
ทำสาเกญี่ปุ่นสูตรของตัวเองที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก! สัมผัสความลึกซึ้งของ “การเบลนด์สาเกญี่ปุ่น” ที่ My Sake World
เคยคิดไหมว่า “อยากลองทำสาเกญี่ปุ่นในแบบที่ตัวเองชอบ!” โดยทั่วไปสาเกญี่ปุ่นมักดื่มแบบเดี่ยว ๆ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเครื่องดื่มที่สามารถนำมาเบลนด์แล้วดื่มได้เช่นกัน จะผสมกับแบรนด์อื่นจากโรงหมักเดียวกัน หรือผสมกับแบรนด์จากโรงหมักอื่นก็ได้ แม้การผลิตสาเกญี่ปุ่นจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเป็นการเบลนด์ ก็สามารถทำสาเกในรสชาติที่ชอบได้อย่างสบาย ๆ ปัจจุบันก็ยังมีโรงหมักบางแห่งที่นำแบรนด์ต่าง ๆ มาผสมกันภายในโรงหมัก และที่จริงแล้ว ร้านขายเหล้าในสมัยเอโดะเคยเบลนด์สาเกญี่ปุ่นให้เข้ากับความชอบของลูกค้าแล้วนำมาขายด้วย
นี่จึงเป็นวิธีที่มีมาในญี่ปุ่นตั้งแต่โบราณ การเบลนด์สาเกญี่ปุ่นช่วยให้รสชาติลุ่มลึกขึ้น หรือปรับให้ใกล้เคียงกับความชอบของตัวเองได้ อยากลองสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ในเกียวโต เมืองแห่งสาเกญี่ปุ่นไหม มีสถานที่ที่คุณสามารถเบลนด์สาเกญี่ปุ่นจากโรงหมักหลากหลายแห่ง และนำกลับบ้านได้ด้วย ประสบการณ์การผสมโดยใช้หลอดหยดและบีกเกอร์ให้ความรู้สึกเหมือนการทดลองวิทยาศาสตร์ และกำลังเป็นกิจกรรมยอดนิยมในเกียวโตตอนนี้
บทความนี้จะแนะนำเรื่องการเบลนด์สาเกญี่ปุ่นและสถานที่ที่สามารถสัมผัสประสบการณ์นี้ได้ หากคุณอยากลิ้มลองสาเกญี่ปุ่นที่เกียวโต ลองอ่านก่อนออกไปเที่ยวกันได้เลย!
สาเกญี่ปุ่นคืออะไร
สาเกญี่ปุ่นคือเครื่องดื่มหมักที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ทำจากข้าว โคจิข้าว และน้ำเป็นวัตถุดิบหลัก แม้จะมีหลายทฤษฎี แต่เชื่อกันว่าการทำนาเริ่มขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไปอย่างมากจากยุคที่ยังล่าสัตว์ และวัฒนธรรมการปลูกข้าวก็แพร่หลายขึ้น แม้ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าสาเกญี่ปุ่นก็เริ่มถูกผลิตขึ้นหลังจากนั้น เมื่อวัฒนธรรมการปลูกข้าวแพร่หลาย ปริมาณผลผลิตข้าวได้รับผลกระทบอย่างมากจากสภาพอากาศ ชาวญี่ปุ่นจึงค่อย ๆ เริ่มเกรงกลัวและเคารพธรรมชาติ มองว่าธรรมชาตินั้นเองคือเทพเจ้า จึงเกิดธรรมเนียมการถวายข้าวและเหล้าแด่เทพเจ้า แล้วรับส่วนที่ถวายแล้วกลับมารับประทาน ปัจจุบันสาเกก็ยังถูกนำไปถวายที่ศาลเจ้า วางบูชาบนหิ้งเทพเจ้า และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในพิธีกรรมชินโต สาเกจึงไม่ใช่เพียงเครื่องดื่มเพื่อความอร่อยหรือเพื่อดื่มให้มึนเมาเท่านั้น แต่ยังผูกพันอย่างลึกซึ้งกับวัฒนธรรมและเทศกาลของญี่ปุ่นด้วย

