
【คู่มือเจาะลึกวัฒนธรรมเกอิชาและไมโกะแห่งย่านฮานะมาจิ】เกอิชาและไมโกะผู้สืบทอดความงดงามแบบเกียวโต
ระหว่างเที่ยวเกียวโต คุณเคยสะดุดตากับผู้หญิงที่เกล้าผมแบบญี่ปุ่น สวมกิโมโนแสนงดงาม และแต่งหน้าขาวหรือไม่? คนเหล่านั้นก็คือ “เกอิชา” และ “ไมโกะ” ศิลปะการแสดงดั้งเดิมที่เกียวโตภาคภูมิใจและสืบทอดมาตั้งแต่สมัยเอโดะ
ครั้งนี้เราจะพาไปทำความรู้จักโลกอันงดงามของเกอิชาและไมโกะ พร้อมแนะนำสถานที่ที่สามารถไปสัมผัสประสบการณ์ได้อย่างละเอียด!
เกริ่นนำ
เมื่อพูดถึงภาพจำอันงดงามของเกียวโต หลายคนน่าจะนึกถึง “เกอิชา” และ “ไมโกะ” กันขึ้นมา ศิลปะการแสดงดั้งเดิมนี้เป็นสิ่งที่เมืองภาคภูมิใจ และสืบทอดต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยเอโดะ
เกอิชาและไมโกะจะทำหน้าที่ต้อนรับแขกในสถานที่ที่เรียกว่า “โอซาชิกิ” โดยแสดงการร่ายรำ การขับร้อง และศิลปะแขนงต่างๆ ให้ชม โอซาชิกิเป็นพื้นที่ที่ราวกับรวบรวมความงามแบบญี่ปุ่นเอาไว้ทั้งหมด เป็นโลกที่หรูหราและชวนให้รู้สึกเหมือนหลุดออกจากชีวิตประจำวัน
เบื้องหลังความงดงามนั้นคือความมุ่งมั่นในการฝึกฝนศิลปะของเหล่าเกอิชาและไมโกะ ตลอดจนมารยาทและขนบธรรมเนียมที่สั่งสมและสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสโลกนี้บ่อยนัก

ฮานะมาจิคืออะไร
ฮานะมาจิ
สำหรับคนที่สนใจวัฒนธรรมนี้ “ฮานะมาจิ” ก็คือย่านที่มีร้านน้ำชาที่เรียกว่า “โอชายะ” และ “โอกิยะ” เรียงรายอยู่ เป็นสถานที่ที่สามารถเพลิดเพลินกับศิลปะการร่ายรำและการขับร้องของเกอิชาและไมโกะได้
ไมโกะจะใช้ชีวิตร่วมกับไมโกะคนอื่นๆ ในบ้านพักที่เรียกว่า “โอกิยะ” ที่โอกิยะจะมีเจ้าของบ้านหญิงซึ่งเรียกว่า “โอกาซัง” หรือ “คุณแม่” คอยอบรมดูแลอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดเพื่อหล่อหลอมให้เติบโตเป็นไมโกะมืออาชีพ เมื่อได้รับการเรียกตัวผ่านโอกิยะจากลูกค้า พวกเธอจะเดินทางไปยังโอชายะ เพื่อแสดงการร่ายรำและการขับร้องร่วมกับเกอิชารุ่นพี่ พร้อมพูดคุยต้อนรับแขกอย่างออกรส ย่านลักษณะนี้เคยมีอยู่ในโตเกียว โอซาก้า และเกียวโต และบางแห่งยังคงเหลือร่องรอยมาจนถึงปัจจุบัน
โดยเฉพาะที่เกียวโต ทุกวันนี้เกอิชาและไมโกะยังคงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเมืองจริงๆ
ห้าย่านฮานะมาจิของเกียวโต
ปัจจุบันเกียวโตมีฮานะมาจิอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ กิองโคบุ, มิยากาวะโจ, ปงโตโจ, คามิชิจิเค็น และกิองฮิงาชิ ทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่า “โกะคะไก” หรือห้าย่านฮานะมาจิ
กิองโคบุ มิยากาวะโจ ปงโตโจ และกิองฮิงาชิ อยู่ในบริเวณเดียวกันตั้งแต่ศาลเจ้ายาซากะไปจนถึงรอบสะพานชิโจโอฮาชิ สามารถเดินเที่ยวถึงกันได้ ส่วนคามิชิจิเค็นจะอยู่ห่างออกไปทางเหนือ ใกล้ศาลเจ้าคิตาโนะเท็นมังกู สิ่งที่เหมือนกันของทั้งห้าย่านคืออยู่ใกล้วัดและศาลเจ้า เพราะต้นกำเนิดของฮานะมาจิคือร้านน้ำชาที่เปิดขึ้นเพื่อรองรับผู้มาสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้
ในสมัยนั้นมีหญิงผู้คอยต้อนรับผู้มาสักการะที่เรียกว่า “ชาตาเตะอนนะ” แล้วต่อมาก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นอาชีพเฉพาะทางอย่าง “เกอิชา” จากนั้นจึงเกิด “ไมโกะ” ในฐานะรุ่นน้องที่มุ่งสู่การเป็นเกอิชา ปัจจุบันแต่ละฮานะมาจิต่างก็มีทั้งเกอิชาและไมโกะอยู่
1. กิองโคบุ
ย่านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ “กิองโคบุ”
ย่านนี้รุ่งเรืองในฐานะย่านร้านน้ำชามาตั้งแต่สมัยคันเอแห่งยุคเอโดะ บริเวณหน้าศาลเจ้ายาซากะ ในปี ค.ศ. 1881 กิองโจถูกแบ่งออกเป็น 2 เขต และเริ่มต้นในชื่อ “กิองโคบุ” ที่นี่เป็นฮานะมาจิที่ใหญ่ที่สุดในเกียวโต ตั้งอยู่บริเวณกิองและถนนฮานามิโคจิ เต็มไปด้วยโอชายะและร้านอาหารชั้นสูง มีเอกลักษณ์คือบรรยากาศหินปูพื้นอันสง่างามและเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี
การร่ายรำใช้สายเคียวไม อิโนอุเอะ และมีการแสดง “มิยาโกะโอโดริ” ในฤดูใบไม้ผลิ กับ “อนชูไค” ในฤดูใบไม้ร่วง

