
วันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดยาวของญี่ปุ่นที่ควรรู้เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัด
ถ้าคุณกำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น ก็คงอยากเดินทางกันแบบสบาย ๆ และใช้เวลาให้คุ้มที่สุด
แต่เอาเข้าจริง หลายคนยังไม่ค่อยรู้รายละเอียดเกี่ยวกับช่วงไฮซีซันและโลว์ซีซันของการเที่ยวญี่ปุ่นมากนัก
บทความนี้จะพาไปรู้จักวันหยุดนักขัตฤกษ์ของญี่ปุ่นและช่วงวันหยุดยาวที่สถานที่ท่องเที่ยวมักจะแออัด
พร้อมทั้งแนะนำช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวน้อยและน่าไปเยือน
ถ้าคุณกำลังลังเลว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงไหนดี หรืออยากวางแผนทริปให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและหลีกเลี่ยงความแออัดให้ได้มากที่สุด บทความนี้น่าจะช่วยได้ ลองอ่านต่อจนจบได้เลย
ปฏิทินวันหยุดนักขัตฤกษ์ ปี 2026
ก่อนอื่น ลองมาดูปฏิทินวันหยุดนักขัตฤกษ์ของปี 2026 ตามด้านล่างนี้กัน

วันหยุดนักขัตฤกษ์ของญี่ปุ่น 16 วันตลอดปี
ในญี่ปุ่น มีกฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์กำหนด “วันหยุดนักขัตฤกษ์ของชาติ” ไว้ปีละ 16 วัน
สำหรับความหมายของวันเหล่านี้ ก็คือวันที่ประชาชนร่วมกันเฉลิมฉลอง แสดงความขอบคุณ และรำลึกถึงความสำคัญต่าง ๆ จึงเป็นวันหยุดเพื่อให้ผู้คนได้พักจากชีวิตประจำวัน
หากต้องการดูวันที่แบบชัดเจน สามารถอ้างอิงได้จากตารางด้านล่าง
- วันขึ้นปีใหม่
- 1 มกราคม
- วันบรรลุนิติภาวะ
- วันจันทร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม
- วันสถาปนาชาติ
- 11 กุมภาพันธ์
- วันเฉลิมพระชนมพรรษาจักรพรรดิ
-
23 กุมภาพันธ์
หมายเหตุ: หากจักรพรรดิเปลี่ยน วันก็จะเปลี่ยนตาม - วันวสันตวิษุวัต
-
20 มีนาคม
หมายเหตุ: วันวสันตวิษุวัตตามการสังเกตทางดาราศาสตร์ โดยปกติคือ 20 หรือ 21 มีนาคม - วันโชวะ
- 29 เมษายน
- วันรำลึกรัฐธรรมนูญ
- 3 พฤษภาคม
- วันสีเขียว
- 4 พฤษภาคม
- วันเด็ก
- 5 พฤษภาคม
- วันทะเล
- วันจันทร์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคม
- วันภูเขา
- 11 สิงหาคม
- วันเคารพผู้สูงอายุ
- วันจันทร์ที่ 3 ของเดือนกันยายน
- วันศารทวิษุวัต
-
22 กันยายน
หมายเหตุ: วันศารทวิษุวัตตามการสังเกตทางดาราศาสตร์ โดยปกติคือ 22 หรือ 23 กันยายน - วันกีฬา
- วันจันทร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม
- วันวัฒนธรรม
- 3 พฤศจิกายน
- วันขอบคุณแรงงาน
- 23 พฤศจิกายน
วันหยุดนักขัตฤกษ์แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
- แบบแรกคือวันหยุดที่กำหนดวันที่แน่นอน ไม่ขึ้นกับปีค.ศ.
- บางวันกำหนดให้ตรงกับวันจันทร์ของทุกปี เพื่อให้เกิดวันหยุดต่อเนื่อง
- ส่วนอีกแบบไม่ได้กำหนดวันเดือนแน่นอน แต่เลือกตามการสังเกตทางดาราศาสตร์
หากวันหยุดนักขัตฤกษ์ตรงกับวันอาทิตย์ จะมีวันหยุดชดเชยในวันธรรมดาที่ใกล้ที่สุด ซึ่งโดยทั่วไปคือวันจันทร์
หากดูปฏิทินปี 2024 จะเห็นว่า “12 กุมภาพันธ์, 6 พฤษภาคม, 12 สิงหาคม, 23 กันยายน และ 4 พฤศจิกายน” เป็นวันหยุดชดเชย
แต่ถ้าวันหยุดตรงกับวันเสาร์ จะไม่มีวันหยุดชดเชย ทำให้จำนวนวันหยุดจริงในแต่ละปีอาจเพิ่มหรือลดได้
ต่อไปเราจะพาไปรู้จักความหมายและที่มาของวันหยุดแต่ละวัน ว่าทำไมจึงถูกกำหนดให้เป็นวันหยุด

“วันขึ้นปีใหม่” (1 มกราคม) วันที่เฉลิมฉลองการเริ่มต้นปีใหม่
“วันขึ้นปีใหม่” หรือ กันจิสึ (Ganjitsu) เป็นวันที่ประชาชนร่วมกันเฉลิมฉลองและขอบคุณสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่
ในอดีต วันดังกล่าวเคยถูกเรียกว่า ชิโฮเซ็ตสึ (Shihosetsu) และเป็นวันพิเศษที่มีประวัติการประกอบพิธีและงานเฉลิมฉลองในหลายรูปแบบมาอย่างยาวนาน
ตอนที่มีการออกกฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนสูงถึง 99.9% และถูกกำหนดตั้งแต่ช่วงแรกในปี 1948
อีกคำหนึ่งที่ใช้เกี่ยวกับการเริ่มต้นปีคือ “กันตัน” แต่คำนี้หมายถึงช่วงเช้าของวันที่ 1 มกราคม