การเบลนด์สาเกญี่ปุ่นคืออะไร?
หลายคนอาจนึกถึงสาเกญี่ปุ่นว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับเพลิดเพลินกับเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ เช่น “Dassai”, “Kokuryu” หรือ “Juyondai” เพราะตั้งแต่ยุคสมัยใหม่เป็นต้นมา แบรนด์ของโรงหมักสาเกเริ่มเป็นที่รู้จัก ทำให้ผู้คนสนุกกับ “เอกลักษณ์ของแต่ละโรงหมัก” อีกทั้งเทคนิคการผลิตสาเกประเภทกินโจและจุนไมก็พัฒนาขึ้น จึงมีสาเกญี่ปุ่นอร่อย ๆ ที่ดื่มได้ดีแบบไม่ต้องผสมผลิตออกมามากมาย
แต่หากย้อนกลับไปถึงสมัยเอโดะ การเบลนด์สาเกญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะสาเกในยุคนั้นยังไม่มีเทคนิคการผลิตที่ดีเท่าปัจจุบัน คุณภาพของสาเกจึงไม่คงที่ แม้จะเป็นโรงหมักเดียวกัน ผลผลิตข้าวก็แตกต่างกันในแต่ละปีจากสภาพอากาศ เทคนิคการขัดสียังไม่พัฒนา และการควบคุมอุณหภูมิก็ทำได้ยาก ทำให้สาเกที่ได้แตกต่างกันไปตามปีนั้น ๆ ภายในโรงหมักเองก็มีการปรับรสชาติให้สม่ำเสมอและรักษาคุณภาพให้คงที่ ในสมัยนั้นการผสมสาเกเรียกว่า “ไอชุ” ปัจจุบันโรงหมักสาเกรายใหญ่บางแห่งก็ยังปรับสาเกจากแต่ละถังให้รสชาติสม่ำเสมอก่อนจัดส่งอยู่เช่นกัน
นอกจากนี้ ในสมัยเอโดะ ร้านขายเหล้าซึ่งเป็นร้านค้าปลีกก็เคยเบลนด์สาเกให้เข้ากับความชอบของลูกค้าด้วย ในยุคที่ยังไม่มีขวด สาเกจะถูกส่งจากโรงหมักมายังร้านขายเหล้าเป็นถังไม้ ลูกค้าจะนำภาชนะของตนเองที่เรียกว่า “คาโยอิทกคุริ” ซึ่งคล้ายขวดส่วนตัวในปัจจุบัน ไปที่ร้านขายเหล้าเพื่อซื้อสาเกแบบตวงขาย ตอนนั้นร้านจะเบลนด์สาเกญี่ปุ่นตามคำขอของลูกค้า เช่น “ขอให้แห้งกว่านี้อีกหน่อย” หรือ “ขอหวานกว่านี้!” แล้วขายให้ ว่ากันว่าร้านขายเหล้าบางแห่งยังมีสมุดบัญชีที่บันทึกการเบลนด์ตามความชอบของลูกค้าเหล่านี้หลงเหลืออยู่
ถ้าลองคิดดู ไวน์ วิสกี้ กาแฟ ข้าว และชาก็มีการเบลนด์เช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่สาเกญี่ปุ่นเมื่อนำมาเบลนด์แล้วจะได้เครื่องดื่มที่อร่อย
ประสบการณ์เบลนด์สาเกญี่ปุ่นที่ My Sake World
สถานที่ที่นำวิธีดื่มสาเกญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเอโดะมาชุบชีวิตในยุคปัจจุบัน คือ “My Sake World Kyoto Kawaramachi” ในเมืองเกียวโต ที่นี่คุณสามารถชิมไปด้วย เบลนด์สาเกญี่ปุ่นให้เข้ากับความชอบของตัวเองไปด้วย และสร้าง “ไมซาเกะ” ในแบบของคุณเองได้
จุดเริ่มต้นของสถานที่แห่งนี้มาจากความคิดที่ว่า “สาเกญี่ปุ่นน่าจะมีวิธีสนุกมากกว่าแค่ดื่มอย่างเดียวหรือเปล่า?” เดิมทีจึงร่วมกับโรงหมักสาเกทำสาเกเบลนด์ออกมาจำหน่าย เมื่อไปขายสาเกเบลนด์ให้ร้านอาหาร ก็มีคนบอกว่า “ถ้าปรับรสชาติได้ง่ายขนาดนี้ ช่วยทำสาเกเบลนด์ออริจินัลสำหรับร้านเราโดยเฉพาะได้ไหม!” ระหว่างที่เบลนด์ไปด้วยกัน ก็ได้รับเสียงตอบรับว่าขั้นตอนการเบลนด์นั้นสนุก จึงเกิดแนวคิดว่า “ถ้าทำให้เป็นประสบการณ์ ก็น่าจะช่วยให้คนรับรู้ว่าสาเกญี่ปุ่นสามารถเบลนด์ได้” และก่อตั้งสถานที่นี้ขึ้น เป้าหมายนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม! ตอนนี้การเบลนด์สาเกญี่ปุ่นกำลังกลายเป็นกระแส และจำนวนผู้มาสัมผัสประสบการณ์ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อีกจุดที่น่าดีใจคืออยู่ในระยะเดินจากชิโจคิยะมาจิ ย่านคึกคักที่สุดของเกียวโต และจากวัดคิโยมิสึ จึงแวะได้ระหว่างเดินเที่ยวในเมืองเกียวโต จะมากับเพื่อน มาเป็นคู่ หรือจะมาคนเดียวก็เข้าร้านได้สบาย ๆ ลองชิมสาเกญี่ปุ่นหลายแบบ แล้วทำสาเกเบลนด์ “ไมซาเกะ” ที่เหมาะกับคุณที่สุดกันดู