2. มิยากาวะโจ
เป็นย่านที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบฮานะมาจิดั้งเดิมไว้ได้อย่างชัดเจน
ช่วงต้นสมัยเอโดะ อิซุโมะ โนะ โอคุนิ ได้สร้างการรำคาบุกิขึ้นในพื้นที่นี้ และนับแต่นั้นมาก็กลายเป็นย่านบันเทิง อีกทั้งยังอยู่ใกล้โรงละครมินามิสะที่มีการแสดงคาบุกิ จึงเติบโตขึ้นในฐานะย่านร้านน้ำชาที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับศิลปะการแสดง เช่น คาบุกิ
การร่ายรำใช้สายวากายางิ และมีการแสดง “เคียวโอโดริ” ในฤดูใบไม้ผลิ กับ “มิสึเอะโสะ” ในฤดูใบไม้ร่วง

3. ปงโตโจ
ปงโตโจเป็นถนนแคบยาวประมาณ 500 เมตร พาดตามฝั่งขวาของแม่น้ำคาโมะ ระหว่างถนนชิโจถึงถนนซันโจ
สองข้างทางเรียงรายด้วยโอชายะ โอกิยะ และร้านอาหารที่มีซุ้มไม้สีแดงเบนการะ ในสมัยเอโดะ พื้นที่นี้รุ่งเรืองจากแม่น้ำใกล้เคียงที่มีบทบาทสำคัญด้านการคมนาคมทางน้ำ ส่งผลให้โอชายะและที่พักนักเดินทางในลักษณะคล้ายเรียวกังในปัจจุบันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การร่ายรำใช้สายโอโนะเอะ และมีการแสดง “คาโมงาวะโอโดริ” ในฤดูใบไม้ผลิ กับ “ซุยเมไค” ในฤดูใบไม้ร่วง

4. คามิชิจิเค็น
เป็นฮานะมาจิที่ตั้งอยู่ใกล้ศาลเจ้าคิตาโนะเท็นมังกูในเขตคามิเกียว เมืองเกียวโต ซุ้มประตูโทริอิที่เห็นอยู่ด้านในของภาพคือทางเข้าศาลเจ้านั่นเอง
คามิชิจิเค็นอยู่ห่างจากฮานะมาจิอีก 4 แห่งที่ตั้งอยู่ในย่านคึกคักของเมืองเล็กน้อย จึงมีบรรยากาศสงบผ่อนคลาย เชื่อกันว่าต้นกำเนิดของย่านนี้มาจากการนำไม้ที่เหลือจากการบูรณะศาลเจ้าคิตาโนะเท็นมังกูในช่วงกลางสมัยมุโรมาจิมาสร้างร้านน้ำชา 7 หลัง จึงเป็นที่มาของชื่อ “คามิชิจิเค็น”
การร่ายรำใช้สายฮานายางิ และมีการแสดง “คิตาโนะโอโดริ” ในฤดูใบไม้ผลิ กับ “โคโตบุกิไค” ในฤดูใบไม้ร่วง

5. กิองฮิงาชิ
กิองฮิงาชิตั้งอยู่ในย่านบันเทิงชื่อดังของเกียวโต เดิมทีพื้นที่นี้รวมกับกิองโคบุในชื่อ “กิองโจ” ก่อนจะถูกแบ่งออกเป็น 2 เขตในสมัยเมจิ ปัจจุบันจึงเป็นย่านที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยอาคารโอชายะแบบดั้งเดิมที่ตั้งเรียงรายท่ามกลางทิวทัศน์สมัยใหม่
การร่ายรำใช้สายฟูจิมะ และมีการแสดง “กิองโอโดริ” ในฤดูใบไม้ร่วง