“วันบรรลุนิติภาวะ” (วันจันทร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม) วันที่เฉลิมฉลองให้กับคนหนุ่มสาวที่ก้าวสู่วัยผู้ใหญ่
จุดประสงค์ของ “วันบรรลุนิติภาวะ” คือ “เพื่อเฉลิมฉลองและให้กำลังใจเยาวชนที่ตระหนักว่าตนได้ก้าวสู่วัยผู้ใหญ่และพร้อมจะใช้ชีวิตด้วยตนเอง”
เบื้องหลังการกำหนดวันนี้มาจากความคาดหวังอย่างมากของผู้เกี่ยวข้องต่อเด็กและเยาวชนผู้จะเป็นกำลังสำคัญของยุคถัดไป ท่ามกลางสถานการณ์อันยากลำบากของญี่ปุ่นหลังสงคราม
นอกจากนี้ยังมีความหวังให้คนหนุ่มสาวมีความเป็นอิสระในฐานะสมาชิกของสังคม และมีสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศ สังคม และมนุษยชาติ
เดิมทีวันนี้กำหนดไว้เป็นวันที่ 15 มกราคม แต่ได้เปลี่ยนเป็นวันจันทร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมตั้งแต่ปี 2000 ตามการแก้ไขกฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์

“วันสถาปนาชาติ” (11 กุมภาพันธ์) วันที่หวนมองต้นกำเนิดของประเทศญี่ปุ่น
“วันสถาปนาชาติ” ถูกกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงการก่อตั้งประเทศญี่ปุ่น และปลูกฝังความรักต่อชาติ
วันที่ 11 กุมภาพันธ์มีที่มาจาก “คิเก็นเซ็ตสึ” ซึ่งถือเป็นวันขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิจิมมุ (Jinmu Tenno) จักรพรรดิองค์ปฐมตามบันทึกโบราณอย่าง นิฮงโชกิ และ โคจิกิ ซึ่งเป็นพงศาวดารเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น
แม้จะเคยถูกยกเลิกไปครั้งหนึ่งตามแนวทางของ GHQ หลังสงคราม แต่ภายหลังผ่านการพิจารณาในรัฐสภาและถูกกำหนดให้กลับมาเป็นวันหยุดอีกครั้ง
วันนี้ยังสะท้อนความปรารถนาให้ประชาชนแต่ละคนได้ทบทวนรากฐานของประเทศ พร้อมทั้งขอบคุณบรรพชนและคาดหวังต่อการพัฒนาของชาติ
เช่นเดียวกับวันสำคัญอย่าง “วันประกาศอิสรภาพ” ของสหรัฐอเมริกา หรือ “วันชาติจีน” สำหรับชาวญี่ปุ่น นี่ก็เป็นวันสำคัญมากวันหนึ่ง

“วันเฉลิมพระชนมพรรษาจักรพรรดิ” (23 กุมภาพันธ์) วันที่เฉลิมฉลองวันประสูติของจักรพรรดิ
จุดประสงค์ของ “วันเฉลิมพระชนมพรรษาจักรพรรดิ” คือ “เพื่อเฉลิมฉลองวันประสูติของจักรพรรดิ” และเมื่อจักรพรรดิเปลี่ยน วันหยุดนี้ก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย
ประวัติของวันนี้ย้อนไปได้ไกลถึงปี 775 เมื่อมีการเฉลิมฉลองวันประสูติของจักรพรรดิโคนิง (Konin Tenno)
ก่อนปี 1948 วันหยุดนี้เรียกว่า “เท็นโจเซ็ตสึ” ซึ่งมีที่มาจากวลีที่สื่อถึงความยั่งยืนชั่วกาลนาน
เมื่อตรากฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันนี้ก็ยังคงถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดต่อไป โดยในช่วงแรกตรงกับวันที่ 29 เมษายน ซึ่งเป็นวันประสูติของจักรพรรดิโชวะ (Showa Tenno)
ส่วนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ในปัจจุบัน คือวันประสูติของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ องค์ที่ 126

“วันวสันตวิษุวัต” (20 มีนาคม) วันเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล
จุดประสงค์ของ “วันวสันตวิษุวัต” คือ “ยกย่องธรรมชาติและเอ็นดูสรรพชีวิต”
นี่เป็นหนึ่งในวันหยุดที่ไม่ได้กำหนดวันเดือนแน่นอน โดยอิงตามวันวสันตวิษุวัตทางดาราศาสตร์ ซึ่งโดยทั่วไปคือ 20 หรือ 21 มีนาคม
ในช่วงที่มีการกำหนดวันหยุดนี้ วันดังกล่าวถือเป็นวันที่เวลากลางวันและกลางคืนยาวใกล้เคียงกัน และนับเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาลที่ผู้คนให้ความสำคัญมาตั้งแต่โบราณ
อีกทั้งยังตรงกับช่วงกลางของเทศกาลฮิกังฤดูใบไม้ผลิ จึงมีความหมายทั้งในแง่การเคารพต่อธรรมชาติ และการรำลึกขอบคุณบรรพบุรุษด้วย

“วันโชวะ” (29 เมษายน) วันหวนมองยุคโชวะและคิดถึงแนวทางสู่อนาคต
จุดประสงค์ของ “วันโชวะ” คือ “หวนมองยุคโชวะที่ฟื้นตัวขึ้นหลังผ่านช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงรุนแรง และใคร่ครวญถึงอนาคตของประเทศ”
ยุคโชวะที่ยาวนานประมาณ 62 ปี ตั้งแต่ปี 1926–1989 เป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งสงครามและการฟื้นฟูประเทศ รวมถึงการก้าวผ่านความยากลำบากมากมาย
นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่วางรากฐานให้ญี่ปุ่นในปัจจุบัน จึงถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดเพื่อยกย่องความพยายามและผลสำเร็จของประชาชนที่ร่วมกันสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง
พร้อมกันนั้นยังมีความหมายให้ผู้คนไม่ลืมบทเรียนทางประวัติศาสตร์จากยุคโชวะ และนำมาใช้เป็นแนวทางสู่อนาคต
ก่อนปี 1988 วันนี้เคยเป็น “วันเฉลิมพระชนมพรรษาจักรพรรดิ” ต่อมาเมื่อจักรพรรดิโชวะสวรรคต จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วันสีเขียว” และในปี 2007 จึงได้กำหนด “วันโชวะ” ขึ้นใหม่

