
อธิบายเสน่ห์และความรู้พื้นฐานของซูโม่แบบเข้าใจง่าย! คู่มือเริ่มต้นซูโม่
ถ้าพูดถึงกีฬาที่ทำให้สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน “ซูโม่” ก็มักเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายคนนึกถึง
กีฬาชนิดนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และยังคงสะท้อนวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นไว้ในการแข่งขัน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีหลายคนที่อาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับ “ซูโม่” มากนัก
บทความนี้จะพาคนที่ยังไม่เคยรู้จักซูโม่มาก่อน ไปรู้จักความรู้พื้นฐานและเสน่ห์ของซูโม่กัน
ซูโม่คืออะไร
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มสนใจ ซูโม่เป็นกีฬาที่ผู้แข่งขัน 2 คนสวม “มาวาชิ” ซึ่งเป็นผ้าเตี่ยวชนิดหนึ่งไว้ที่เอว แล้วผลักหรือทุ่มคู่ต่อสู้บนสังเวียนดินวงกลมที่ล้อมด้วยฟ่อนฟางและบรรจุดินไว้ โดยตัดสินแพ้ชนะจากการทำให้อีกฝ่ายออกนอกสังเวียน หรือทำให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งนอกจากฝ่าเท้าสัมผัสพื้นสังเวียน
ผู้ที่แข่งขันซูโม่เรียกว่า “ริกิชิ” หรือ “ซูโมโทริ” และจะลงแข่งในรายการที่เรียกว่า “ฮนบาโช” ซึ่งเป็นการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยแมตช์การแข่งขันเรียกว่า “โทริคุมิ” และการจัดอันดับจะขึ้นอยู่กับผลแพ้ชนะ
ต่างจากยูโดหรือมวยสากล ซูโม่ไม่มีการแบ่งรุ่นตามน้ำหนัก จึงอาจมีการแข่งขันระหว่างริกิชิที่มีน้ำหนักมากกว่า 200 กก. กับริกิชิที่มีน้ำหนักเพียงประมาณครึ่งหนึ่งได้เช่นกัน

ประวัติศาสตร์ซูโม่ที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องตามยุคสมัย
เมื่อมองย้อนกลับไป ซูโม่ซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติของญี่ปุ่นก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก และต้นกำเนิดสามารถย้อนไปได้ถึงยุคเทพปกรณัม
เชื่อกันว่าจุดเริ่มต้นของซูโม่มาจากตำนานการประลองพลังในยุคเทพปกรณัมที่ปรากฏใน “โคจิกิ” และ “นิฮงโชกิ” ซึ่งเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ในช่วงที่การทำนาเริ่มขึ้นในญี่ปุ่น ซูโม่ถูกใช้เป็นพิธีกรรมเพื่อทำนายผลผลิต และต่อมากลายเป็นพิธีในราชสำนักที่สืบต่อกันประมาณ 300 ปี
ในยุคคามาคุระ (ค.ศ. 1185–1333) และยุคเซ็งโงกุ (ค.ศ. 1467–1573) ซึ่งเป็นช่วงที่ซามูไรมีบทบาทสำคัญ ซูโม่ยังถูกนำมาใช้เป็นการฝึกการต่อสู้ และมีการเล่ากันว่าโอดะ โนบุนางะ (Oda Nobunaga) ก็ชื่นชอบซูโม่เป็นอย่างมาก
เมื่อเข้าสู่ยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) ซูโม่ก็พัฒนาเป็นความบันเทิงของประชาชน และเริ่มมีผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นนักซูโม่โดยเฉพาะ
ยังมีภาพอุกิโยะเอะที่ถ่ายทอดบรรยากาศการแข่งซูโม่ต่อหน้าผู้ชมหลงเหลืออยู่ด้วย
ซูโม่เริ่มต้นจากการเป็นการแข่งขันวัดพละกำลัง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพิธีกรรมขอให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ถูกนำไปใช้ในการฝึกการรบ และพัฒนาจนกลายเป็นความบันเทิงของประชาชน จึงอาจกล่าวได้ว่าซูโม่คือวัฒนธรรมที่เติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยในญี่ปุ่น
ซูโม่ที่ผ่านการขัดเกลาและพัฒนาเป็นแบบแผนตลอดช่วงเวลายาวนานนั้น ยังคงสะท้อนวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นไว้อย่างเข้มข้นมาจนถึงปัจจุบัน