วัฒนธรรม “ไม่รับลูกค้าหน้าใหม่ที่ไม่มีคนแนะนำ”
หากต้องการไปโอชายะ จำเป็นต้องมีคนรู้จักแนะนำ ระบบนี้เรียกว่า “ไม่รับลูกค้าหน้าใหม่ที่ไม่มีคนแนะนำ” ซึ่งมีเหตุผลอยู่หลายประการ
ประการแรก โอชายะบางแห่งทำหน้าที่เป็นทั้งสถานที่รับรองแขกและโอกิยะที่มีไมโกะอายุน้อยอาศัยอยู่ด้วย กล่าวคือเป็นการต้อนรับแขกในพื้นที่ซึ่งเสมือนบ้านพักของผู้หญิงล้วน หากเป็นคนแปลกหน้าก็อาจเกิดปัญหา เช่น เมาสุราแล้วก่อเรื่องได้ ดังนั้นการให้เฉพาะลูกค้าที่ไว้ใจได้หรือคนรู้จักของลูกค้าเหล่านั้นเข้าไปจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
อีกเหตุผลหนึ่งคือ ในอดีตญี่ปุ่นนิยมวัฒนธรรมการจ่ายเงินแบบ “ติดบัญชีไว้ก่อน” โดยจะชำระกันทุกครึ่งปีในช่วงเทศกาลโอบ้งและปีใหม่ เพราะเงินตราสมัยก่อนทำจากโลหะทั้งหมด จึงไม่สะดวกต่อการพกพา ทำให้เกิดธรรมเนียมการจ่ายเงินแบบนี้ขึ้น ซึ่งเป็นระบบซื้อขายบนพื้นฐานของความเชื่อใจกันระหว่างคนที่รู้จักกันดี และวัฒนธรรมดังกล่าวก็ยังคงสืบทอดอยู่ในโอชายะมาจนถึงทุกวันนี้
ไมโกะและเกอิชา
ช่วงฝึกฝนก่อนเป็นเกอิชา = ไมโกะ
พูดอย่างง่ายๆ “ไมโกะ” ก็คือช่วงเวลาฝึกฝนเพื่อก้าวไปสู่การเป็นเกอิชา

