินโตคืออะไร

ถ้าจะทำความเข้าใจสังคมญี่ปุ่นให้ลึกขึ้น “ชินโต” ก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยาก
ชินโตเป็นศาสนาพื้นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นความเชื่อที่หยั่งรากอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน
อีกชื่อหนึ่งคือ “คันนางาระโนะมิจิ (Kannagara no Michi)”
ประวัติศาสตร์ของชินโตเก่าแก่มาก โดยมีต้นกำเนิดย้อนไปได้ถึงยุคโจมง (ประมาณ 18,000 ปีก่อนคริสตกาล–300 ปีก่อนคริสตกาล) และเชื่อกันว่าในยุคโคะฟุง (ประมาณ ค.ศ. 300–600) ก็เริ่มมีรูปแบบต้นเค้าแล้ว
ในญี่ปุ่นโบราณมีความเชื่อแบบแอนิ มิซึม คือแนวคิดที่ว่าสรรพสิ่งล้วนมีวิญญาณสถิตอยู่ แต่เพราะแต่ละท้องถิ่นนับถือเทพต่างกันและมีธรรมเนียมที่หลากหลาย จึงยังไม่ได้เป็นระบบศาสนาที่ชัดเจน
ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในปี ค.ศ. 538 จึงเริ่มใช้ชื่อว่า “ชินโต” เพื่อแยกความแตกต่างออกจากพุทธศาสนา
แม้ในปัจจุบันจะยังเป็นความเชื่อที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น แต่ต่างจากศาสนาคริสต์หรือศาสนาอิสลามตรงที่ไม่มีคำสอนและองค์กรที่เป็นระบบ จึงอาจทำให้หลายคนเข้าใจได้ยาก
จากนี้ไป เราจะพาไปรู้จักลักษณะสำคัญที่ควรรู้เพื่อทำความเข้าใจ “ชินโต” ให้มากขึ้น

1. ไม่ใช่ศาสนาเอกเทวนิยม แต่เป็นพหุเทวนิยม

ใน “ชินโต” เชื่อกันว่าเทพสถิตอยู่ในสรรพสิ่ง
จึงเป็นศาสนาแบบพหุเทวนิยมที่นับถือทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ เช่น น้ำ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ สัตว์ เรื่องเล่าจากเทพปกรณัม หรือแม้แต่เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมักกล่าวถึงจำนวนอันมากมายของเทพด้วยคำว่า “ยาโอยะโระสุโนะคามิ” หรือเทพแปดล้านองค์
ชินโตยังมีความยืดหยุ่นในการรับเทพจากต่างชาติด้วย และเทพหลายองค์ที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นเทพของญี่ปุ่น เมื่อตามรอยไปก็พบว่ามีต้นกำเนิดจากต่างแดนอยู่ไม่น้อย
เรื่องนี้ยังสะท้อนลักษณะเฉพาะของชาวญี่ปุ่นที่มักคิดว่าตนไม่มีศาสนา แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกกับการเคารพเทพหลายองค์
เมื่อเทียบกับศาสนาเอกเทวนิยมที่พบเห็นได้ทั่วโลก เช่น ศาสนาอิสลามที่นับถืออัลลอฮ์เป็นพระเจ้าองค์เดียว ถือว่าเป็นแนวคิดของคนส่วนน้อย
นอกจากนี้ เพราะเป็นพหุเทวนิยม จึงไม่มีความยุติธรรมสัมบูรณ์เพียงหนึ่งเดียว และโดยทั่วไปมักมองว่าเทพใน “ชินโต” ก็มีอารมณ์ความรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์
โดยเฉพาะดวงวิญญาณอาฆาตของบุคคลสำคัญที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้า เชื่อกันว่าสามารถก่อภัยพิบัติและคำสาปต่าง ๆ ได้ จึงจำเป็นต้องอัญเชิญและสักการะอย่างสมเกียรติในศาลเจ้า
ตัวอย่างที่มีชื่อเสียง ได้แก่ จักรพรรดิโอจินซึ่งประดิษฐานที่ศาลเจ้าฮาจิมัง และเจ้าชายซาวาระซึ่งประดิษฐานที่ศาลเจ้าซูโด