เริ่มต้นดูตรงนี้ก่อน! 3 จุดน่าสนใจของซูโม่
แม้จะยังไม่รู้กติกาอย่างละเอียด ซูโม่ก็เป็นกีฬาที่ดูสนุกได้ไม่ยาก คล้ายกับเวลาชมฟุตบอลหรือเบสบอลเป็นครั้งแรก
แน่นอนว่าถ้ามีความรู้มากขึ้นก็จะยิ่งดูสนุก แต่ลองเริ่มจาก 3 จุดน่าสนใจที่จะแนะนำต่อไปนี้ แล้วค่อย ๆ เปิดใจชมซูโม่กันดู
1. พลังปะทะอันน่าตื่นตาของริกิชิร่างใหญ่ที่เข้าชนกันเต็มแรง
ภาพของริกิชิร่างใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน 100 กก. สองคนพุ่งเข้าปะทะกันด้วยร่างกายและศีรษะอย่างเต็มกำลังนั้นให้ความรู้สึกทรงพลังอย่างมาก
แม้แต่เสียงตอนปะทะกันก็ยังหนักแน่นน่าทึ่ง จึงอยากให้ลองชมโทริคุมิแบบสด ๆ ไม่ใช่แค่ผ่านวิดีโอ แล้วสัมผัสความเร้าใจด้วยตัวเอง
2. การแข่งขันระหว่างริกิชิตัวเล็กกับริกิชิตัวใหญ่
เนื่องจากซูโม่ไม่มีการแบ่งรุ่นตามน้ำหนัก จึงอาจมีโทริคุมิระหว่างริกิชิที่หนักมากกว่า 200 กก. กับริกิชิที่หนักไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอีกฝ่ายได้
อีกหนึ่งจุดน่าสนใจคือการได้เห็นริกิชิตัวเล็กใช้ไม่เพียงพละกำลัง แต่ยังใช้ความเร็วและเทคนิคในการผลักหรือทุ่มริกิชิร่างใหญ่ให้ออกจากสังเวียน
3. วัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ยังคงปรากฏชัดในท่าทางและพิธีการของซูโม่
เนื่องจากซูโม่เคยเป็นพิธีกรรมเพื่อขอให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ต่อเนื่องกันประมาณ 300 ปี ร่องรอยของความเชื่อนั้นจึงยังคงปรากฏชัดในท่าทางและพิธีการต่าง ๆ
ตัวอย่างเช่น ท่าที่ริกิชิยกขาข้างหนึ่งสูงบนโดเฮียวแล้วกระทืบลงอย่างแรง ซึ่งเรียกว่า “ชิโกะ” มีความหมายถึงการขับไล่สิ่งชั่วร้ายด้วยการเหยียบพื้นอย่างหนัก และนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของพืชผลทั้งห้าและสุขภาพแข็งแรงปลอดภัย
การโปรยเกลือลงบนสังเวียนก็มีความหมายในทำนองเดียวกัน คือเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดี
ยังมีท่าทางและการเคลื่อนไหวอีกมากที่มีความหมายเชิงพิธีกรรม หากลองศึกษาความหมายของแต่ละท่า ก็จะยิ่งได้สัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมากขึ้น
3 วิธีชมซูโม่สด
ถ้าอยากดูซูโม่ ลองเลือกชมผ่านหนึ่งใน 3 วิธีต่อไปนี้ได้เลย
โอกาสและสถานที่ในการชมซูโม่มีค่อนข้างจำกัด ถ้ามีจังหวะเหมาะ ๆ ก็อยากแนะนำให้หาเวลาไปชมสักครั้ง
1. “ฮนบาโช” ที่สัมผัสความตึงเครียดและความเร้าใจของซูโม่ได้มากที่สุด
ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันแบบเต็ม ๆ “ฮนบาโช” ซึ่งเป็นการแข่งขันซูโม่อาชีพที่จัดโดย “สมาคมซูโม่ญี่ปุ่น” ก็คือเวทีที่มีโทริคุมิสำหรับตัดสินผู้ที่ยืนอยู่จุดสูงสุดของวงการซูโม่
ผลแพ้ชนะใน “ฮนบาโช” จะถูกใช้ในการกำหนดบันซึเกะ หรือการจัดอันดับของริกิชิ
มีการแข่งขันทั้งหมดปีละ 6 ครั้ง โดยชื่ออย่างเป็นทางการและสถานที่จัดมีดังนี้
| เดือนที่จัด | ชื่ออย่างเป็นทางการ | ชื่อที่เรียกกันทั่วไป | สถานที่จัด | จังหวัด |
|---|---|---|---|---|
| มกราคม | การแข่งขันเดือนมกราคม | ฮัตสึบาโช | เรียวโกกุ โคกุงิคัง | โตเกียว |
| มีนาคม | การแข่งขันเดือนมีนาคม | ฮารุบาโช | เอดิออนอารีนา โอซาก้า | โอซาก้า |
| พฤษภาคม | การแข่งขันเดือนพฤษภาคม | นัตสึบาโช | เรียวโกกุ โคกุงิคัง | โตเกียว |
| กรกฎาคม | การแข่งขันเดือนกรกฎาคม | นาโกย่าบาโช | ดอลฟินส์อารีนา | ไอจิ |
| กันยายน | การแข่งขันเดือนกันยายน | อากิบาโช | เรียวโกกุ โคกุงิคัง | โตเกียว |
| พฤศจิกายน | การแข่งขันเดือนพฤศจิกายน | คิวชูบาโช | ฟุกุโอกะโคกุไซเซ็นเตอร์ | ฟุกุโอกะ |
แต่ละรายการจะจัดโทริคุมิต่อเนื่อง 15 วัน โดย
- วันแรก เรียกว่า วันเปิดการแข่งขัน
- ส่วนวันที่ 8 เรียกว่า วันกึ่งกลางรายการ
- และวันที่ 15 คือวันสุดท้ายของการแข่งขัน
แม้เวลาในแต่ละวันอาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปการแข่งขันจะเริ่มประมาณ 08:30 และคู่สุดท้ายจะจบลงราว 18:00