“วันรำลึกรัฐธรรมนูญ” (3 พฤษภาคม) วันที่ย้ำคุณค่าของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นและเฉลิมฉลองการบังคับใช้
จุดประสงค์ของ “วันรำลึกรัฐธรรมนูญ” คือ “เพื่อระลึกถึงการบังคับใช้รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น และหวังให้ประเทศเติบโตต่อไป”
รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นที่สะท้อนบทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกวางขึ้นบนหลักการสำคัญคือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน การเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และลัทธิสันติภาพ
จึงเป็นวันหยุดที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทบทวนเนื้อหาและคุณค่าเหล่านี้ พร้อมทั้งสะท้อนคิดและร่วมเฉลิมฉลอง
วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่เหมาะสมอย่างไม่ต้องสงสัย และถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มใช้กฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์
อย่างไรก็ตาม การกำหนดวันที่นั้นก็ผ่านการถกเถียงหลายประเด็นเช่นกัน

“วันสีเขียว” (4 พฤษภาคม) วันที่ขอบคุณต่อพรจากธรรมชาติ
จุดประสงค์ของ “วันสีเขียว” คือ “ใกล้ชิดธรรมชาติ ขอบคุณต่อคุณประโยชน์ของธรรมชาติ และหล่อหลอมจิตใจที่อุดมสมบูรณ์”
เมื่อมีการเปลี่ยนวันเฉลิมพระชนมพรรษาจักรพรรดิอันเนื่องมาจากการสวรรคตของจักรพรรดิโชวะ วันที่ 29 เมษายนจึงกลายเป็น “วันสีเขียว” ตั้งแต่ปี 1989
ที่มาของชื่อนี้มาจากการเชื่อมโยงความเคารพรักต่อจักรพรรดิโชวะ ผู้ทรงรักธรรมชาติและมีความรู้ด้านพืชพรรณ เข้ากับการขอบคุณธรรมชาติและผืนป่าที่อยู่ใกล้ตัว
อีกเหตุผลหนึ่งคือความกังวลว่าการย้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชน เพราะจะทำให้ช่วงโกลเดนวีกลดลง จึงยังคงกำหนดให้เป็นวันหยุดต่อไป
ต่อมาเมื่อมีการกำหนด “วันโชวะ” ในปี 2007 “วันสีเขียว” จึงย้ายมาเป็นวันที่ 4 พฤษภาคมตั้งแต่ปีเดียวกัน

“วันเด็ก” (5 พฤษภาคม) วันหยุดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของญี่ปุ่น
จุดประสงค์ของ “วันเด็ก” คือ “เคารพในตัวตนของเด็ก มุ่งส่งเสริมความสุขของเด็ก และขอบคุณมารดา”
เช่นเดียวกับวันบรรลุนิติภาวะ วันนี้ยังสะท้อนความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ต่อผู้คนที่จะเป็นกำลังสำคัญของคนรุ่นต่อไป
นี่เป็นวันหยุดที่มีเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นและถือว่าแทบไม่มีตัวอย่างแบบเดียวกันในโลก
ในญี่ปุ่นยังมีธรรมเนียมเกี่ยวกับเด็กที่รู้จักกันดี ได้แก่ “ฮินะมัตสึริ” ในวันที่ 3 มีนาคมเพื่อฉลองการเติบโตของเด็กผู้หญิง และ “ทังโงะโนะเซ็กกุ” ในวันที่ 5 พฤษภาคมเพื่อฉลองการเติบโตของเด็กผู้ชาย
แม้จะเคยมีข้อเสนอให้นำสองโอกาสนี้มารวมกันเป็นวันที่ 3 พฤษภาคม แต่เพราะตรงกับวันรำลึกรัฐธรรมนูญ จึงลงตัวที่วันที่ 5 พฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงอากาศดี

“วันทะเล” (วันจันทร์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคม) วันหยุดเพื่อขอบคุณต่อคุณประโยชน์จากท้องทะเล
จุดประสงค์ของ “วันทะเล” คือ “ขอบคุณต่อคุณประโยชน์จากทะเล และอธิษฐานให้ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นชาติทางทะเลรุ่งเรือง”
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ล้อมรอบด้วยทะเลทั้งสี่ด้าน และพึ่งพาทะเลมาอย่างยาวนานในหลายด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหรือการคมนาคม
จะกล่าวว่าญี่ปุ่นในปัจจุบันเติบโตขึ้นมาพร้อมกับทะเลก็คงไม่เกินจริง และนับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากทะเลอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้จึงมีการกำหนดวันนี้ขึ้นเพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างทะเลกับประชาชนอีกครั้ง ขอบคุณทะเล และปลูกฝังจิตสำนึกในการดูแลทะเล
ตอนเริ่มต้น วันดังกล่าวตรงกับวันที่ 20 กรกฎาคมในชื่อ “วันรำลึกทะเล” ที่เป็นที่รู้จักมายาวนาน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวันจันทร์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคมตั้งแต่ปี 2003 ตามการแก้ไขกฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์

“วันภูเขา” (11 สิงหาคม) วันหยุดเพื่อขอบคุณต่อคุณประโยชน์จากภูเขา
จุดประสงค์ของ “วันภูเขา” คือ “เปิดโอกาสให้ใกล้ชิดภูเขา และขอบคุณต่อคุณประโยชน์จากภูเขา”
พื้นที่ประมาณ 70% ของญี่ปุ่นเป็นภูเขา และชาวญี่ปุ่นก็ได้รับประโยชน์จากภูเขามากมายในชีวิตประจำวัน
การหันกลับมามองภูเขาอันเป็นต้นกำเนิดของธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลกับธรรมชาติ ถือเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างยิ่ง จึงมีการกำหนดวันนี้ขึ้นเพื่อให้เป็นวันที่ผู้คนได้ใกล้ชิดและคิดถึงภูเขา
นอกจากนี้หลังจาก “วันทะเล” กลายเป็นวันหยุดในปี 1995 ก็มีเสียงเรียกร้องจากผู้เกี่ยวข้องกับวงการภูเขาและหน่วยงานท้องถิ่นจำนวนมากให้มีวันหยุดเกี่ยวกับภูเขาด้วย
จากพื้นฐานเหล่านี้จึงมีการผลักดันในเชิงนโยบาย จนผ่านการเห็นชอบในรัฐสภาและมีผลบังคับใช้
ในบรรดาวันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้ง 16 วัน นี่คือวันที่ใหม่ที่สุด โดยถูกกำหนดในปี 2014 และเริ่มใช้จริงตั้งแต่ปี 2016