“อุสะจิงกู” ศาลเจ้าที่ประดิษฐานจักรพรรดิโอจิน
“อุสะจิงกู” ศาลเจ้าที่ประดิษฐานจักรพรรดิโอจิน

2. ไม่มีการบูชารูปเคารพ

เพราะ “ชินโต” เป็นความเชื่อที่นับถือธรรมชาติตามสภาพเดิม จึงไม่มีแนวคิดในการทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีรูปร่างแบบมนุษย์ และมักถูกอธิบายว่าไม่มีการบูชารูปเคารพ
การบูชารูปเคารพหมายถึงการเคารพบูชารูปที่สร้างขึ้นมาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้า
ตัวอย่างเช่น ในพุทธศาสนา ผู้คนจะพนมมือไหว้พระพุทธรูปที่สร้างเป็นรูปพระศากยมุนีหรือพระพุทธเจ้าองค์ต่าง ๆ
ในทางกลับกัน “ชินโต” จะบูชา “โยริชิโระ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อว่าเทพหรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาสถิตอยู่
โดยทั่วไป “โยริชิโระ” มักเป็นต้นไม้หรือหินขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเทพสถิตอยู่ จึงมีประวัติการเคารพบูชาหินและต้นไม้มายาวนาน
แม้ปัจจุบันก็ยังมีศาลเจ้าบางแห่งที่ใช้เชือกศักดิ์สิทธิ์พันรอบต้นไม้ใหญ่เพื่อแสดงว่าเป็น “โยริชิโระ”
หมายเหตุ: การตีความเรื่องการบูชารูปเคารพมีขอบเขตกว้างและมีหลายแนวคิด โปรดมองว่าเป็นเพียงหนึ่งในคำอธิบายเท่านั้น

ศาลเจ้าบางแห่งใช้ต้นไม้ใหญ่เป็นโยริชิโระ
ศาลเจ้าบางแห่งใช้ต้นไม้ใหญ่เป็นโยริชิโระ

3. ไม่มีศาสดา ผู้ก่อตั้ง คัมภีร์ หรือหลักคำสอน

“ชินโต” มีพื้นฐานมาจากพิธีกรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ และความเชื่อในธรรมชาติที่ให้ความสำคัญกับความเคารพยำเกรงต่อบรรพบุรุษ จึงไม่มีผู้ก่อตั้งหรือศาสดา
ชินโตให้ความสำคัญกับเสรีภาพและความยืดหยุ่นของความเชื่อ ไม่ว่าจะตามภูมิภาค ตระกูล หรือแต่ละบุคคล ดังนั้นแม้นับถือ “ชินโต” เหมือนกัน รายละเอียดก็อาจแตกต่างกันได้
อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการส่งต่อคุณค่าและมุมมองแบบชินโตมากกว่าการสอนเป็นหลักคำสอน จึงไม่มีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หรือหลักธรรมที่เป็นระบบ ซึ่งถือเป็นความแตกต่างสำคัญจากศาสนาอื่น
อาจกล่าวได้ว่าชาวญี่ปุ่นศรัทธาใน “ชินโต” อยู่ในระดับลึกของจิตสำนึก แม้จะไม่มีศาสดาหรือคัมภีร์ก็ตาม
ลักษณะเช่นนี้ของ “ชินโต” มักทำให้ผู้คนในศาสนาอื่น เช่น ศาสนาคริสต์ เข้าใจได้ยากอยู่ไม่น้อย

ชินโตมีความอิสระและยืดหยุ่นสูง จึงอาจมีรูปแบบความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค
ชินโตมีความอิสระและยืดหยุ่นสูง จึงอาจมีรูปแบบความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค

โคจิกิและนิฮงโชกิ คัมภีร์ที่อาจกล่าวได้ว่าเกี่ยวข้องกับชินโต

เมื่อพูดถึงชินโต หลายคนอาจสงสัยว่ามีคัมภีร์หรือไม่
แม้จะกล่าวกันว่า “ชินโต” ไม่มีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็มีแนวคิดที่ตีความว่า “โคจิกิ” และ “นิฮงโชกิ” ทำหน้าที่เสมือนคัมภีร์ของชินโต
“โคจิกิ” และ “นิฮงโชกิ” เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งถ่ายทอดเทพปกรณัมญี่ปุ่นและประวัติศาสตร์ยุคโบราณ โดยเรียกรวมกันว่า “คิกิ
เนื่องจาก “คิกิ” บันทึกลำดับวงศ์ของเทพ ลักษณะของเทพ และเรื่องเล่าตามเทพปกรณัมไว้ จึงเริ่มมีการมองว่าเป็นคัมภีร์ได้เช่นกัน
ความแตกต่างของทั้งสองเล่มสรุปไว้ในตารางด้านล่าง แต่มีหลายทฤษฎี จึงควรอ่านประกอบอย่างระมัดระวัง

- โคจิกิ นิฮงโชกิ
พระบรมราชโองการ จักรพรรดิเท็มมุ จักรพรรดิเท็มมุ
ปีที่จัดทำเสร็จ ค.ศ. 712 ค.ศ. 720
จำนวนเล่ม 3 เล่ม 30 เล่ม (+ ลำดับวงศ์ 1 เล่ม)
ช่วงยุคสมัย ตั้งแต่ยุคแห่งเทพจนถึงจักรพรรดินีซุยโกะ ตั้งแต่ยุคแห่งเทพจนถึงจักรพรรดินีจิโต
จุดประสงค์ เน้นเทิดพระเกียรติและสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้จักรพรรดิภายในประเทศ ใช้สื่อสารกับต่างประเทศเพื่อแสดงความชอบธรรมของการปกครองโดยจักรพรรดิ
ลักษณะเนื้อหา บันทึกประวัติของราชวงศ์จักรพรรดิ บันทึกประวัติการก่อร่างของประเทศญี่ปุ่น
จุดเด่น ประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งเล่มเป็นเรื่องเทพปกรณัม มีตอนเล่าหลากหลาย / เรียบเรียงแบบเรื่องเล่า / ใช้การเขียนแบบบทกวีญี่ปุ่นและอักษรจีน เรื่องเทพปกรณัมมีเพียง 2 เล่มจาก 30 เล่ม และตัดทอนตอนย่อยไปเป็นส่วนใหญ่ / เรียบเรียงตามลำดับเวลา / ใช้อักษรจีน

ศาลเจ้า สถานที่ทางศาสนาของชินโตคืออะไร

เวลาเดินทางในญี่ปุ่น ศาลเจ้ามักเป็นสถานที่ที่ได้แวะเห็นอยู่เสมอ
ศาลเจ้าเป็นสถานที่ทางศาสนาที่ใช้ประดิษฐานเทพของ “ชินโต”
เทพที่ประดิษฐานในศาลเจ้าแต่ละแห่งมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่บรรพบุรุษของผู้คนในอดีต ไปจนถึงธรรมชาติอย่างภูเขาและทะเล หรือแม้แต่วิญญาณอาฆาต
ศาลเจ้าที่ประดิษฐานเทพหลายองค์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และวิธีการศรัทธาก็มีความหลากหลายเช่นกัน
ศาลเจ้าเป็นสถานที่สำหรับแสดง “ความขอบคุณ” ต่อพรที่ได้รับในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งประกาศเป้าหมายหรือคำขอพรของตน และขอให้เทพช่วยเฝ้าดูคุ้มครอง

ศาลเจ้าที่ประดิษฐานเทพหลากหลายองค์แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค
ศาลเจ้าที่ประดิษฐานเทพหลากหลายองค์แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค

ที่มาของศาลเจ้าที่อ่านได้จากชื่อ

ดังที่เห็นในตารางด้านล่าง ศาลเจ้ามีชื่อเรียกหลายแบบตามความต่างของฐานะและเกียรติยศ
เพียงดูชื่อของศาลเจ้า ก็พอช่วยให้เข้าใจได้ว่ามีที่มาหรือจุดเด่นแบบใด ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อย
หากจำลักษณะของชื่อเรียกแต่ละประเภทไว้ได้ การตระเวนเที่ยวศาลเจ้าก็น่าจะสนุกยิ่งขึ้น

...จิงกู
・ชื่อที่ใช้กับศาลเจ้าซึ่งมีฐานะสูงที่สุด
・มักเป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐานจักรพรรดิหลายพระองค์
・ถ้าเรียกสั้น ๆ ว่า “จิงกู” โดยทั่วไปมักหมายถึง “อิเสะจิงกู”
...ไทฉะ
・ชื่อที่ใช้กับศาลเจ้าที่มีฐานะสูงรองจากจิงกู ※ เทียบเท่ากับ ...กู
・เป็นศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของศาลเจ้าชื่อเดียวกันทั่วประเทศ และเป็นตัวแทนของภูมิภาคนั้น
・ถ้าเรียกสั้น ๆ ว่า “ไทฉะ” โดยทั่วไปหมายถึง “อิซุโมะไทฉะ” ซึ่งเป็นแห่งเดียวที่ใช้ชื่อนี้มาจนถึงช่วงหลังสงคราม
...กู
・ชื่อที่ใช้กับศาลเจ้าที่มีฐานะสูงรองจากจิงกู ※ เทียบเท่ากับ ...ไทฉะ
・มักเป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐานเจ้าชายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์
・ยังใช้กับศาลเจ้าที่ประดิษฐานบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ด้วย
...โทโชกู
・ศาลเจ้าที่ประดิษฐานโทกูงาวะ อิเอยาซุ
・คำว่า “โทโช” มาจากพระนามเทพของโทกูงาวะ อิเอยาซุ คือ “โทโชไดงงเง็น”
・เมื่อเรียกสั้น ๆ ว่า “โทโชกู” โดยทั่วไปมักหมายถึง “นิกโก้ โทโชกู”
...เท็มมังกู
・ศาลเจ้าที่ประดิษฐานสึกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ
・มีต้นกำเนิดจาก “คิตาโนะ เท็มมังกู” ที่สร้างขึ้นเพื่อระงับคำสาปหลังการเสียชีวิตของสึกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ
・คำว่า “เท็มมัน” มาจากพระนามเทพของสึกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ

สถาปัตยกรรมเฉพาะของศาลเจ้า

ในสถาปัตยกรรมของศาลเจ้า สิ่งที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ก็คือ “โทริอิ”
“โทริอิ” ที่ตั้งเด่นอยู่บริเวณทางเข้า แสดงถึงเส้นแบ่งเขตระหว่างด้านในของศาลเจ้า ซึ่งเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ กับโลกภายนอกของสามัญชน
ทั้งช่วยคงความสูงส่งของพื้นที่ภายใน และบ่งบอกว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีเทพสถิตอยู่
โครงสร้างและรูปแบบแตกต่างกันไปตามแต่ละศาลเจ้า และว่ากันว่ามีมากกว่า 60 ประเภท
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นสถาปัตยกรรมเฉพาะของศาลเจ้าคือ “โชซึยะ” หรือจุดชำระกายใจก่อนสักการะ
มักสร้างอยู่ระหว่าง “โทริอิ” กับ “ฮนเด็น” โดยผู้สักการะจะล้างมือและบ้วนปากเพื่อชำระสิ่งไม่บริสุทธิ์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง “ความบริสุทธิ์” ที่เทพของญี่ปุ่นให้ความสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีรูปปั้นที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้า เช่น “โคะมะอินุ” ผู้ทำหน้าที่คุ้มครองและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และ “ชิมเมะ” ซึ่งหมายถึงม้าที่ถวายเพื่ออธิษฐานขอพรให้สมหวัง