2. “จุงเงียว” ที่ได้ใกล้ชิดกับริกิชิ
อีกโอกาสหนึ่งในการชมซูโม่คือ “จุงเงียว” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ซูโม่ กระตุ้นความคึกคักของท้องถิ่น และส่งเสริมเยาวชน
ริกิชิที่สังกัด “สมาคมซูโม่ญี่ปุ่น” ซึ่งเป็นผู้จัด “ฮนบาโช” จะเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และแสดงการฝึกซ้อมรวมถึงโทริคุมิต่อหน้าผู้ชม
ต่างจาก “ฮนบาโช” ที่ใช้ตัดสินบันซึเกะของริกิชิ กิจกรรมนี้มักมีโอกาสให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับริกิชิ เช่น ถ่ายภาพที่ระลึกหรือจับมือ

3. “การเยี่ยมชมค่ายซูโม่” ที่ได้เห็นชีวิตประจำวันและการฝึกอย่างจริงจังของริกิชิ
ถ้าอยากเห็นซูโม่ในมุมที่ใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น “ค่ายซูโม่” ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกและอบรมริกิชิ ก็เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ชมการฝึกซ้อมของเหล่าริกิชิ
บางค่ายไม่ได้มีแค่การเข้าชมเท่านั้น แต่ยังสามารถลิ้มลอง “จังโกะนาเบะ” อาหารขึ้นชื่อของค่ายซูโม่ได้ด้วย
การเปิดให้เข้าชมหรือไม่ขึ้นอยู่กับแต่ละ “ค่ายซูโม่” และวิธีสมัครก็แตกต่างกันไป เช่น ต้องจองล่วงหน้าหรือรับตามลำดับก่อนหลัง
หากสนใจ ขอแนะนำให้สมัคร “ทัวร์เยี่ยมชมค่ายซูโม่” ที่จองผ่านอินเทอร์เน็ตได้