ก่อนจะเป็นไมโกะ ยังมีช่วงฝึกที่เรียกว่า “ชิโคมิซัง” โดยจะเข้าไปอาศัยอยู่ในโอกิยะประมาณ 1 ปี เพื่อช่วยงานและเรียนรู้มารยาท ภาษาที่ใช้ในฮานะมาจิ และการร่ายรำ เมื่อจบช่วงชิโคมิแล้ว การ “มิเซะดาชิ” หรือการเดบิวต์เป็นไมโกะก็อยู่ไม่ไกล โดยจะเข้าสู่ช่วง “มินาไรซัง” ประมาณ 1 เดือน
ในช่วงนี้จะเริ่มให้เกอิชารุ่นพี่และเจ้าของโอชายะจดจำชื่อ พร้อมเรียนรู้บรรยากาศของโอซาชิกิ ก่อนจะเดบิวต์เป็นไมโกะอย่างเต็มตัว จากนั้นตลอดประมาณ 5–6 ปีในฐานะไมโกะ จะได้เรียนรู้มารยาทในโอซาชิกิ การร่ายรำ ชามิเซ็ง การขับร้อง พิธีชงชา และระเบียบแบบแผนต่างๆ จากอาจารย์และเกอิชารุ่นพี่ เมื่อได้รับการยอมรับจึงจะสามารถเป็นเกอิชาได้ โดยอายุของไมโกะส่วนใหญ่อยู่ประมาณไม่เกิน 20 ปี ผู้ที่จบมัธยมต้นหรือมัธยมปลายจะออกจากบ้านมาอยู่เกียวโตเพื่อฝึกฝนทุกวันร่วมกับไมโกะคนอื่นๆ โดยมีความฝันที่จะเป็นเกอิชา (ปัจจุบันเกอิชาและไมโกะที่เป็นคนเกียวโตโดยกำเนิดแทบไม่มีเลยแม้มองทั้งห้าย่านฮานะมาจิ)
เมื่อกลายเป็นเกอิชาแล้วจะไม่มีอายุเกษียณ และเกอิชาจะไม่ได้อาศัยอยู่ในโอกิยะ แต่จะแยกออกไปอยู่คนเดียว
ความแตกต่างระหว่างเกอิชากับไมโกะ
ไมโกะและเกอิชามีความแตกต่างกันทั้งการแต่งกายและทรงผม เราได้สรุปจุดต่างหลักๆ ไว้ให้แล้ว หากคุณบังเอิญพบเห็นตามท้องถนน ลองใช้ข้อมูลนี้สังเกตดูว่าเป็นเกอิชาหรือไมโกะ
| รายการ | ไมโกะ | เกอิชา |
|---|---|---|
| ทรงผม | เกล้าผมจริง | สวมวิก |
| เครื่องประดับผม | หรูหราโดดเด่น | เรียบง่าย |
| กิโมโน | สีสันสดใส มีลวดลายดอกไม้และลายเด่นชัด | โทนสีสุขุม เช่น ดำหรือน้ำเงิน ลวดลายน้อยและเรียบง่าย |
| แขนเสื้อกิโมโน | ยาว | สั้น |
| โอบิ | ยาว เรียกว่า “ดะราริ” | สั้น เรียกว่า “โอตาอิโกะ” |
| รองเท้า | เกี๊ยะทรงสูงที่เรียกว่า “โอโคโบะ” | โซริแบบทั่วไป |
-
ภาพลักษณ์เกอิชา
-
โอบิแบบดะราริของไมโกะ
-
โอบิแบบโอตาอิโกะของเกอิชา
หนึ่งวันของไมโกะ
ไมโกะคือช่วงฝึกฝนเพื่อเป็นเกอิชา จึงต้องตั้งใจฝึกซ้อมและออกงานโอซาชิกิ ทำให้ในหนึ่งวันมีตารางแน่นมาก แน่นอนว่ากำหนดการของแต่ละคนแตกต่างกันและเปลี่ยนไปตามแต่ละวัน แต่ด้านล่างนี้คือตัวอย่างหนึ่งวันของไมโกะเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น
- ประมาณ 08:00–10:00
- ตื่นนอนและรับประทานอาหารเช้าที่โอกิยะ
- 10:00–16:00
- ไปยังสถานที่ฝึกเพื่อเรียนการร่ายรำ ชามิเซ็ง การขับร้อง และศิลปะแขนงต่างๆ จากอาจารย์ เพื่อพัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้น
- ประมาณ 13:00
- กลับโอกิยะเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน บางครั้งก็ออกไปรับประทานอาหารกับไมโกะหรือเกอิชารุ่นพี่
- 16:00–18:00
- แต่งหน้า เตรียมตัวสำหรับโอซาชิกิ และรับประทานอาหารเย็นก่อนออกงาน
- ตั้งแต่ 18:00
- ออกโอซาชิกิเพื่อสร้างบรรยากาศในงานเลี้ยงของแขก โอซาชิกิหนึ่งครั้งใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง และหากยุ่งมากก็อาจต้องไปมากกว่า 2–3 งานต่อคืน
- ประมาณ 00:00
- กลับโอกิยะ อาบน้ำ และเข้านอน
ถ้าพบเกอิชาหรือไมโกะตามท้องถนนควรทำอย่างไร?
ปัจจุบันปัญหามารยาทของนักท่องเที่ยวในกิองกำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมาก
เกอิชาและไมโกะที่อยู่ตามท้องถนนในเกียวโตไม่ได้แต่งคอสเพลย์ แต่เป็นเสื้อผ้าสำหรับการทำงาน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าพวกเธอกำลังเดินทางไปทำงานหรือไปฝึกซ้อม โปรดระวังอย่าไปขวางทางเพียงเพราะอยากถ่ายรูป และยิ่งไม่ควรวิ่งตาม รบกวน หรือพยายามจับกิโมโนและทรงผมของพวกเธอเด็ดขาด
แม้จะต้องการถ่ายภาพก็ควรเคารพความเป็นส่วนตัว การถ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของแขกที่อยู่ร่วมกับเกอิชาและไมโกะด้วย อีกทั้งทิวทัศน์เมืองเกียวโตที่มีเกอิชาและไมโกะนั้นงดงามมาก จึงไม่ควรนั่งบนถนน ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่บนทางสาธารณะ ทิ้งขยะเรี่ยราด หรือเดินกินอาหารฟาสต์ฟู้ดไปด้วย อย่าลืมว่าความใส่ใจของนักท่องเที่ยวแต่ละคนมีส่วนช่วยรักษาบรรยากาศอันงดงามของกิองเอาไว้
ทัวร์ที่สามารถพบเกอิชาและไมโกะได้
แม้จะบังเอิญพบเกอิชาหรือไมโกะตามท้องถนน ก็ไม่สามารถเข้าไปขอถ่ายรูปคู่ได้อย่างอิสระ
อีกทั้งโลกของโอชายะยังเป็นแบบ “ไม่รับลูกค้าหน้าใหม่ที่ไม่มีคนแนะนำ” ทำให้นักท่องเที่ยวมักจองโอชายะที่สามารถพบเกอิชาและไมโกะได้ยาก แต่ในเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งที หลายคนก็น่าจะอยากมีโอกาสได้พบพวกเธอสักครั้งใช่ไหม
จริงๆ แล้วที่เกียวโตมีโอกาสพบเกอิชาและไมโกะได้โดยตรง คุณสามารถชมการร่ายรำและพิธีชงชาของพวกเธอได้ อีกทั้งยังถ่ายรูปได้ด้วย!
ที่ “KIMONO TEA CEREMONY MAIKOYA GION KIYOMIZU” ใกล้วัดเคนนินจิ มีอีเวนต์หลากหลายให้เข้าร่วม ซึ่งล้วนได้รับความนิยมมาก หากอยากพบเกอิชาหรือไมโกะอย่างแน่นอน แนะนำให้จองล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ

ข้อมูลสถานที่
- ชื่อภาษาญี่ปุ่น
- KIMONO TEA CEREMONY MAIKOYA GION KIYOMIZU
- ที่อยู่
- 100-1 โระคุโระโจ เขตฮิงาชิยามะ เมืองเกียวโต จังหวัดเกียวโต
- อีเมล
- cs@maikoya.com
- เว็บไซต์ทางการ
- เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)
ประสบการณ์ชงชากับไมโกะและเกอิชา
นี่คือทัวร์ที่คุณจะได้ชมการร่ายรำของเกอิชาและไมโกะตัวจริงในระยะใกล้ พร้อมชม “โอเตะมาเอะ” หรือขั้นตอนการชงชา ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของพวกเธอ
ค่าเข้าร่วมเริ่มต้นที่ 13,000 เยน (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา)
กิจกรรมนี้เข้าร่วมได้สำหรับผู้มีอายุอย่างน้อย 7 ปี
① แจ้งชื่อผู้จองที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ
เมื่อเข้าไปในสถานที่แล้ว อันดับแรกให้แจ้งหมายเลขการจองที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ จากนั้นจะได้รับสายรัดข้อมือยางสีต่างๆ โดยสีของสายจะเปลี่ยนตามรอบเวลาที่จองไว้ ดังนั้นควรสวมไว้ที่ข้อมือจนกว่าจะถึงเวลาของคุณ และอย่าทำหาย

② ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่สวนภายในสถานที่
ก่อนถึงเวลาจอง คุณสามารถใช้เวลาอย่างสบายๆ ในสวนทั้ง 3 จุดภายในสถานที่ได้ จริงๆ แล้วอาคารแห่งนี้คืออาคารมรดกทางวัฒนธรรมที่ขึ้นทะเบียนของญี่ปุ่น ชื่อว่า “อดีตร้านและบ้านหลักของอิโตคิ โชเต็น” เดิมเป็นร้านค้าส่งโชยุ เป็นมาจิยะไม้ 2 ชั้นมุงกระเบื้องที่สร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1926 และมีคุณค่ามาก ภายในอาคารเองก็ดูสง่างาม ทำให้สัมผัสบรรยากาศบ้านเรือนแบบญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน
ในหมู่นักท่องเที่ยวมีหลายคนสวมยูกาตะหรือกิโมโน และถ่ายภาพที่ระลึกหน้าร่มโนดาเตะ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ประกอบภาพอย่างร่มญี่ปุ่นและหน้ากากให้ใช้ด้วย ลองเพลิดเพลินระหว่างรอเวลาเริ่มกิจกรรมกันได้เลย



อย่างไรก็ตาม บริเวณโดยรอบเป็นย่านที่พักอาศัยอันเงียบสงบของเกียวโต จึงควรระวังไม่ส่งเสียงดังเกินไป ลองใช้เวลาช้าๆ และดื่มด่ำกับสวนที่มอบบรรยากาศผ่อนคลายแบบเกียวโตดูนะ
③ ไปยังห้องรอ
เมื่อถึงเวลาแล้วให้เข้าไปภายในอาคาร
ที่นี่ไม่มีการเรียกตามคิว ดังนั้นอย่าเพลินกับการเดินเล่นในสวนจนลืมเวลา และภายในอาคารห้ามใส่รองเท้า ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้า เมื่อเข้าไปแล้วจะมีเจ้าหน้าที่พาไปยังห้องรอ ภายในห้องมีหุ่นจำลองเกอิชาและไมโกะ พัดเคียวมารุ ร่มญี่ปุ่น และหนังสือเกี่ยวกับเกอิชาและไมโกะจัดวางอยู่

“พัดเคียวมารุ” เป็นพัดลายสีแดงและขาวที่มีชื่อของเกอิชาหรือไมโกะเขียนอยู่
ตั้งแต่สมัยเมจิเป็นต้นมา ในฮานะมาจิของเกียวโตมีธรรมเนียมแจกพัดที่มีชื่อของเกอิชาและไมโกะให้กับโอชายะ ร้านอาหารชั้นสูง และร้านอาหารต่างๆ ที่เคยอุปถัมภ์ ด้านหน้าพัดจะมีตราประจำตระกูลของโอชายะหรือบ้านของเกอิชา ส่วนด้านหลังจะมีชื่อฮานะมาจิและชื่อในวงการของเกอิชาหรือไมโกะผู้สังกัดอยู่ พัดเคียวมารุจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พวกเธอเป็นที่รู้จัก ขณะที่ร้านอาหารที่นำไปประดับก็สามารถสื่อให้ลูกค้าทราบได้ว่ามีเกอิชาและไมโกะแวะเวียนมา ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมฮานะมาจิแห่งเกียวโต หากมีโอกาสเข้าร้านอาหารในเกียวโต ลองสังเกตหาพัดชนิดนี้ดูได้
④ เข้าสู่ห้องเสื่อทาทามิ
จากนั้นจะมีการพาเข้าไปยังห้องเสื่อทาทามิตามลำดับที่เข้าห้องรอ กิจกรรมนี้จัดครั้งละประมาณสิบกว่าคน เมื่อเข้าไปจะเห็นเบาะรองนั่งจัดวางเป็นรูปตัวยูตามแนวห้อง
ไม่จำเป็นต้องนั่งเซซะ จะนั่งผ่อนขาแบบสบายๆ ก็ได้ หากแม้แต่นั่งขัดสมาธิก็ยังลำบาก สามารถขอเก้าอี้ตัวเล็กจากเจ้าหน้าที่ได้โดยไม่ต้องเกรงใจ