“วันเคารพผู้สูงอายุ” (วันจันทร์ที่ 3 ของเดือนกันยายน) วันที่แสดงความเคารพต่อผู้สูงวัยที่มีคุณูปการต่อสังคม
จุดประสงค์ของ “วันเคารพผู้สูงอายุ” คือ “ให้ความเคารพรักผู้สูงอายุที่อุทิศตนแก่สังคมมาอย่างยาวนาน และเฉลิมฉลองการมีอายุยืน”
วันนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณต่อผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมกับสังคมมาเป็นเวลานาน พร้อมทั้งส่งความปรารถนาให้มีความมั่นคงทางใจในวัยชรา
ต้นกำเนิดของวันนี้ย้อนกลับไปถึง “งานเคารพผู้สูงอายุ” ที่จัดขึ้นในจังหวัดเฮียวโงะเมื่อปี 1947 เพื่อแสดงความกตัญญูและความเคารพต่อพ่อแม่ที่ส่งลูกไปสู่สงครามในช่วงเวลายากลำบากหลังสงคราม
ในช่วงแรก วันดังกล่าวใช้ชื่อว่า “วันผู้เฒ่า” และตรงกับวันที่ 15 กันยายน ก่อนที่แนวคิดนี้จะแพร่หลายไปทั่วประเทศและได้รับการกำหนดเป็นวันหยุดอย่างเป็นทางการในปี 1966
ด้วยเหตุนี้จนถึงปี 2002 วันนี้จึงยังตรงกับ 15 กันยายน และได้เปลี่ยนเป็นวันจันทร์ที่ 3 ของเดือนกันยายนตั้งแต่ปี 2003 ตามการแก้ไขกฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์

“วันศารทวิษุวัต” (22 กันยายน) วันที่รำลึกถึงบรรพบุรุษและผู้ล่วงลับ
จุดประสงค์ของ “วันศารทวิษุวัต” คือ “เคารพบูชาบรรพบุรุษและรำลึกถึงผู้ล่วงลับ”
ลักษณะเด่นของวันนี้คือไม่ได้กำหนดวันเดือนแน่นอน แต่ยึดตามวันศารทวิษุวัตทางดาราศาสตร์ ซึ่งโดยทั่วไปคือ 22 หรือ 23 กันยายน
ในวันนี้ ดวงอาทิตย์จะอยู่บนเส้นศูนย์สูตร ทำให้กลางวันและกลางคืนยาวใกล้เคียงกัน จึงมีความหมายเป็นจุดเปลี่ยนของฤดูกาล และถูกกำหนดขึ้นให้สอดคล้องกับ “วันวสันตวิษุวัต” ที่กล่าวถึงก่อนหน้า
นอกจากนี้ยังเป็นวันที่ผู้คนสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และขอบคุณต่อผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวด้วย

“วันกีฬา” (วันจันทร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม) วันหยุดที่กำหนดขึ้นเพื่อระลึกถึงการจัดโตเกียวโอลิมปิก
จุดประสงค์ของ “วันกีฬา” คือ “สนุกกับกีฬา ปลูกฝังจิตใจที่เคารพผู้อื่น และหวังให้เกิดสังคมที่แข็งแรงและมีพลัง”
วันนี้ถูกกำหนดขึ้นในปี 1964 เพื่อรำลึกถึงการจัดโตเกียวโอลิมปิก
เดิมทีใช้ชื่อว่า “วันพลศึกษา” และตั้งแต่ปี 1966 ถึง 1999 กำหนดให้ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันพิธีเปิดโตเกียวโอลิมปิก
ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวันจันทร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมตั้งแต่ปี 2000 ตามการแก้ไขกฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์ และเปลี่ยนมาใช้ชื่อปัจจุบันในปี 2020
การเปลี่ยนชื่อนี้ยังสะท้อนความปรารถนาให้ประชาชนพัฒนาทั้งสุขภาพกายและใจผ่านจิตวิญญาณของกีฬา และร่วมกันสร้างสังคมที่น่าอยู่
อีกจุดเด่นหนึ่งคือ นี่เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ของญี่ปุ่นวันแรกที่ใช้คำที่มาจากภาษาอังกฤษ

“วันวัฒนธรรม” (3 พฤศจิกายน) วันหยุดที่ส่งเสริมให้ผู้คนเข้าถึงวัฒนธรรม
จุดประสงค์ของ “วันวัฒนธรรม” คือ “รักเสรีภาพและสันติภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรม”
เดิมวันที่ 3 พฤศจิกายนเป็นวันประสูติของจักรพรรดิเมจิ (Meiji Tenno) และเคยเป็นวันหยุดในชื่อ “เมจิเซ็ตสึ”
นอกจากนี้ วันที่ดังกล่าวยังเป็นวันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นในปี 1946 ซึ่งญี่ปุ่นได้ประกาศการสละสงครามไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย
ด้วยความหมายเชิง “วัฒนธรรม” ที่สำคัญในระดับนานาชาติ และความตั้งใจที่จะส่งเสริมสันติภาพและวัฒนธรรม จึงได้รับชื่อว่า “วันวัฒนธรรม”

“วันขอบคุณแรงงาน” (23 พฤศจิกายน) วันหยุดเพื่อขอบคุณต่อแรงงานทุกรูปแบบ
จุดประสงค์ของ “วันขอบคุณแรงงาน” คือ “ยกย่องการทำงาน เฉลิมฉลองการผลิต และให้ประชาชนขอบคุณซึ่งกันและกัน”
ก่อนจะมีกฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันนี้เคยเป็นวันหยุดชื่อ “นีนาเมไซ” ซึ่งเป็นพิธีถวายผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้อย่างปลอดภัยแก่เทพเจ้า พร้อมทั้งขอบคุณและอธิษฐานให้ปีถัดไปอุดมสมบูรณ์
ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและกำหนดใหม่ในช่วงตรากฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยคงรากฐานของธรรมเนียมดั้งเดิมไว้ และขยายความหมายให้เป็นวันที่ขอบคุณต่อแรงงานทุกประเภท ไม่ใช่เพียงผลผลิตทางการเกษตร
ในปัจจุบัน วันนี้ถูกมองว่าเป็นวันที่แสดงความขอบคุณและความเคารพต่อผู้คนที่ทำงานในทุกอาชีพ