ความรู้พื้นฐานเรื่องซูโม่ที่ควรรู้ไว้
ถ้าอยากดูซูโม่ให้สนุกขึ้นอีกนิด เรื่องพื้นฐานต่อไปนี้ก็ควรรู้เอาไว้ก่อน
พอเริ่มสนใจมากขึ้นแล้ว ค่อยใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐาน แล้วต่อยอดศึกษาให้ลึกขึ้นก็ได้
1. “บันซึเกะ (Banzuke)” หรือการจัดอันดับที่กำหนดทั้งการแต่งกายและเงินเดือน
ริกิชิจะถูกจัดอันดับตามผลงานในการแข่งขันฮนบาโช และอันดับนั้นไม่ได้ส่งผลแค่เงินเดือนหรือ待遇เท่านั้น แต่ยังกำหนดไปถึงการแต่งกายด้วย
การจัดอันดับนี้เรียกว่า “บันซึเกะ” และจะแบ่งออกเป็นลำดับชั้นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ตามผลงาน
เรียงจากระดับสูงไปต่ำ โดยยิ่งเข้าใกล้ตำแหน่งโยโกสึนะมากเท่าไร การ待遇ก็จะยิ่งดีขึ้น
| อันดับ | เงินเดือนต่อเดือน |
|---|---|
| โยโกสึนะ | ประมาณ 3 ล้านเยน |
| โอเซกิ | ประมาณ 2.5 ล้านเยน |
| เซกิวาเกะ | ประมาณ 1.8 ล้านเยน |
| โคมุสุบิ | ประมาณ 1.8 ล้านเยน |
| มาเอะกาชิระ | ประมาณ 1.4 ล้านเยน |
| จูเรียว | ประมาณ 1.1 ล้านเยน |
| มาคุชิตะ | ไม่มีเงินเดือนประจำ มีเพียงเบี้ยเลี้ยงในแต่ละรายการ |
| ซันดัมเมะ | ไม่มีเงินเดือนประจำ มีเพียงเบี้ยเลี้ยงในแต่ละรายการ |
| โจนิดัน | ไม่มีเงินเดือนประจำ มีเพียงเบี้ยเลี้ยงในแต่ละรายการ |
| โจโนะคุจิ | ไม่มีเงินเดือนประจำ มีเพียงเบี้ยเลี้ยงในแต่ละรายการ |
หากขึ้นไปถึงระดับจูเรียวขึ้นไป จะได้รับเงินเดือนอย่างน้อย 1 ล้านเยนต่อเดือน แต่ริกิชิระดับมาคุชิตะลงไปจะได้รับเพียงเบี้ยเลี้ยงตามแต่ละรายการเท่านั้น จึงมีความแตกต่างด้าน待遇ค่อนข้างมาก
แน่นอนว่ารายได้ของริกิชิไม่ได้มีแค่เงินเดือนเท่านั้น
หากคว้าแชมป์ในแต่ละรายการจะได้รับเงินรางวัล 10 ล้านเยน และยังมีรายได้อื่น ๆ อีกมาก เช่น เงินรางวัลพิเศษที่มอบให้ในแต่ละโทริคุมิ ทำให้มีริกิชิบางคนที่มีรายได้ต่อปีอย่างน้อย 100 ล้านเยน
ไม่เพียงแต่待遇เท่านั้น การแต่งกายก็ถูกกำหนดตามระดับชั้นด้วย
เมื่อขึ้นไปเกินระดับ “จูเรียว” จะได้รับการยอมรับว่าเป็นริกิชิเต็มตัว และสามารถเกล้าทรงผมเอกลักษณ์ของนักซูโม่ที่เรียกว่า “โออิโจ” ได้