มาลองทำ “ไมซาเกะ” กัน!
“My Sake World Kyoto Kawaramachi” อยู่ห่างจากทางออกหมายเลข 10 ของสถานี Hankyu Kawaramachi โดยออกจากสถานีแล้วเดินลงไปทางใต้ตามถนน Teramachi ประมาณ 7 นาที

ภายในร้านกว้างขวาง รองรับได้สูงสุด 30 คน โดยพื้นฐานเป็นประสบการณ์แบบยืน และจุดเด่นคือสามารถเข้าร่วมได้แม้ไม่จองล่วงหน้า หากต้องการนั่งก็สามารถทำกิจกรรมได้เช่นกัน แต่มีเพียง 6 ที่นั่ง จึงต้องจองล่วงหน้าหากต้องการนั่งเข้าร่วม กลุ่มใหญ่ก็เข้าร่วมได้ และช่วงหลังดูเหมือนว่ามีบริษัทต่าง ๆ มาใช้เป็นกิจกรรมอบรมพนักงานเพิ่มขึ้นด้วย
บนโต๊ะมีหลอดตวงและขวดรูปชมพู่เตรียมไว้ ให้ความรู้สึกเหมือนการทดลองในห้องวิทยาศาสตร์ ชวนให้ตื่นเต้นว่าจะเริ่มทำอะไรกันต่อ

ก่อนเริ่มประสบการณ์เบลนด์ จะมีช่วงเรียนภาคทฤษฎีก่อน

สตาฟเล่าให้ฟังทั้งประวัติของสาเกญี่ปุ่น การที่สาเกเป็นวัฒนธรรมซึ่งผูกพันอย่างลึกซึ้งกับเทศกาลและพิธีกรรมชินโตของญี่ปุ่น รวมถึง “การทำเหล้าแบบดั้งเดิม” ของญี่ปุ่นที่ครอบคลุมทั้งวัฒนธรรมและจิตวิญญาณเหล่านี้ รวมถึงสาเกญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกในปี 2024 นอกจากนี้ยังอธิบายอย่างละเอียดถึงการแบ่งประเภทสาเกญี่ปุ่น เช่น จุนไมชุ จุนไมกินโจ และจุนไมไดกินโจ รวมถึงความแตกต่างของรสชาติจากอัตราการขัดสีข้าว แม้คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องสาเกญี่ปุ่นก็สามารถเข้าร่วมได้อย่างสบายใจ
หลังจากเรียนภาคทฤษฎีประมาณ 10 นาที ก็จะเริ่มชิมสาเกญี่ปุ่น 8 ชนิดที่จะใช้เบลนด์ในวันนี้