⑥ เรียนรู้วัฒนธรรมเกอิชาและไมโกะจากผู้นำชม
กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการอธิบายเกี่ยวกับฮานะมาจิและวัฒนธรรมของเกอิชาและไมโกะจากไกด์ โดยคำอธิบายทั้งหมดจะเป็นภาษาอังกฤษ คุณจะได้รู้ว่าเกียวโตมีฮานะมาจิ 5 แห่งอยู่ตรงไหนบ้าง และได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างเกอิชากับไมโกะ ช่วงนี้อย่าลืมตั้งใจฟังเรื่องทรงผม แขนเสื้อกิโมโน และโอบิที่ต่างกัน เพราะข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์ในช่วงถัดไป
คำอธิบายใช้เวลาประมาณ 5 นาที หากสามารถถ่ายรูปหรือวิดีโอเกอิชาและไมโกะได้ ไกด์จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเสมอ กรุณาอย่าถ่ายภาพหรือวิดีโอเองโดยพลการจนรบกวนการดำเนินกิจกรรม
⑥ ในที่สุดก็ได้พบเกอิชาหรือไมโกะตัวจริง!
เมื่อคำอธิบายจบลง ก็ถึงเวลาพบเกอิชาหรือไมโกะตัวจริง โดยจะมีเกอิชาหรือไมโกะ 1 คนมาจากหนึ่งในห้าย่านฮานะมาจิ ไกด์จะถามว่าท่านนี้เป็นเกอิชาหรือไมโกะ หากตั้งใจฟังคำอธิบายเมื่อสักครู่ไว้ดีๆ ก็ถือเป็นควิซง่ายๆ เลย
ตอนที่ฉันได้เข้าร่วม ผู้ที่มาคือไมโกะ นักท่องเที่ยวหลายคนตอบได้ถูกต้องจากเครื่องประดับผมที่หรูหราและแขนเสื้อกิโมโนที่ยาว จากนั้นไมโกะได้แนะนำตัวและกล่าวคำทักทายว่า “โอตาโนะโมชิมัส (Otanomoshimasu)” ซึ่งเป็นหนึ่งใน “คำพูดแบบเกียวโต” ที่เกอิชาและไมโกะใช้ มีความหมายว่า “ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย” หรือ “ยินดีที่ได้พบกัน”
เมื่อเกอิชาหรือไมโกะกล่าวทักทายกับคุณ อย่าลืมตอบกลับด้วยคำว่า “โอตาโนะโมชิมัส” เช่นกัน
O-TANO-MOSHI-MASU
โอตาโนะโมชิมัส (เสียงผู้หญิง)
O-TANO-MOSHI-MASU
โอตาโนะโมชิมัส (เสียงผู้ชาย)
ช่วงนี้ลองสังเกตท่วงท่าที่งดงามของการคำนับด้วยการวางปลายนิ้วทั้งสามลงบนเสื่อทาทามิ ยืดหลังตรง และก้มศีรษะอย่างอ่อนช้อยด้วย
นี่เป็นหนึ่งในวิธีทักทายอย่างสุภาพของชาวญี่ปุ่นที่ใช้เพื่อแสดงความขอบคุณและความเคารพต่อแขก