2. “ค่ายซูโม่” สถานที่ฝึกนักซูโม่
“ค่ายซูโม่” คือพื้นที่อยู่อาศัยและสถานที่ซ้อมที่ริกิชิใช้ชีวิตและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ภายใต้การบริหารของผู้ฝึกสอนที่เรียกว่า “โทชิโยริ” หรือ “โอยากาตะ”
การจะเข้าร่วมแข่งขัน “ฮนบาโช” ได้นั้น จำเป็นต้องสังกัด “ค่ายซูโม่” เสมอ ดังนั้นผู้ที่มุ่งเป็นริกิชิจึงต้องเข้าสังกัดค่ายซูโม่ทุกคน

3. “คิมาริเตะ” ท่าตัดสินแพ้ชนะที่รู้ไว้แล้วจะดูซูโม่สนุกยิ่งขึ้น
สำหรับเวลาชมการแข่งขัน ท่าที่ใช้ตัดสินชัยชนะของริกิชิเรียกว่า “คิมาริเตะ” ส่วนท่าที่สมาคมซูโม่ญี่ปุ่นกำหนดไว้ทั้งหมด 82 แบบ ก็เรียกรวมกันว่า “82 คิมาริเตะ”
ประเภทของคิมาริเตะประกอบด้วยท่าพื้นฐาน ท่าทุ่ม ท่าเกี่ยว ท่างัด ท่าบิด และท่าพิเศษ รวมถึงผลการตัดสินอีก 5 รูปแบบ
หากรู้จักประเภทของคิมาริเตะไว้บ้าง ก็จะยิ่งทำให้การชมซูโม่สนุกขึ้น
จากการจัดอันดับคิมาริเตะในช่วง 5 ปีล่าสุดที่สมาคมซูโม่ญี่ปุ่นรวบรวมไว้ พบว่า 50% เป็นท่า “โอชิดาชิ” และ “โยริคิริ”
| อันดับ | คิมาริเตะ | สัดส่วน |
|---|---|---|
| อันดับ 1 | โอชิดาชิ | 25.8% |
| อันดับ 2 | โยริคิริ | 24.5% |
| อันดับ 3 | ฮาตาคิโคมิ | 8.5% |
| อันดับ 4 | สึคิโอโตชิ | 5.7% |
| อันดับ 5 | โยริตาโอชิ | 4.7% |
ในเว็บไซต์ทางการของสมาคมซูโม่ญี่ปุ่นมีข้อมูลคิมาริเตะพร้อมภาพถ่ายและภาพประกอบ ลองเข้าไปศึกษาดูได้

4. “การกระทำผิดกติกา” ที่ควรรู้ไว้ในฐานะกฎของซูโม่
ซูโม่จะตัดสินแพ้ชนะเมื่อผลักคู่ต่อสู้ออกนอกสังเวียน หรือทำให้อีกฝ่ายสัมผัสพื้นสังเวียนด้วยอวัยวะส่วนอื่นที่ไม่ใช่ฝ่าเท้า แต่หากใช้ “คินจิเตะ” ซึ่งเป็นการกระทำผิดกติกา ก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้เช่นกัน
การกระทำที่ถือเป็นคินจิเตะมี 8 ข้อต่อไปนี้
- การชกด้วยกำปั้น
- จงใจดึงผม
- การแทงจุดสำคัญ เช่น ดวงตาหรือลิ้นปี่
- ตบหูทั้งสองข้างพร้อมกันด้วยมือทั้งสองข้าง
- จับหรือสอดมือเข้าไปดึงมาวาชิส่วนที่ปกปิดจุดสำคัญ
- การบีบคอ
- เตะกระแทกที่อกหรือท้อง
- หักนิ้วมือย้อนกลับ