ครั้งที่ไปทำข่าวคือเดือนมิถุนายน 2026 ไลน์อัปของวันนั้นมีทั้งหมด 8 ชนิด ได้แก่ “Eikun” จาก Saito Shuzo เกียวโต, “Kagura” จาก Matsui Shuzo เกียวโต, “Nikitatsu” จาก Minakuchi Shuzo เอฮิเมะ, “Joyo” จาก Joyo Shuzo เกียวโต, “Shin Tsuchida” จาก Tsuchida Shuzo กุนมะ, “Pink no Kappa” จาก Yonezuru Shuzo ยามากาตะ, “Tsuki no Katsura Hofukuzetto” จาก Masuda Tokubee Shoten เกียวโต และ “Assemblage Club 06 KOKA-Koka-” จาก Assemblage Club เกียวโต โดยได้รับความร่วมมือจากโรงหมัก 50 แห่งทั่วญี่ปุ่น โดยเน้นที่เกียวโตเป็นหลัก แบรนด์สาเกญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไลน์อัปทุกครึ่งปี และดูเหมือนว่าทุกครั้งจะคัดเลือก 8 ชนิดโดยดูความเข้ากันได้ของสาเกแต่ละตัว

จะได้ชิมทีละตัว ระหว่างนั้นให้จดสาเกที่ชอบไว้ 3 ชนิด หากคิดเรื่องการจับคู่แบบมีเหตุผลมากเกินไป มักจะออกมาไม่ค่อยดี และอาจได้ “ไมซาเกะ” ที่ห่างจากความชอบของตัวเอง จึงควรไม่คิดมากเกินไปและทำตามสัญชาตญาณจะดีกว่า

สาเกถูกแบ่งกว้าง ๆ เป็น 4 ประเภท ได้แก่ “กลุ่มกินโจ”, “กลุ่มจุนไม”, “กลุ่มโมเดิร์น” และ “กลุ่มสาเกบ่ม” โดยจะได้ชิมทีละชนิดพร้อมฟังคำอธิบายว่าเป็นสาเกแบบไหน
เริ่มจากสาเก “กลุ่มกินโจ” 3 ชนิด ซึ่งเป็นสาเกที่มีกลิ่นหอมดี
ชนิดแรก “Eikun” โดดเด่นด้วยกลิ่นหวานคล้ายน้ำผึ้งจากแอปเปิล แต่ความหวานไม่ติดค้างนาน และมีอูมามิของข้าวหลงเหลือในปาก เป็นสาเกที่มักพบเห็นได้บ่อยตามร้านอาหารในเกียวโตเช่นกัน รสชาติถูกใจ จึงทำเครื่องหมายวงกลมไว้เป็นตัวแรก
ชนิดที่สอง “Kagura” ก็เป็นสาเกยอดนิยมในเกียวโตเช่นกัน มีกลิ่นทรอปิคัลมาก มักถูกอธิบายว่าเหมือนลูกแพร์ลาฟรองซ์หรือสับปะรด ตัวนี้เป็นนามะซาเกะ จึงมีความชุ่มฉ่ำเป็นเอกลักษณ์ด้วย กลิ่นสดใสชวนให้นึกถึงฤดูร้อนถูกใจ จึงทำเครื่องหมายวงกลมไว้เป็นตัวที่สอง
ต่อมาคือ “Nikitatsu” เนื่องจากหมักด้วยยีสต์ดอกไม้ จึงมีกลิ่นหวานคล้ายเชอร์รีเป็นเอกลักษณ์ ขณะเดียวกันรสสัมผัสก็คมชัด เป็นกินโจสาเกแบบดราย
เมื่อได้ลองเปรียบเทียบทีละนิด ก็ทำให้รู้สึกอีกครั้งว่าแม้จะเป็นกลุ่มกินโจเหมือนกัน แต่รสชาติและกลิ่นแตกต่างกันมากตามแต่ละโรงหมัก
ต่อไปเป็น “กลุ่มจุนไม” 2 ชนิด
“Joyo” เป็นรสสะอาดและดราย! กลิ่นไม่รบกวนมื้ออาหาร และเป็นรสชาติที่ดื่มได้เรื่อย ๆ ไม่เบื่อ เพราะเข้ากับอาหารได้ง่ายแทบทุกชนิด ฉันเองก็มักเลือกดื่มคู่กับอาหารในชีวิตประจำวัน
จากนี้ไปเป็นสาเกญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่อเนื่องกัน รับรองว่าจะต้องประหลาดใจกับความหลากหลายของรสชาติสาเกญี่ปุ่น
ตัวที่สองใน “กลุ่มจุนไม” คือ “Shin Tsuchida” เป็นสาเกที่ได้ลองครั้งแรก และความรู้สึกแรกที่ออกมาคือ “รสชาติเหมือนแกงกะหรี่หรือเปล่านะ?” ซึ่งก็มีเหตุผล เพราะจริง ๆ แล้วเป็นสาเกที่ทำจากข้าวอินดิกาสายพันธุ์ “Princess Sari” ได้ฟังด้วยว่านี่เป็นสาเกที่คำนึงถึงภาวะโลกร้อน โดยมีฉากหลังคือข้าวสำหรับทำสาเกก็เกิดความเสียหายจากอุณหภูมิสูง ทำให้ผลผลิตลดลง เป็นแก้วที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและเหมือนพลิกความเชื่อเดิม ๆ ว่าสาเกญี่ปุ่นทำได้แม้ไม่ใช้ข้าวจาโปนิกา เอกลักษณ์คือ “อูมามิ” ที่เข้มข้นมาก
เมื่อชิม “Shin Tsuchida” จะได้สัมผัส “อูมามิ” ซึ่งค้นพบในญี่ปุ่นและปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยชิมคู่กับ “ดาชิ” ที่ทำจากปลาโอแห้งและสาหร่ายคอมบุเท่านั้น