โทริอิ สิ่งที่มักเห็นได้บ่อยในเว็บไซต์และนิตยสารท่องเที่ยว
โทริอิ สิ่งที่มักเห็นได้บ่อยในเว็บไซต์และนิตยสารท่องเที่ยว

วิธีสักการะศาลเจ้า

เวลาสักการะศาลเจ้า มีมารยาทและขั้นตอนกำหนดไว้หลายอย่าง ตั้งแต่วิธีลอด “โทริอิ” ไปจนถึงจังหวะในการใส่เงินทำบุญ
ที่นี่จะขอแนะนำรูปแบบพื้นฐานที่ถือเป็นธรรมเนียมตัวแทน นั่นคือ “โค้ง 2 ครั้ง ตบมือ 2 ครั้ง โค้ง 1 ครั้ง”
วิธีนี้เป็นมารยาทพื้นฐานในการสักการะที่ศาลเจ้า โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. เริ่มจากสั่นระฆังหรือกระดิ่ง หากมี
  2. จากนั้นยืนตัวตรง แล้วโค้งลึก 2 ครั้ง โดยก้มประมาณ 90 องศา
  3. ยกมือทั้งสองขึ้นระดับอก แล้วเลื่อนมือขวาลงเล็กน้อยก่อนตบมือ 2 ครั้ง
  4. พนมมืออธิษฐานด้วยใจตั้งมั่น
  5. ปิดท้ายด้วยการโค้งลึกอีก 1 ครั้ง แล้วค่อยถอยออก

อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งหรือรายละเอียดอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาคและแต่ละศาลเจ้า ดังนั้นควรปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานที่นั้น ๆ จะดีที่สุด

คันนุชิและมิโกะคืออะไร

สำหรับคนที่สนใจบทบาทของผู้ทำงานในศาลเจ้า “คันนุชิ (Kannushi)” เป็นคำเรียกรวมของผู้ที่รับใช้ศาลเจ้าและชินโต เช่น การประกอบพิธีและดูแลพื้นที่รอบศาลเจ้า โดยชื่อทางการคือ “ชินโชกุ”
เมื่อได้รับการรับรองผ่านสมาคมศาลเจ้าหรือมหาวิทยาลัย ก็จะได้รับลำดับขั้นและมีคุณสมบัติเป็น “ชินโชกุ”
ตำแหน่งของ “ชินโชกุ” มีดังต่อไปนี้ แต่ในความเป็นจริง ศาลเจ้าหลายแห่งต้องให้คนหนึ่งรับหลายหน้าที่เพราะขาดแคลนบุคลากร

กูจิ
ผู้รับผิดชอบสูงสุดของศาลเจ้า
เนงิ
ผู้นำที่ช่วยกูจิดูแลและบริหารงานโดยรวม
กงเนงิ
ชินโชกุที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งของกูจิและเนงิ
มิโกะ
ผู้หญิงที่ช่วยสนับสนุนงานของชินโชกุ
กูจิและมิโกะ หนึ่งในผู้ปฏิบัติงานรับใช้ศาสนาชินโต
กูจิและมิโกะ หนึ่งในผู้ปฏิบัติงานรับใช้ศาสนาชินโต