5. “จังโกะนาเบะ” อาหารที่สัมผัสวัฒนธรรมการกินของริกิชิได้
ถ้าอยากสัมผัสวัฒนธรรมของซูโม่ผ่านเรื่องใกล้ตัวที่สุด สิ่งนั้นก็คือ “จังโกะนาเบะ”
สำหรับคำนี้ “จังโกะ” หมายถึงอาหารของริกิชิ ส่วนหม้อไฟที่ริกิชิกินกันก็เรียกว่า “จังโกะนาเบะ”
โดยทั่วไปเป็นหม้อไฟที่ทำน้ำซุปจากกระดูกไก่ ปรุงรสด้วยโชยุหรือมิโสะ แล้วใส่ทั้งเนื้อสัตว์และผัก เช่น ลูกชิ้นและผักกาดขาว แต่จริง ๆ แล้ววัตถุดิบและรสชาติไม่ได้มีแบบตายตัว และแต่ละค่ายซูโม่ก็มีสูตรต่างกันไป
ซูโม่เป็นกีฬาที่ไม่ได้แบ่งรุ่นตามน้ำหนัก จึงเป็นกีฬาที่ผู้มีร่างกายใหญ่ได้เปรียบ
ด้วยเหตุนี้ ระหว่างการฝึกซ้อมในแต่ละวัน อาหารก็มีบทบาทสำคัญมาก และ “จังโกะนาเบะ” ที่รับประทานสารอาหารได้อย่างสมดุลและช่วยเพิ่มขนาดร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นเมนูที่นิยมมาก
มีร้านอาหารที่อดีตริกิชิเป็นผู้เปิดให้บริการจังโกะนาเบะอยู่ด้วย หากมีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่น อยากชวนให้ลองชิมกันสักครั้ง

ถ้าเที่ยวโตเกียว ควรแวะ “เรียวโกกุ โคกุงิคัง” ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของซูโม่
ถ้าได้มาแถวเรียวโกกุ สถานที่ที่คนสนใจซูโม่มักนึกถึงกันก่อนก็คือ “เรียวโกกุ โคกุงิคัง”
ที่นี่เป็นสถานที่สำคัญของวงการ “ซูโม่” และใช้จัดการแข่งขันซูโม่อาชีพรายการโตเกียวปีละ 3 ครั้ง
บริเวณทางเข้าด้านหน้าของเรียวโกกุ โคกุงิคัง มีการจัดแสดงภาพวาดการแข่งขันซูโม่ในอดีตและถ้วยรางวัลชนะเลิศ ให้ผู้มาเยือนได้เพลิดเพลินกับประวัติศาสตร์ของซูโม่
ภายในยังมีร้านค้า ร้านอาหารรวมถึงร้านจังโกะนาเบะที่ดูแลโดยค่ายซูโม่ และพิพิธภัณฑ์ ทำให้แม้ในวันที่ไม่มีการแข่งขันก็ยังมีจุดน่าสนใจมากมาย
หากคุณสนใจซูโม่และมีโอกาสมาเที่ยวโตเกียว ที่นี่เป็นสถานที่ที่น่าแวะมาเยือนอย่างยิ่ง

หลังเที่ยว “เรียวโกกุ โคกุงิคัง” แล้ว อย่าลืมไปกิน “จังโกะนาเบะ”
หลังเดินเที่ยวแถว “เรียวโกกุ โคกุงิคัง” แล้ว ถ้าอยากต่อบรรยากาศเรื่องซูโม่ไปอีกสักหน่อย ก็มีร้าน “จังโกะนาเบะ” อยู่หลายแห่งในละแวกใกล้เคียง
ต่อไปนี้คือ 3 ร้านแนะนำเป็นพิเศษ ถ้าได้มาเที่ยว “เรียวโกกุ โคกุงิคัง” แล้ว ลองแวะไปอิ่มอร่อยกับ “จังโกะนาเบะ” กัน
1. จังโกะ คิริชิมะ สาขาหลักเรียวโกกุ
ร้านที่บริหารโดยอดีตริกิชิ และเสิร์ฟ “จังโกะนาเบะ” สูตรถ่ายทอดตรงจากค่ายซูโม่
จุดเด่นคือซุปต้นตำรับที่ผสานเบสน้ำซุปกระดูกไก่และกระดูกหมูเข้ากับโชยุและมิโสะ
ยูซุโคโชที่ใส่เป็นรสลับช่วยเพิ่มมิติความเผ็ดหอมให้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น และไก่บดสูตรลับที่ซึมซับน้ำซุปก็อร่อยเป็นพิเศษ