สตาฟอธิบายว่าแม้ไม่ได้ปรุงด้วยเกลือหรือโชยุแต่ยังอร่อย นั่นคือแก่นแท้ของอูมามิ เมื่อจิบ “Shin Tsuchida” อีกครั้งตรงนี้ จะรู้สึกได้ว่าอูมามิของทั้งสองอย่างดึงดูดกันและทวีความเข้มขึ้นเป็นสองเท่า นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าจะมีสาเกญี่ปุ่นที่มีอูมามิเข้มข้นใส่ไว้ในไลน์อัปอยู่เสมอ 1 ชนิด ดังนั้นแม้ไลน์อัปสาเกจะเปลี่ยนไป ก็ยังสามารถสัมผัสประสบการณ์เปรียบเทียบอูมามิได้
ต่อไปเป็น “กลุ่มโมเดิร์น” 2 ชนิดที่มีรสชาติไม่น่าเชื่อว่าเป็นสาเกญี่ปุ่น
สาเกชนิดแรกใน “กลุ่มโมเดิร์น” เป็นสาเกที่มีสีชมพูอ่อน ๆ “Pink no Kappa” มีรสหวานอมเปรี้ยวคล้ายเบอร์รี ทำจากยีสต์สีแดง และมีกลิ่นรสคล้ายไวน์ ตัวนี้ก็ถูกใจเพราะความหวานอมเปรี้ยว และคิดว่าหากใส่สีชมพูลงไป สาเกคงมีสีสัน ดูสวยงามขึ้น จึงทำเครื่องหมายวงกลมไว้
ความประทับใจแรกของ “Tsuki no Katsura Hofukuzetto” คือความเปรี้ยวสดชื่น แต่ก็มีความหวานด้วย จึงรู้ได้ว่าเป็นสาเกที่สมดุลดีมาก ตัวนี้ก็เป็นสาเกที่ถูกใจและน่าสนใจเช่นกัน
สุดท้ายคือ “กลุ่มสาเกบ่ม” สตาฟบอกว่าอยากให้รู้ว่าสาเกญี่ปุ่นเมื่อบ่มแล้วก็อร่อยขึ้นได้ นั่นคือ “Assemblage Club 06 KOKA-Koka-” มีความเข้มข้นและขมนิด ๆ ให้รสชาติซับซ้อนคล้ายเหล้าเส้าซิง
ดูเหมือนว่าไลน์อัปสาเกญี่ปุ่นถูกจัดให้เข้าใจง่าย เพื่อให้แม้คนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับสาเกญี่ปุ่นก็ได้รู้ว่ากรรมวิธีผลิตทำให้รสชาติแตกต่างกัน และสัมผัสถึงความลึกซึ้งของสาเกญี่ปุ่นได้ ซึ่งทุกตัวก็มีรสชาติที่โดดเด่นจริง ๆ และสามารถชิมไปพร้อมสนุกกับความแตกต่างนั้นได้
เอาล่ะ ต่อไปคือก้าวแรกในฐานะสาเกเบลนเดอร์!
ให้ใช้สาเกที่ทำเครื่องหมายวงกลมไว้เป็นหลัก แล้วปรับปริมาณรวมให้ได้ 40 มล. เหตุผลที่แนะนำ 3 ชนิดคือ หากเพิ่มมากกว่านี้จะปรับรสชาติได้ยาก จึงบอกกันว่าประมาณ 3 ชนิดกำลังพอดี