⑦ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับเกอิชาหรือไมโกะ
คุณสามารถถ่ายภาพร่วมกับเกอิชาหรือไมโกะด้วยสมาร์ตโฟนของตนเองเป็นกลุ่ม ไม่ว่าจะมากับเพื่อน คนรัก หรือครอบครัว ช่วงนี้จะได้ถ่ายภาพในระยะใกล้มาก แต่ควรระวังอย่าสัมผัสตัวโดยพลการ หรือเหยียบชายกิโมโนราคาแพงของไมโกะ
ครั้งนี้ฉันไปด้วยชุดลำลอง แต่ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมสวมกิโมโนเช่า จึงรู้สึกว่าหากอยากเก็บความทรงจำให้พิเศษยิ่งขึ้น การถ่ายภาพในชุดกิโมโนก็น่าสนใจมากทีเดียว!
⑧ ช่วงถามตอบกับเกอิชาและไมโกะ
นี่คือโอกาสที่จะได้ถามสิ่งที่อยากรู้กับเกอิชาหรือไมโกะโดยตรง ซึ่งแม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็แทบไม่มีโอกาสแบบนี้ ช่วงถามตอบนี้จะทำเป็นรายกลุ่ม และถามได้เพียง 1 คำถามเท่านั้น
ตอนนั้นฉันไม่ได้เตรียมคำถามไว้เลย จึงต้องคิดอย่างหนักในตอนนั้น สุดท้ายก็ถามว่า “อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากเป็นไมโกะ?” และรู้สึกเสียดายเล็กน้อยว่าน่าจะเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้า กลุ่มอื่นๆ ถามกัน เช่น “ช่วงเวลาไหนของงานไมโกะที่สนุกที่สุด?” “ถ้าอยากเป็นเกอิชาต้องทำอย่างไร?” หรือ “ช่วยเล่าตารางหนึ่งวันให้ฟังหน่อยได้ไหม?”
ไมโกะตอบทุกคำถามอย่างสุภาพและใส่ใจมาก
⑨ ชมการร่ายรำของเกอิชาและไมโกะอย่างใกล้ชิด
กิจกรรมถัดไปคือการชมการร่ายรำของเกอิชาและไมโกะ
วันที่ไปเก็บข้อมูลตรงกับฤดูใบไม้ร่วง จึงได้ชมการแสดงเพลงสั้นยอดนิยมในนาฏศิลป์ญี่ปุ่นชื่อ “สะพานใบไม้แดง” เป็นการรำที่สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลจากใบไม้ร่วงสู่ฤดูหนาว โดยใช้พัดที่วาดลายใบไม้แดง 2 เล่มร่ายรำอย่างอ่อนช้อย แม้ใช้เวลาเพียงประมาณ 3 นาที แต่ทุกปลายนิ้วล้วนงดงาม และการเคลื่อนไหวที่นุ่มลึกก็ชวนให้ประทับใจมาก
ตามปกติ โอกาสชมการร่ายรำของเกอิชาและไมโกะมักอยู่ในงาน “โอโดริ” ที่จัดขึ้นในแต่ละฮานะมาจิช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง แต่เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วยังคงเป็นโลกแบบ “ไม่รับลูกค้าหน้าใหม่ที่ไม่มีคนแนะนำ” แม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็แทบไม่มีโอกาสชมในระยะใกล้แบบนี้

⑩ ชมการชงชา
หลังจากการรำจบลง จะเป็นช่วงสาธิตการชงชา โดยแต่ละคนจะได้รับถ้วยชา ชะเซ็น และขนมญี่ปุ่นอย่างละ 1 ชุดวางไว้ตรงหน้า
สำหรับเกอิชาและไมโกะ การชงชาถือเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญไม่แพ้การร่ายรำ เพราะในงานน้ำชาของเทศกาล “โอโดริ” ที่จัดในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ไมโกะจะมีโอกาสเสิร์ฟชาให้แขก จึงจำเป็นต้องฝึกฝน ท่วงท่าขณะชงชานั้นละเอียดอ่อนและงดงามมาก และในช่วงนี้สามารถถ่ายภาพได้ด้วย

หลังจากเกอิชาหรือไมโกะส่งสัญญาณว่า “เชิญรับประทานขนม” ก็จะเริ่มจากการรับประทานขนมญี่ปุ่นก่อน
ขนมในวันนั้นคือ “ยัตสึฮาชิ” หนึ่งในขนมขึ้นชื่อของเกียวโต และ “ฮิงาชิ” ซึ่งเป็นขนมแห้งที่ใช้บ่อยในพิธีชงชา ยัตสึฮาชิทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาล และอบเชยญี่ปุ่น นำมาทำเป็นแป้งนึ่งแล้วห่อไส้ถั่วแดง ส่วนฮิงาชิเป็นขนมน้ำตาลที่แทบไม่มีความชื้น ไกด์จะสอบถามเรื่องอาการแพ้อาหารไว้ล่วงหน้า หากรับประทานไม่ได้ควรแจ้งให้ทราบ
เมื่อเกอิชาหรือไมโกะชงชาเสร็จ ก็จะถึงเวลาลาจากกัน
พวกเธอจะกล่าวคำว่า “โอกินิ” พร้อมคำนับอย่างงดงามด้วยการวางปลายนิ้วสามนิ้ว ซึ่งคำว่า “โอกินิ” มีความหมายว่า “ขอบคุณ” อย่าลืมตอบกลับด้วย “โอกินิ” พร้อมท่าคำนับแบบเดียวกันเพื่อแสดงความขอบคุณเช่นกัน!
O-KI-NI
โอกินิ (เสียงผู้หญิง)
O-KI-NI
โอกินิ (เสียงผู้ชาย)
⑪ ลองตีชาด้วยตัวเอง
ช่วงสุดท้ายคือการลองตีชาด้วยตัวเอง
แน่นอนว่ามีคำอธิบายวิธีทำจากไกด์อย่างละเอียด โดยจะสอนให้จับชะเซ็นเบาๆ ด้วยนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง จากนั้นขยับชะเซ็นขึ้นลงไปมาในแนวตั้งเพื่อตีชา เมื่อส่วนผสมเข้ากันพอสมควรแล้ว ให้ขยับชะเซ็นแบบซิกแซกเพื่อให้เข้ากันดียิ่งขึ้น ระหว่างนี้อย่าขูดก้นถ้วย เพราะอาจทำให้ชะเซ็นและถ้วยชาที่บอบบางเกิดรอยเสียหายได้ เมื่อผิวหน้าชาเปลี่ยนจากสีเขียวเข้มเป็นสีเขียวอ่อนและเกิดฟองเนียนครีม ก็ให้ใช้ชะเซ็นคนเป็นวงใหญ่ 1 ครั้งก็เป็นอันเสร็จ
หลังจากอธิบายจบ ก็จะได้ลองทำจริงด้วยตัวเอง ภายในถ้วยมีมัทฉะเตรียมไว้แล้ว และจะมีการเติมน้ำร้อนให้ก่อนเริ่มตีชา แม้เป็นมือใหม่ก็ไม่ต้องกังวล หากทำยากไกด์จะช่วยเหลือให้ รสชาติของชาที่ตีด้วยตัวเองนั้นพิเศษจริงๆ และการได้ดื่มในมาจิยะแห่งเกียวโตก็ยิ่งทำให้ช่วงเวลานี้ยิ่งพิเศษมากขึ้น