2. ซูโม่ชายะ จังโกะ เอโดะซาวะ สาขาใหญ่เรียวโกกุ
ร้านเฉพาะทาง “หม้อไฟไก่ซ็อป” ที่ให้คุณได้ลิ้มลองน้ำซุปจากการเคี่ยวกระดูกไก่และวัตถุดิบหลากหลาย
สามารถเลือกได้ 3 รสชาติจากซุปสูตรลับ ได้แก่ โชยุ เกลือ และมิโสะ
ภายในร้านตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น มีกลิ่นอายเสื่อทาทามิและภาพเกี่ยวกับซูโม่ ให้ความรู้สึกถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น และยังมีห้องส่วนตัวให้นั่งพักผ่อนได้อย่างสบาย

3. จังโกะ ไดนิง ยาซูมิ สาขาใหญ่เรียวโกกุ
ร้านบรรยากาศเก๋มีสไตล์แบบซ่อนตัว ที่แทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นร้านจังโกะนาเบะ และคุณสามารถเพลิดเพลินกับจังโกะนาเบะสูตรถ่ายทอดตรงจากค่ายอิเซะกาฮามะได้ที่นี่
เมนูขึ้นชื่อของร้านคือ “ยากิจังโกะ” เมนูต้นตำรับที่ใช้ไก่ญี่ปุ่นทั้งตัวนำมาย่างแล้วฟลัมเบ จนได้รับคำชมว่าอร่อยมาก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับซูโม่
Q
กติกาของซูโม่คืออะไร?
เป็นกติกาที่เรียบง่าย โดยผู้ที่ผลักคู่ต่อสู้ออกนอกสังเวียน หรือทำให้อีกฝ่ายสัมผัสพื้นสังเวียนด้วยส่วนอื่นที่ไม่ใช่ฝ่าเท้า จะเป็นฝ่ายชนะ
Q
ช่วยอธิบายการจัดอันดับของริกิชิหน่อย
ริกิชิจะถูกจัดอันดับตามผลแพ้ชนะในฮนบาโช และการจัดอันดับนี้เรียกว่า “บันซึเกะ” โดยเรียงจากบนลงล่างเป็น โยโกสึนะ, โอเซกิ, เซกิวาเกะ, โคมุสุบิ, มาเอะกาชิระ, จูเรียว, มาคุชิตะ, ซันดัมเมะ, โจนิดัน และโจโนะคุจิ
Q
ชิโกนะคืออะไร?
คือชื่อของริกิชิที่ตั้งขึ้นแยกจากชื่อจริง
Q
เงินเดือนของริกิชิกำหนดอย่างไร?
เงินเดือนจะถูกกำหนดตามบันซึเกะ และนอกจากนั้นยังมีรายได้ในรูปแบบอื่นอีก เช่น เงินรางวัลจากฮนบาโช หรือเงินแสดงความยินดีจากผู้เกี่ยวข้องและผู้สนับสนุน
บทสรุป
เพียงรู้พื้นฐานเหล่านี้ไว้ก่อน การดูซูโม่ก็สนุกขึ้นได้มากแล้ว และถ้าอยากเข้าใจให้ลึกกว่านี้ ก็ลองใช้บทความนี้เป็นจุดเริ่มต้นแล้วค่อยศึกษาต่อด้วยตัวเองได้
ทุกวันนี้ก็มีวิดีโอการแข่งขันโทริคุมิให้รับชมได้เช่นกัน การเริ่มจากการดูวิดีโอก็นับว่าเป็นวิธีที่เหมาะไม่น้อย
หากคุณมีแผนมาเที่ยวญี่ปุ่น ลองหาโอกาสเข้าชม “ฮนบาโช” หรือ “จุงเงียว” หรือเข้าชมการฝึกใน “ค่ายซูโม่” แล้วไปสัมผัสความเร้าใจของซูโม่แบบสด ๆ ด้วยตัวเอง