“วันประชาชนประจำจังหวัด” ที่ชื่อและวันที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัด
นอกเหนือจากวันหยุดนักขัตฤกษ์ของชาติ แต่ละจังหวัดยังมีวันที่กำหนดขึ้นเป็นวันรำลึกของตนเอง เช่น โตเกียว โอซาก้า ฮอกไกโด และจังหวัดคาโกชิมะ เป็นต้น
หลายแห่งมักใช้วันที่จังหวัดนั้นก่อตั้งขึ้นเป็นวันรำลึก แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป
ด้วยเหตุนี้ วันที่จึงแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด และหลายจังหวัดก็ไม่มีวันรำลึกดังกล่าว
แม้ชื่อเรียกจะแตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัด แต่โดยรวมมักถูกเรียกว่า “วันประชาชนประจำจังหวัด”
ในบางจังหวัด โรงเรียนอาจหยุดในวันดังกล่าว ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวหรือร้านอาหารแน่นกว่าปกติในวันธรรมดา
หากต้องการดูวันประชาชนประจำจังหวัดของแต่ละพื้นที่ สามารถอ้างอิงได้จากตารางด้านล่าง
| จังหวัด | ชื่อวัน | วันที่ |
|---|---|---|
| ฮอกไกโด | วันของทุกคนแห่งฮอกไกโด | 17 กรกฎาคม |
| อาคิตะ | วันครบรอบจังหวัด | 29 สิงหาคม |
| ฟุกุชิมะ | วันประชาชนจังหวัดฟุกุชิมะ | 21 สิงหาคม |
| อิบารากิ | วันประชาชนจังหวัด | 13 พฤศจิกายน |
| โทจิงิ | วันประชาชนจังหวัด | 15 มิถุนายน |
| กุมมะ | วันประชาชนจังหวัดกุมมะ | 28 ตุลาคม |
| ไซตามะ | วันประชาชนจังหวัด | 14 พฤศจิกายน |
| ชิบะ | วันประชาชนจังหวัด | 15 มิถุนายน |
| โตเกียว | วันประชาชนโตเกียว | 1 ตุลาคม |
| ยามานาชิ | วันประชาชนจังหวัด | 20 พฤศจิกายน |
| ชิซูโอกะ | วันประชาชนจังหวัด | 21 สิงหาคม |
| ไอจิ | วันประชาชนจังหวัดไอจิ | 27 พฤศจิกายน |
| โทยามะ | วันบ้านเกิดของประชาชนจังหวัด | 9 พฤษภาคม |
| ฟุกุอิ | วันบ้านเกิด | 7 กุมภาพันธ์ |
| วากายามะ | วันเกิดของบ้านเกิด | 22 พฤศจิกายน |
| มิเอะ | วันประชาชนจังหวัด | 18 เมษายน |
| ทตโตริ | วันประชาชนจังหวัดทตโตริ | 12 กันยายน |
| เอฮิเมะ | วันครบรอบก่อตั้งการบริหารจังหวัด | 20 กุมภาพันธ์ |
| คาโกชิมะ | วันประชาชนจังหวัด | 14 กรกฎาคม |
วันหยุดยาวของญี่ปุ่นที่เป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว
จากนี้ไปเราจะพาไปรู้จักช่วงวันหยุดยาวที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังและศูนย์การค้ามักจะแออัด
แม้จะไม่เกี่ยวกับวันหยุดนักขัตฤกษ์โดยตรง แต่ก็เป็นช่วงที่หลายคนได้หยุดยาว ทำให้สถานที่ยอดนิยมต่าง ๆ เต็มไปด้วยผู้คน
ในช่วงเหล่านี้มักมีอีเวนต์ตามฤดูกาลและสินค้าลิมิเต็ดวางขายด้วย บรรยากาศเลยคึกคักเป็นพิเศษ หากจะไปญี่ปุ่นช่วงนี้ก็ควรเผื่อใจเรื่องคนเยอะและสถานที่เต็มไว้สักหน่อย
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือระบบขนส่งมักแน่น และราคาชินคันเซ็น เครื่องบิน รวมถึงโรงแรมก็มักปรับขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุด
หากไม่ได้มีอีเวนต์ที่อยากไปเป็นพิเศษ และสามารถยืดหยุ่นตารางเดินทางได้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงช่วงวันหยุดยาวจะดีกว่า
“ปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ” วันหยุดยาวช่วงฤดูใบไม้ผลิของนักเรียน
“ปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ” โดยหลักแล้วเป็นวันหยุดที่มีให้เฉพาะนักเรียน โดยระยะเวลาจะแตกต่างกันตามภูมิภาค ประเภทสถานศึกษา และแต่ละโรงเรียน
โดยทั่วไป โรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย มักหยุดในช่วง 25 มีนาคม–5 เมษายน ประมาณ 10 วัน ส่วนมหาวิทยาลัยมักหยุดตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ถึงต้นเมษายน ประมาณ 2 เดือน
เนื่องจากญี่ปุ่นนับรอบ 1 ปีตั้งแต่ 1 เมษายนถึง 31 มีนาคมของปีถัดไป จึงมีการกำหนดปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิไว้เป็นช่วงเตรียมตัวก่อนเริ่มปีการศึกษาใหม่
ด้วยเหตุนี้ สถานที่ท่องเที่ยวในช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิจึงมักคึกคักไปด้วยนักเรียนจำนวนมาก