ครั้งนี้ทำเครื่องหมายวงกลมไว้ที่ “Eikun”, “Kagura” และ “Pink no Kappa” แต่รสอูมามิของ “Shin Tsuchida” ยังติดอยู่ในใจ จึงตัดสินใจใส่ตัวนั้นลงไปด้วย
สุดท้ายจึงทำด้วย “Eikun” 20 มล., “Shin Tsuchida” 15 มล. และ “Pink no Kappa” 5 มล.
ค่อย ๆ ตวงสาเกโดยดูขีดบอกปริมาตรของหลอดตวง

สาเกที่ตวงแล้วใส่ลงในขวดรูปชมพู่ ทำซ้ำแบบนี้จนใส่สาเกทั้ง 3 ชนิดลงในขวด ขั้นตอนนี้เหมือนการทดลองวิทยาศาสตร์จริง ๆ เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ชวนให้นึกถึงวันเก่า ๆ

หมุนขวดให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วเทลงแก้วก็เสร็จเรียบร้อย


เอาล่ะ มาลองชิมกันว่าสาเกที่ได้ถูกใจตัวเองหรือไม่!
ผลลัพธ์ออกมาสดชื่น แต่มีความหวานจาก “Pink no Kappa” และความเข้มข้นจาก “Shin Tsuchida” เมื่อรวมเฉพาะสาเกที่ถูกใจจริง ๆ ก็ได้สาเกอร่อยตรงใจแบบที่ไม่เคยชิมมาก่อน น่าประหลาดใจมาก!
ต่อไปเป็นการเบลนด์ครั้งที่ 2 จะใช้สาเกเดิมแล้วเปลี่ยนสัดส่วนก็ได้ หรือถ้าถูกใจแล้วคิดว่าไม่ต้องปรับ ก็ทำสาเกแบบใหม่ไปเลยก็ได้ เลือกแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น
ครั้งนี้ครั้งแรกได้สาเกที่พอใจแล้ว จึงลองใช้สาเกคนละชนิดทำรสชาติที่ต่างออกไปดู
ลองด้วย 3 ชนิด ได้แก่ “Eikun” 30 มล., “Kagura” 5 มล. และ “Hofukuzetto” 5 มล. ทำเหมือนเดิมคือตวงด้วยหลอดตวง ใส่ลงในขวดรูปชมพู่ ผสม แล้วเทลงแก้วก็เสร็จ
เมื่อชิมตัวนี้ ก็รู้สึกว่าเป็นรสที่ถูกใจมากเช่นกัน ความหวานมีความหวานอมเปรี้ยวแบบทรอปิคัลเพิ่มเข้ามา เป็นรสชาติที่ชวนให้ดื่มเพลิน ๆ ในฤดูร้อน
จากการทดลองทำ 2 ครั้ง ก็ได้สาเกเบลนด์ที่ถูกใจตัวเอง 2 แบบ!

ลองชิมเปรียบเทียบสาเกเบลนด์ที่ทำเสร็จแล้วกันด้วย พิจารณาอย่างตั้งใจว่าชอบตัวไหนมากกว่า
เหมือนว่าตัวที่ทำครั้งที่ 2 จะถูกใจมากกว่า… จึงตัดสินใจเลือก “ไมซาเกะ” ที่จะนำกลับบ้านเป็นตัวที่ทำครั้งที่ 2!
เขียนสาเกที่ตัดสินใจเลือกและปริมาณของแต่ละชนิดลงในสมุดสูตร แล้วส่งให้สตาฟ ระหว่างที่สตาฟทำให้ ก็เลือกฉลากขวด มีให้เลือก 4 แบบ ได้แก่ ฉลากสีดำ สีขาว และลายดอกไม้อีก 2 แบบ