เพียงเท่านี้กิจกรรมก็จบลง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เป็นช่วงเวลาที่หรูหราและน่าประทับใจมาก แม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเกอิชาและไมโกะเช่นนี้บ่อยนัก จึงนับเป็นประสบการณ์ที่พิเศษและมีคุณค่ามากจริงๆ
สวมกิโมโนและสัมผัสประสบการณ์ชงชากับเกอิชา・ไมโกะ
หากอยากเพลิดเพลินกับอีเวนต์ด้านบนให้เต็มยิ่งขึ้น ลองสวมกิโมโนเข้าร่วมด้วยตัวเองดีไหม ที่นี่มีแพ็กเกจพร้อมบริการแต่งกาย โดยเจ้าหน้าที่จะช่วยสวมกิโมโนให้ และจัดแต่งทรงผมให้น่ารักเข้ากับชุดด้วย ในเมื่อมีโอกาสถ่ายภาพกับเกอิชาหรือไมโกะทั้งที ลองแต่งชุดญี่ปุ่นด้วยตัวเองเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศแบบญี่ปุ่นให้เต็มที่กันเถอะ!
ค่าเข้าร่วมเริ่มต้นที่ 5,000 เยน (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา)
ละเล่นโอซาชิกิกับเกอิชาและไมโกะ
ในโอชายะ บางครั้งระหว่างงานเลี้ยงจะมีสิ่งที่เรียกว่า “โอซาชิกิอาโซบิ” เป็นเกมง่ายๆ ที่เล่นร่วมกับเกอิชาหรือไมโกะ เกมที่เป็นที่รู้จัก เช่น “คมปิระฟุเนะฟุเนะ” และ “โทะระ โทะระ โทะระ” เป็นเกมแบบดั้งเดิมที่เล่นตามจังหวะโดยใช้มือ แม้จะเป็นเกมง่ายๆ แต่พอเล่นจริงบรรยากาศก็ยิ่งคึกคักและสนุกมากขึ้น ที่นี่ก็มีกิจกรรมให้ลองสัมผัสประสบการณ์นี้เช่นกัน
ค่าเข้าร่วมเริ่มต้นที่ 13,000 เยน (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา)
ทัวร์พร้อมไกด์ย่านกิอง
มีทัวร์ที่พาคุณเดินชมบริเวณฮานามิโคจิซึ่งเป็นย่านที่มีเกอิชาและไมโกะอยู่จริง พร้อมไกด์ภาษาอังกฤษ คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาคารเก่าแก่และวัดต่างๆ อย่างใกล้ชิด แม้ทัวร์นี้จะไม่ได้รับประกันว่าจะได้พบเกอิชาหรือไมโกะแน่นอน แต่ถ้าโชคดี ก็อาจได้เดินสวนกันระหว่างทัวร์ก็เป็นได้
ทัวร์นี้เป็นประสบการณ์แบบส่วนตัว จึงไม่ต้องรวมกลุ่มกับผู้อื่น ราคา 20,000 เยนสำหรับไม่เกิน 4 คน และหากมีตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มคนละ 5,000 เยน
บทสรุป
โลกของเกอิชาและไมโกะเป็นโลกที่น่าหลงใหล และแม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็ยังไม่ได้รู้จักอย่างลึกซึ้งนัก เกอิชาและไมโกะไม่ได้มีหน้าที่เพียงแสดงการร่ายรำหรือศิลปะต่างๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือน “ประเพณีที่มีชีวิต” ที่สะท้อนวัฒนธรรม สุนทรียภาพ และสายใยความสัมพันธ์ของผู้คนในย่านฮานะมาจิแห่งเกียวโตอีกด้วย พวกเธอยังคงเป็นผู้สืบทอดและปกป้องวัฒนธรรมอันอ่อนช้อยและสง่างามของเกียวโตต่อไป หากมีโอกาสมาเยือนเกียวโต ลองหาเวลาสักช่วงเพื่อสัมผัสโลกของเกอิชาและไมโกะด้วยตัวเองดูสักครั้ง
ผู้เขียน
ผู้ประกาศอิสระ
Sayaka Motomura
นำเสนอเนื้อหาโดยเน้นวัฒนธรรมดั้งเดิม ศิลปะการแสดง และประวัติศาสตร์