“โกลเดนวีค” วันหยุดยาวใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิ
สำหรับคนที่สนใจวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น “โกลเดนวีค” หรือเรียกย่อว่า GW หมายถึงช่วงปลายเดือนเมษายนถึงสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมที่มีวันหยุดต่อเนื่องกัน รวมถึงวันธรรมดาที่คั่นอยู่ระหว่างนั้น และถือเป็นวันหยุดยาวใหญ่ของฤดูใบไม้ผลิ
ในบรรดาวันหยุดที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ มี 4 วันอยู่ในช่วงนี้ ได้แก่ “วันโชวะ” “วันรำลึกรัฐธรรมนูญ” “วันสีเขียว” และ “วันเด็ก” ซึ่งรวมกันแล้วคิดเป็น 1 ใน 4 ของวันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้งปี
เมื่อรวมกับวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดชดเชย รวมถึงหากลาหยุดในวันธรรมดาที่คั่นอยู่ตรงกลาง บางปีหรือบางคนอาจได้หยุดยาวสูงสุด 10 วัน
ที่มาของชื่อนี้มีหลายทฤษฎี แต่แนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากคือมาจากคำเฉพาะในวงการสื่ออย่าง “โกลเดนไทม์”
ต่อมาบริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ตั้งชื่อช่วงนี้ว่า “สัปดาห์ทองคำ” เพื่อดึงดูดผู้คน และเปลี่ยนเป็น “โกลเดนวีค” เพื่อให้ฟังดูมีพลังมากขึ้น จนค่อย ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

“ปิดเทอมฤดูร้อน” วันหยุดยาวช่วงฤดูร้อนของนักเรียน
“ปิดเทอมฤดูร้อน” มีช่วงเวลาที่แตกต่างกันระหว่างนักเรียนกับคนทำงาน
โดยทั่วไป นักเรียนระดับประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย มักหยุดตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม ประมาณ 40 วัน ส่วนมหาวิทยาลัยมักหยุดตั้งแต่ปลายกรกฎาคมถึงต้นกันยายน ประมาณ 50 วัน
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ จำนวนวันหยุดจริงอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาคและแต่ละโรงเรียน
ฤดูร้อนของญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องอากาศร้อนจัด และโรงเรียนหลายแห่งก็ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ทำให้การเรียนการสอนในช่วงนี้เป็นเรื่องยาก นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่มีการกำหนดวันหยุดยาว
นอกจากนี้ยังเป็นช่วงให้เด็กนักเรียนได้พักฟื้นทั้งร่างกายและจิตใจ ฝึกการใช้ชีวิตด้วยตนเอง และลองทำกิจกรรมที่ไม่สามารถสัมผัสได้ในโรงเรียนตามปกติ
ส่วนคนทำงาน มักได้รับวันหยุดตามความสมัครใจ 3–5 วันในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน หรือได้รับวันหยุดโอบ้งที่กล่าวถึงในหัวข้อถัดไป หมายเหตุ: บางบริษัทหรือบางอาชีพอาจไม่มีวันหยุดดังกล่าว หรืออาจย้ายไปช่วงอื่น

“วันหยุดโอบ้ง” ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น
โอบ้ง เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นในการอุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ โดยมีที่มาจากคำทางพุทธศาสนาว่า อุราบงเอะ (Urabon-e)
ในช่วงนี้จะมีธรรมเนียมและกิจกรรมหลากหลาย เช่น การจุดไฟต้อนรับและส่งดวงวิญญาณ ม้ามหัศจรรย์จากผัก การถวายของ และการไปสุสาน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อบรรพบุรุษ
แม้ช่วงเวลาจะแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค แต่โดยทั่วไปหมายถึงช่วง 13–16 สิงหาคม และวันหยุดที่ลาหรือได้หยุดในช่วงนี้เรียกว่า “วันหยุดโอบ้ง”
สำหรับนักเรียน ช่วงนี้อยู่ในระหว่างปิดเทอมฤดูร้อนอยู่แล้ว แต่สำหรับบริษัทไม่มีข้อบังคับว่าต้องให้หยุดช่วงโอบ้ง ดังนั้นคนทำงานจึงไม่ได้หยุดเสมอไป
อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทกำหนดให้เป็นวันหยุดฤดูร้อนแบบพิเศษ หรือมีคนจำนวนมากลาหยุดเพื่อกลับบ้านเกิดเช่นกัน

“ซิลเวอร์วีค” วันหยุดยาวใหญ่ในฤดูใบไม้ร่วง
สำหรับช่วงฤดูใบไม้ร่วง “ซิลเวอร์วีค” หรือ SW หมายถึงวันหยุดยาวในฤดูใบไม้ร่วงอย่างน้อย 5 วัน ที่เกิดจากการนำ “วันเคารพผู้สูงอายุ” และ “วันศารทวิษุวัต” ในเดือนกันยายน มาต่อกับวันเสาร์อาทิตย์
แม้ชื่อจะเกิดขึ้นโดยเชื่อมโยงกับโกลเดนวีคในเดือนพฤษภาคม แต่ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาคงที่ที่เกิดขึ้นทุกปี
ตัวอย่างเช่น ในปี 2024 ช่วงวันหยุดแบ่งเป็นวันหยุด 3 วัน 2 รอบ คือ 14–16 กันยายน และ 21–23 กันยายน ดังนั้นหากพูดอย่างเคร่งครัดจะยังไม่ถือว่าเป็นซิลเวอร์วีค
ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างวันศารทวิษุวัตกับกฎหมายวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยพื้นฐานแล้วซิลเวอร์วีคจะเกิดขึ้นในปีที่ “วันศารทวิษุวัต” ตรงกับวันพุธ และเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2009

“ช่วงสิ้นปีและปีใหม่” วันหยุดยาวของทั้งนักเรียนและคนทำงาน
“ช่วงสิ้นปีและปีใหม่” หมายถึงช่วงเวลาตั้งแต่ปลายปีไปจนถึงต้นปีถัดไป
คำนี้ไม่มีนิยามตายตัว โดยช่วงเวลาที่หมายถึงอาจต่างกันไปตามบริบทและการใช้งาน
โดยทั่วไป “สิ้นปี” หมายถึง 25–31 ธันวาคม ส่วน “ต้นปี” หมายถึง 1–7 มกราคม
ในช่วงนี้ นักเรียนจะได้หยุดปิดเทอมฤดูหนาว ส่วนคนทำงานจะได้หยุดช่วงสิ้นปีและปีใหม่
หน่วยงานราชการ ธนาคาร และบริษัทเอกชนจำนวนมากยกเว้นบางแห่ง มักปิดทำการเช่นกัน โดยเฉพาะช่วง 29 ธันวาคม–3 มกราคม ทำให้เป็นหนึ่งในช่วงที่ระบบขนส่งและสถานที่ท่องเที่ยวแออัดที่สุด
ในญี่ปุ่น ช่วงสิ้นปีและปีใหม่ โดยเฉพาะคืนส่งท้ายปีเก่าและวันปีใหม่ ถือเป็นช่วงเวลาอันมีค่าสำหรับการใช้เวลากับครอบครัวและญาติพี่น้อง จึงมีการกำหนดวันหยุดให้นักเรียน
ส่วนบริษัทต่าง ๆ ก็มีการกำหนดวันหยุดนี้เพื่อเป็นสวัสดิการและเพิ่มความพึงพอใจของพนักงานด้วย

ฤดูชมซากุระและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่แออัด แม้ไม่ใช่วันหยุดนักขัตฤกษ์หรือวันหยุดยาว
นอกเหนือจากช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดยาวที่อธิบายมาข้างต้น ยังมีฤดูกาลอื่นที่คนแน่นเช่นกัน
ญี่ปุ่นมีเสน่ห์เรื่อง 4 ฤดูและการเปลี่ยนผ่านของธรรมชาติ ผู้คนจึงมีวัฒนธรรมการออกไปชมช่วงเวลาที่ดอกไม้และต้นไม้สวยงามที่สุด
ช่วงที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษคือ “การชมดอกซากุระ” และ “การชมใบไม้เปลี่ยนสี”
หากคุณกำลังวางแผนเดินทางเพื่อสิ่งเหล่านี้ ก็ควรเผื่อใจเรื่องความแออัดพอสมควร
ต่อไปเราจะพาไปดูรายละเอียดของทั้ง 2 ฤดูกาลนี้กัน
ฤดูชมซากุระที่ให้คุณเพลิดเพลินกับความงามของดอกไม้
ฤดูชมซากุระมีช่วงเวลาต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ จึงสรุปไว้ในตารางด้านล่าง
ภูมิภาคทางใต้ เช่น โอกินาวะ จะเริ่มบานก่อนที่สุดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม และยิ่งขึ้นไปทางเหนือ ช่วงเวลาก็จะยิ่งช้าลง
เนื่องจากช่วงที่สวยที่สุดเปลี่ยนไปในแต่ละปี หากวางแผนจะไปชม แนะนำให้ติดตามพยากรณ์อากาศและข้อมูลต่าง ๆ เพื่อไม่ให้พลาดช่วงดอกบานเต็มที่
การชมซากุระเป็นภาพแทนของฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น โดยสามารถสนุกได้หลายแบบ ทั้งร้านแผงลอยตามทางเดิน การประดับไฟชมซากุระยามค่ำคืน และเทศกาลซากุระต่าง ๆ
โดยเฉพาะจุดชมวิวซากุระชื่อดังที่สวยมาก มักมีผู้คนจำนวนมากเดินทางไปชม จึงหลีกเลี่ยงความแออัดได้ยาก
ช่วงเวลาชมซากุระสวยที่สุดแยกตามพื้นที่
- ฮอกไกโด
- ต้นพฤษภาคม–กลางพฤษภาคม
- ภูมิภาคโทโฮคุ (อาโอโมริ, อาคิตะ, อิวาเตะ, มิยางิ, ยามากาตะ, ฟุกุชิมะ)
- กลางเมษายน–ต้นพฤษภาคม
- ภูมิภาคคันโต (อิบารากิ, โทจิงิ, กุมมะ, ไซตามะ, ชิบะ, โตเกียว, คานางาวะ)
- ปลายมีนาคม–ต้นเมษายน
- ภูมิภาคชูบุ (ยามานาชิ, นากาโนะ, กิฟุ, ชิซูโอกะ, ไอจิ)
- ปลายมีนาคม–ต้นเมษายน
- ภูมิภาคโฮคุริคุ (นีงาตะ, โทยามะ, อิชิกาวะ, ฟุกุอิ)
- ต้นเมษายน–กลางเมษายน
- ภูมิภาคคันไซ (โอซาก้า, เกียวโต, เฮียวโงะ, ชิงะ, นารา, วากายามะ, มิเอะ)
- ปลายมีนาคม–ต้นเมษายน
- ภูมิภาคชูโงกุ (ทตโตริ, ชิมาเนะ, โอคายามะ, ฮิโรชิมะ, ยามากุจิ)
- ปลายมีนาคม–ต้นเมษายน
- ภูมิภาคชิโกกุ (โทคุชิมะ, คางาวะ, เอฮิเมะ, โคจิ)
- ปลายมีนาคม–ต้นเมษายน
- ภูมิภาคคิวชู (ฟุกุโอกะ, ซางะ, นางาซากิ, โออิตะ, คุมาโมโตะ, มิยาซากิ, คาโกชิมะ)
- ปลายมีนาคม–ต้นเมษายน
- โอกินาวะ
- ปลายมกราคม–ต้นกุมภาพันธ์
ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ต้นไม้ทั่วญี่ปุ่นเริ่มแต่งแต้มสีสัน
ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็มีช่วงเวลาต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่เช่นกัน จึงสรุปไว้ในตารางด้านล่าง
ตรงกันข้ามกับฤดูชมซากุระ ช่วงที่สวยที่สุดจะเริ่มจากฮอกไกโดก่อน และสามารถเพลิดเพลินได้ตั้งแต่กลางกันยายนถึงต้นธันวาคม
เนื่องจากช่วงเวลาอาจคลาดเคลื่อนได้ตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ก่อนเดินทางจึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดทุกครั้ง
ใบไม้เปลี่ยนสีซึ่งเป็นภาพแทนของฤดูใบไม้ร่วง ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันสวยงามที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของ 4 ฤดูในญี่ปุ่น
สีสันของใบเมเปิลและต้นไม้หลากชนิดดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จึงทำให้หลายพื้นที่เกิดความแออัดตามมา
ช่วงเวลาชมใบไม้เปลี่ยนสีสวยที่สุดแยกตามพื้นที่
- ฮอกไกโด
- กลางกันยายน–ปลายตุลาคม
- ภูมิภาคโทโฮคุ (อาโอโมริ, อาคิตะ, อิวาเตะ, มิยางิ, ยามากาตะ, ฟุกุชิมะ)
- ปลายกันยายน–กลางพฤศจิกายน
- ภูมิภาคคันโต (อิบารากิ, โทจิงิ, กุมมะ, ไซตามะ, ชิบะ, โตเกียว, คานางาวะ)
- ต้นตุลาคม–ต้นธันวาคม
- ภูมิภาคชูบุ (ยามานาชิ, นากาโนะ, กิฟุ, ชิซูโอกะ, ไอจิ)
- ปลายกันยายน–ต้นธันวาคม
- ภูมิภาคโฮคุริคุ (นีงาตะ, โทยามะ, อิชิกาวะ, ฟุกุอิ)