ประวัติศาสตร์ของการผสมผสานชินโต-พุทธและการแยกชินโต-พุทธ

ถ้ามองย้อนดูประวัติศาสตร์ศาสนาในญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างชินโตกับพุทธศาสนาเป็นประเด็นที่สำคัญมาก
ในญี่ปุ่น “ชินโต” และ “พุทธศาสนา” ต่างส่งอิทธิพลซึ่งกันและกันผ่านรูปแบบความเชื่อที่ผสมผสานกัน เรียกว่า “ชินบุตสึชูโก”
จุดเริ่มต้นของ “ชินบุตสึชูโก” มาจาก “ข้อถกเถียงเรื่องการนับถือพระพุทธ” ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 6 ระหว่างฝ่ายพุทธศาสนาตระกูลโซงะ กับฝ่ายชินโตตระกูลโมโนะโนเบะ
เมื่อฝ่ายโซงะเป็นผู้ชนะ และศาสนาประจำชาติเปลี่ยนจาก “ชินโต” มาเป็น “พุทธศาสนา” ราชสำนักและประชาชนจึงเริ่มเรียนรู้พุทธศาสนากันมากขึ้น
เมื่อ “พุทธศาสนา” แพร่หลายขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มหลอมรวมเข้ากับ “ชินโต” ที่ฝังรากอยู่เดิม ทำให้ศาสนาทั้งสองค่อย ๆ ดำเนินไปในแนวทางอยู่ร่วมกัน
ว่ากันว่ารูปธรรมแรกของ “ชินบุตสึชูโก” คือการสร้าง “จิงกูจิ” ซึ่งเป็นการนำองค์ประกอบของพุทธศาสนาเข้ามาไว้ในศาลเจ้าที่บูชาเทพ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ (ค.ศ. 1868–1912) รัฐบาลมีนโยบายยกระดับชินโตเป็นศาสนาของชาติ และผลักดันนโยบาย “ชินบุตสึบุนริ” หรือการแยกชินโตออกจากพุทธศาสนา ซึ่งห้ามการผสมผสานดังกล่าว
นับแต่นั้น “ชินโต” และ “พุทธศาสนา” ก็ถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ทั้งการเปลี่ยนชื่อเรียกและการนำเครื่องใช้บางอย่างออกไป
ยิ่งไปกว่านั้น ยังลุกลามไปสู่ “ไฮบุตสึคิชากุ” หรือการทำลายพระพุทธรูปและสิ่งของทางพุทธศาสนาโดยกลุ่มคนบางส่วนที่มีความรู้สึกต่อต้านพุทธศาสนา
ปัจจุบันทั้งสองถูกนับเป็นคนละศาสนา แต่ทั่วญี่ปุ่นก็ยังมีศาลเจ้าและวัดที่คงร่องรอยของประวัติศาสตร์ดังกล่าวไว้ให้เห็น

การที่มีวัดบางแห่งตั้งโทริอิอยู่ด้วย ก็เป็นอิทธิพลจากการผสมผสานชินโต-พุทธ
การที่มีวัดบางแห่งตั้งโทริอิอยู่ด้วย ก็เป็นอิทธิพลจากการผสมผสานชินโต-พุทธ

วัฒนธรรมชินโตที่หยั่งรากในญี่ปุ่น

อิทธิพลของ “ชินโต” ไม่ได้อยู่แค่ในศาลเจ้าหรือพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนด้วย
ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับ “ชินโต” ยังคงหลงเหลืออยู่ในชีวิตประจำวันของญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือพฤติกรรมแบบ “อ่านบรรยากาศ” โดยอัตโนมัติของชาวญี่ปุ่น รวมถึงคำกล่าวก่อนและหลังมื้ออาหาร
ในชีวิตประจำวันมีทั้งสิ่งที่แทรกซึมอยู่เป็นปกติ และยังต่อเนื่องไปถึงธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับ 4 ฤดูกาลกับวัฒนธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่มารยาท อาหาร ไปจนถึงงานประเพณีต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง
ในบรรดานั้น “ฮัตสึโมเดะ” หรือการไปศาลเจ้าเป็นครั้งแรกของปีเพื่อขอพรให้โชคดี ถือเป็นธรรมเนียมที่เป็นสัญลักษณ์อย่างยิ่ง
แม้ “ฮัตสึโมเดะ” จะมีประวัติยาวนาน แต่รูปแบบที่คุ้นเคยในปัจจุบันเพิ่งเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในช่วงไม่ไกลมานี้ และธรรมเนียมเองก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
วัฒนธรรมอาหารในช่วงปีใหม่ เช่น โอเซจิและโอโซนิ รวมถึงธรรมเนียมการตกแต่งคาโดมัตสึและชิเมะคาซาริ ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับชินโตอย่างลึกซึ้ง
นอกจากนี้ “ยาคุบาไร” หรือพิธีปัดเป่าสิ่งไม่ดี โดยเฉพาะในปีชงหรือปีเคราะห์ ก็เป็นอีกธรรมเนียมที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาแต่เดิม