ครั้งนี้เลือกฉลากสีขาว เขียนชื่อของตัวเอง วันที่ และตั้งชื่อ “ไมซาเกะ” ที่ทำขึ้นมา
สาเกที่ทำเสร็จจะถูกบรรจุขวดที่ “SakeWorld Makino-gura” อาคารแยกบริเวณทางเข้า และรับได้ที่เคาน์เตอร์ของโรงหมักนั้น

ได้รับ “ไมซาเกะ” และใบรับรองสาเกเบลนเดอร์แล้ว

“ไมซาเกะ” ที่ทำขึ้นจะมีสูตรเก็บไว้ที่โรงหมัก ดังนั้นหากอยู่ภายในญี่ปุ่น สามารถซื้อซ้ำได้จนกว่าไลน์อัปจะเปลี่ยน อย่างนานที่สุดครึ่งปี
ที่ “My Sake World Kyoto Kawaramachi” ไม่ได้มีแค่ประสบการณ์เบลนด์เท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าร่วมเฉพาะประสบการณ์ชิมเปรียบเทียบสาเกญี่ปุ่นได้ด้วย ในประสบการณ์ชิมเปรียบเทียบ สตาฟจะอธิบายแต่ละแบรนด์อย่างละเอียดระหว่างดื่ม จึงต่างจากเซ็ตชิมเปรียบเทียบในร้านอาหาร เพราะสามารถดื่มไปพร้อมเข้าใจสาเกญี่ปุ่นได้ลึกซึ้งขึ้น จึงเป็นกิจกรรมที่แนะนำ
บทสรุป
เดิมทีภาพจำของสาเกญี่ปุ่นมักเป็นการดื่มแบรนด์เดียวแบบเดี่ยว ๆ แต่เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ ก็พบว่ามีคำว่า “ไอชุ” หลงเหลืออยู่ในบันทึก แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมการผสมสาเกก็เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางของสาเกญี่ปุ่นเช่นกัน ผ่านประสบการณ์เบลนด์สาเกญี่ปุ่น ทำให้ได้สัมผัสอีกครั้งถึงความอร่อยของข้าวและน้ำ รวมถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่น นอกจากความสนุกในการตามหาแบรนด์ที่ถูกใจแล้ว ยังเป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้จักความสนุกของการสร้างรสชาติของตัวเอง
“ไมซาเกะ” ที่ทำโดยเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง กลายเป็นหนึ่งขวดโปรดของฉัน! ในการทำข่าวครั้งนี้ไปคนเดียว จึงได้สนุกกับการตั้งใจเผชิญหน้ากับสาเกญี่ปุ่นและทำอย่างเงียบ ๆ อย่างจริงจัง จริง ๆ แล้วเคยไป “My Sake World Kyoto Kawaramachi” กับเพื่อนมาก่อนด้วย ตอนนั้นรสนิยมสาเกของเพื่อนกับของตัวเองคล้ายกัน สาเกที่ใช้เป็นเบสจึงแทบเหมือนกัน แต่พอได้ชิม “ไมซาเกะ” ที่เพื่อนทำ ก็ประหลาดใจที่เพียงแค่สาเกต่างกัน 1 ชนิด หรือปริมาณต่างกันเล็กน้อย ก็ทำให้ได้สาเกเบลนด์ที่มีกลิ่นและรสชาติแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากไปหลายคน รับรองว่าจะเป็นช่วงเวลาที่สนุกเพราะได้รู้จักความชอบของเพื่อนด้วย
นอกจากนี้ สาเก 8 ชนิดที่ใช้เบลนด์ แม้จะคงตัวที่ได้รับความนิยมไว้ แต่เกือบทั้งหมดจะเปลี่ยนทุกครึ่งปี จึงรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่อยากกลับมาอีกหลายครั้ง
ลองไปสัมผัสวัฒนธรรมการเบลนด์สาเกญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะที่ “My Sake World Kyoto Kawaramachi” กันดู!
ผู้เขียน
ผู้ประกาศอิสระ
Sayaka Motomura
นำเสนอเนื้อหาโดยเน้นวัฒนธรรมดั้งเดิม ศิลปะการแสดง และประวัติศาสตร์