- กลางตุลาคม–ต้นธันวาคม
- ภูมิภาคคันไซ (โอซาก้า, เกียวโต, เฮียวโงะ, ชิงะ, นารา, วากายามะ, มิเอะ)
- กลางตุลาคม–ต้นธันวาคม
- ภูมิภาคชูโงกุ (ทตโตริ, ชิมาเนะ, โอคายามะ, ฮิโรชิมะ, ยามากุจิ)
- กลางตุลาคม–ปลายพฤศจิกายน
- ภูมิภาคชิโกกุ (โทคุชิมะ, คางาวะ, เอฮิเมะ, โคจิ)
- ต้นตุลาคม–ปลายพฤศจิกายน
- ภูมิภาคคิวชู (ฟุกุโอกะ, ซางะ, นางาซากิ, โออิตะ, คุมาโมโตะ, มิยาซากิ, คาโกชิมะ)
- ปลายตุลาคม–ต้นธันวาคม
ช่วงโลว์ซีซันของการเที่ยวญี่ปุ่นคือเมื่อไร?
สุดท้าย เรามาดูช่วงโลว์ซีซันที่สถานที่ท่องเที่ยวและศูนย์การค้ามักจะค่อนข้างโล่งกันบ้าง
พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นช่วงอื่นนอกเหนือจากที่อธิบายมาแล้วทั้งหมด
แต่ถ้าพูดแค่นั้นอาจเห็นภาพยาก จึงขอให้ดูตารางด้านล่างประกอบ
ช่วงเหล่านี้ยังมักมีตั๋วเครื่องบินและแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาถูกลงด้วย จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากประหยัดงบการเดินทาง
ช่วงโลว์ซีซันหลักของการเที่ยวญี่ปุ่น
- หลังปีใหม่–ต้นกุมภาพันธ์
-
มีคนจำนวนมากนิยมท่องเที่ยวตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสต่อเนื่องถึงสิ้นปีและปีใหม่
แต่หลังผ่านช่วงปีใหม่ไปแล้ว งานและการเรียนจะเริ่มกลับมา ญี่ปุ่นทั้งประเทศจึงเข้าสู่ช่วงยุ่ง ทำให้การท่องเที่ยวเข้าสู่โลว์ซีซัน - ต้นเมษายน–ก่อนโกลเดนวีค
-
ในญี่ปุ่น เดือนเมษายนเป็นช่วงเริ่มต้นปีการศึกษาและปีงบประมาณใหม่ หลายคนจึงมักโฟกัสกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่และไม่ได้เดินทางมากนัก
อย่างไรก็ตาม อากาศเป็นช่วงที่สบาย และบริเวณจุดชมซากุระอาจยังแออัดอยู่ จึงควรระวัง - กลางพฤษภาคม–ปลายมิถุนายน
-
หลังโกลเดนวีคซึ่งเป็นพีคของการท่องเที่ยวผ่านไป ก็เข้าสู่ฤดูฝนที่มีฝนตกบ่อย ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
อีกเหตุผลหนึ่งคือ ณ ปัจจุบัน เดือนมิถุนายนไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ และไม่มีช่วงหยุด 3 วันขึ้นไป - ปลายพฤศจิกายน–ต้นธันวาคม
-
แม้บางพื้นที่จะยังเป็นฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แต่ถ้าไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์นั้น คนที่เดินทางท่องเที่ยวจะมีไม่มากนัก
เพราะเป็นช่วงเดือนสุดท้ายของปี ทั้งคนทำงานและนักเรียนมักโฟกัสกับงานและการเรียน จึงมักเป็นโลว์ซีซันได้ง่าย (แต่ยิ่งเข้าใกล้คริสต์มาส ราคาจะสูงขึ้นและเริ่มค่อย ๆ คนเยอะขึ้น)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดยาวของญี่ปุ่น
Q
วันหยุดนักขัตฤกษ์ของญี่ปุ่นมีทั้งหมดกี่วันต่อปี?
มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้งหมด 16 วันต่อปี
Q
วันหยุดยาวของนักเรียนญี่ปุ่นอยู่ช่วงไหน?
ปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ โดยทั่วไปโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายจะอยู่ในช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน (ประมาณ 10 วัน) ส่วนมหาวิทยาลัยจะอยู่ในช่วงปลายกุมภาพันธ์ถึงต้นเมษายน (ประมาณ 2 เดือน) สำหรับปิดเทอมฤดูร้อน โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงปลายกรกฎาคมถึงต้นกันยายน (ประมาณ 40–50 วัน) และปิดเทอมฤดูหนาวจะอยู่ในช่วงปลายธันวาคมถึงต้นมกราคม (ประมาณ 15 วัน)
บทสรุป
บทความนี้สรุปช่วงเวลาที่สถานที่ท่องเที่ยวและจุดยอดนิยมของญี่ปุ่นมักจะแออัด โดยเน้นไปที่วันหยุดนักขัตฤกษ์และช่วงวันหยุดยาว
พอเข้าสู่ไฮซีซัน ไม่ได้มีแค่สถานที่ต่าง ๆ ที่คนแน่น แต่ทั้งระบบขนส่งและถนนก็มักเต็มไปด้วยผู้คนเช่นกัน
อีกทั้งโรงแรมและบริการหลายประเภทก็มักตั้งราคาไว้สูง หากเป็นไปได้ แนะนำให้เลือกเที่ยวในช่วงโลว์ซีซันจะสบายกว่า
ส่วนบทความนี้ได้รวบรวมเสน่ห์ของญี่ปุ่นไว้แบบครอบคลุม ทั้งอาหารยอดนิยมและสถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาด
ถ้าคุณกำลังวางแผนทริปหรือกำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ข้อมูลเหล่านี้ก็น่าจะช่วยใช้เป็นแนวทางได้พอดี