ชินโตแทรกซึมอยู่แทบทุกมุมของชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น
ชินโตแทรกซึมอยู่แทบทุกมุมของชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น

แนะนำศาลเจ้าที่มีชื่อเสียง

ถ้าได้รู้พื้นฐานของชินโตและที่มาของศาลเจ้าไว้ก่อน เวลาไปเยือนสถานที่จริงก็จะมองเห็นรายละเอียดได้มากขึ้น
ต่อจากนี้ เราจะพาไปดูศาลเจ้าชื่อดังที่ไม่ควรพลาด

1. อิเสะจิงกู

ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่คุ้นเคยในชื่อ “โออิเสะซัง” และมักเรียกกันทั่วไปว่า “อิเสะจิงกู” แต่ชื่อทางการจริง ๆ คือ “จิงกู”
ได้รับการเคารพในฐานะเทพผู้พิทักษ์ชาติ และจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของศาลเจ้าทั่วประเทศ
ภายในจิงกูมีศาลเจ้ารวมทั้งหมด 125 แห่ง ประกอบด้วยไนกูหรือโคไดจิงกูที่ประดิษฐานอามาเทราสึ โอมิคามิ ผู้เป็นเทพบรรพบุรุษของราชวงศ์ และเกกูหรือโทโยอุเกะไดจิงกูที่ประดิษฐานเทพผู้คุ้มครองเรื่องเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และอุตสาหกรรม รวมถึงศาลเจ้าย่อยประเภทต่าง ๆ
อาคารศาลเจ้าสร้างด้วยไม้ฮิโนกิในรูปแบบสถาปัตยกรรมโบราณของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ชินเมซึคุริ” และที่ศาลเจ้าหลัก 2 แห่งกับศาลเจ้าย่อยสำคัญอีก 14 แห่ง จะมีพิธีชิคิเน็นเซ็งกูทุก 20 ปี เพื่อสร้างอาคารใหม่และอัญเชิญวัตถุศักดิ์สิทธิ์ย้ายไปประดิษฐานยังอาคารนั้น

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อัดแน่นด้วยรากฐานของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น พร้อมประวัติยาวนาน 2,000 ปี
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อัดแน่นด้วยรากฐานของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น พร้อมประวัติยาวนาน 2,000 ปี

2. อิซุโมะไทฉะ

อิซุโมะไทฉะถูกบันทึกไว้ใน “โคจิกิ” หนังสือประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นซึ่งจัดทำในปี ค.ศ. 712 และถือเป็นหนึ่งในศาลเจ้าโบราณที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น เคียงคู่กับอิเสะจิงกู โดยมีโอคุนินุชิ โนะ โอคามิ เทพแห่งการผูกดวงเป็นเทพประธาน
สิ่งที่มีชื่อเสียงมากคือเชือกชิเมะนาวะขนาดใหญ่ด้านหน้าศาลคางุระ มีความยาว 13 เมตร หนัก 5.2 ตัน และนับว่าเป็นหนึ่งในเชือกศักดิ์สิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
ฮนเด็นที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1744 สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติ

ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องชื่อในฐานะเทพแห่งความสัมพันธ์และเทพแห่งโชคลาภ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่าเหล่าทวยเทพทั่วญี่ปุ่นมารวมตัวกัน
ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องชื่อในฐานะเทพแห่งความสัมพันธ์และเทพแห่งโชคลาภ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่าเหล่าทวยเทพทั่วญี่ปุ่นมารวมตัวกัน

3. เมจิจิงกู

เมจิจิงกูเป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นในปีไทโชที่ 9 (ค.ศ. 1920) เพื่อประดิษฐานจักรพรรดิเมจิและสมเด็จพระจักรพรรดินีโชเค็น
พื้นที่ประกอบด้วยเขตไนเอ็นอันสงบและศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีฮนเด็นและสวน พร้อมด้วยเขตกาเอ็นที่มีอาคารสำคัญอย่างหอภาพระลึกเซโตกุและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาชั้นเยี่ยมจำนวนมาก รวมถึงเมจิคิเนนคังซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีแต่งงานแบบครบวงจร
ผืนป่าที่ปลูกขึ้นจากต้นไม้ประมาณ 100,000 ต้นที่ได้รับการถวายมาจากทั่วญี่ปุ่น ได้เติบโตเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์จนแทบไม่น่าเชื่อว่าอยู่กลางเมือง และยังมีบรรยากาศลึกลับน่าประทับใจ อีกทั้งยังขึ้นชื่อว่าเป็นพาวเวอร์สปอตอีกด้วย

โดดเด่นทั้งในฐานะศาลเจ้าที่มีผู้มาสักการะช่วงฮัตสึโมเดะมากที่สุดในญี่ปุ่นทุกปี และเป็นหนึ่งในพาวเวอร์สปอตชั้นนำของโตเกียว
โดดเด่นทั้งในฐานะศาลเจ้าที่มีผู้มาสักการะช่วงฮัตสึโมเดะมากที่สุดในญี่ปุ่นทุกปี และเป็นหนึ่งในพาวเวอร์สปอตชั้นนำของโตเกียว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับชินโต

Q

ลักษณะเด่นของชินโตคืออะไร?

A

เป็นศาสนาแบบพหุเทวนิยม ไม่มีการบูชารูปเคารพ และไม่มีผู้ก่อตั้ง ศาสดา คัมภีร์ หรือหลักคำสอนที่เป็นระบบ

Q

รัฐชินโตคืออะไร?

A

แม้จะไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนตายตัว แต่โดยทั่วไปหมายถึงชินโตประเภทหนึ่งที่รัฐบาลยุคเมจิจัดวางขึ้น โดยยกเทพบรรพบุรุษของจักรพรรดิไว้เป็นศูนย์กลาง

บทสรุป

เราได้พาคุณไปรู้จัก “ชินโต” ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับชีวิตประจำวัน ขนบธรรมเนียม และจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่น
เมื่อพอเห็นภาพของชินโตแล้ว คุณก็น่าจะมองเห็นวัฒนธรรม ความรู้สึกนึกคิด และวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อีกทั้งมุมมองต่อ “ศาลเจ้า” ที่เป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งท่องเที่ยวก็น่าจะเปลี่ยนไปด้วย
อย่างไรก็ตาม บทความนี้เป็นเพียงการอธิบายภาพรวมของ “ชินโต” เท่านั้น
หากมีประเด็นไหนที่คุณสนใจจากในบทความ ลองค้นต่อให้ลึกขึ้นอีกนิด แล้วการเที่ยวญี่ปุ่นของคุณอาจสนุกยิ่งกว่าเดิม

เมื่อรู้เบื้องหลังของสถานที่ที่มักไปเยือนในการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรืออาคารประวัติศาสตร์ การเดินทางก็ย่อมสนุกขึ้นอีกมาก
และเบื้องหลังเหล่านั้นก็คือประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นนั่นเอง บทความด้านล่างจะพาคุณไปรู้จักลำดับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมเหตุการณ์สำคัญของแต่ละยุคแบบเข้าใจง่าย ลองอ่านต่อควบคู่กันได้เลย