
นัตโตะคืออะไร อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมการกินของชาวญี่ปุ่น
ถ้าพูดถึงอาหารญี่ปุ่นที่มีกลิ่นและสัมผัสเป็นเอกลักษณ์จนคนจดจำได้ทันที หลายคนน่าจะนึกถึง “นัตโตะ”
อาหารหมักชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นเฉพาะตัวและความเหนียวหนืด อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฟู้ดที่ผูกพันกับวัฒนธรรมการกินของชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน
ในญี่ปุ่น นัตโตะเป็นเมนูยอดนิยมที่ขาดไม่ได้ในมื้อเช้า และมักรับประทานคู่กับข้าวสวย
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักนัตโตะในหลากหลายมุมมอง ทั้งข้อมูลพื้นฐาน ประวัติ ประเภทต่างๆ และวิธีกินที่แนะนำ
หากอ่านจนจบ คุณอาจมองนัตโตะต่างไปจากเดิม และอยากลองชิมด้วยตัวเองสักครั้ง
“นัตโตะ” อาหารที่หยั่งรากในวิถีการกินของชาวญี่ปุ่น
สำหรับคนที่อยากทำความรู้จักอาหารชนิดนี้ก่อน นัตโตะเป็นอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง โดยนำไปหมักด้วยเชื้อแบคทีเรียนัตโตะหรือแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทิลิส
วิธีดั้งเดิมคือการนึ่งถั่วเหลืองให้สุกดี พักให้เย็น แล้วห่อด้วยฟางข้าวในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมประมาณ 1 วัน จนเชื้อนัตโตะตามธรรมชาติเติบโตและกลายเป็นนัตโตะ
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นวิธีผลิตแบบดั้งเดิม ปัจจุบันมักใช้เชื้อนัตโตะที่เพาะเลี้ยงแล้วในการผลิต
โดยทั่วไปแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ “นัตโตะแบบมีเส้นใยเหนียว” และ “นัตโตะเค็มหมัก” และเมื่อพูดถึงนัตโตะเฉยๆ มักหมายถึงแบบมีเส้นใยเหนียว
แม้จะเป็นอาหารดั้งเดิมที่ชาวญี่ปุ่นรับประทานกันในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ด้วยเนื้อสัมผัสเหนียวหนืดและกลิ่นแรงเฉพาะตัว จึงมีชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบกิน
โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันตกของญี่ปุ่น ผู้ที่ไม่ชอบนัตโตะมีอยู่ค่อนข้างมาก
ในอดีต นัตโตะเคยเป็นแหล่งสารอาหารทดแทนปลาและผัก แต่ทางฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นสามารถหาอาหารทะเลได้ง่าย จึงไม่เกิดวัฒนธรรมการกินนัตโตะแพร่หลาย
ประวัติความเป็นมาเช่นนี้จึงมักถูกยกมาอธิบายว่า ทำไมในปัจจุบันคนทางตะวันตกของญี่ปุ่นจำนวนมากยังไม่ค่อยชอบนัตโตะ
ประโยชน์ต่อสุขภาพที่คาดหวังได้จากการกินนัตโตะ
นัตโตะเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสมดุล
สารอาหารสำคัญที่พบได้ เช่น โปรตีนคุณภาพดี วิตามิน K2 วิตามินบีกลุ่มต่างๆ แคลเซียม และนัตโตะไคเนส ซึ่งเป็นเอนไซม์เฉพาะของนัตโตะ จึงเป็นอาหารที่ช่วยให้ได้รับสารอาหารหลากหลายในการรับประทานเพียงครั้งเดียว
สารอาหารเหล่านี้คาดว่าจะช่วยดูแลสุขภาพกระดูก ป้องกันลิ่มเลือด ปรับสมดุลลำไส้ และช่วยฟื้นฟูความอ่อนล้า
แม้จะรับประทานได้ง่ายและมีแคลอรีต่ำ แต่อาหารชนิดเดียวที่มีสารอาหารหลากหลายได้มากขนาดนี้มีอยู่ไม่มากนัก
แนะนำให้รับประทานแบบไม่ผ่านความร้อน เพราะช่วยให้ได้รับสารอาหารของนัตโตะอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

ประเภทของนัตโตะแบบมีเส้นใยเหนียว
ถ้าพูดถึง “นัตโตะแบบมีเส้นใยเหนียว” ก็ยังแบ่งย่อยได้อีกหลายประเภทตามลักษณะ รูปแบบการผลิต และขนาดเมล็ด
ที่นี่เราจะพาไปรู้จักนัตโตะแบบมีเส้นใยเหนียว 3 ชนิดที่พบเห็นได้บ่อย
แม้จะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ก็มีจุดเด่นต่างกันไป จึงน่าจะช่วยให้คุณเลือกได้ง่ายขึ้นเวลาซื้อหรือเวลาลองชิมจริง
1. นัตโตะจากถั่วเหลืองเมล็ดเต็ม
“นัตโตะจากถั่วเหลืองเมล็ดเต็ม” เป็นนัตโตะที่พบได้ทั่วไปมากที่สุด ทำโดยนำถั่วเหลืองทั้งเมล็ดที่ยังไม่ปอกเปลือกไปนึ่ง
จุดเด่นคือยังคงรสอูมามิและความเข้มข้นของถั่วเหลืองไว้ได้ชัดเจน ยิ่งเคี้ยวยิ่งรับรู้ถึงความหวานของเมล็ดถั่ว
เพราะยังมีเปลือกอยู่ จึงมีความเด้งและให้สัมผัสเหมือนกำลังกินถั่วอย่างเต็มคำ
ยังแบ่งตามขนาดถั่วเหลืองที่ใช้ได้เป็น เมล็ดใหญ่ กลาง เล็ก และเล็กพิเศษ
นอกจากนี้ กลิ่นและรสชาติก็แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ถั่วเหลืองและเชื้อนัตโตะ รวมถึงซอสที่แถมมา ทำให้มีความหลากหลายมาก
ชาวญี่ปุ่นมีแนวโน้มชอบเมล็ดเล็กเป็นพิเศษ และในครัวเรือนก็มักรับประทานแบบเมล็ดเล็กหรือเล็กพิเศษกันมาก
คุณค่าทางอาหารของแต่ละขนาดแทบไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้นเลือกขนาดที่ชอบได้เลย

2. ฮิคิวารินัตโตะ
“ฮิคิวารินัตโตะ (Hikiwari Natto)” คือ نัตโตะที่ทำจากการบดถั่วเหลืองและเอาเปลือกออกก่อน จากนั้นจึงใส่เชื้อนัตโตะและหมัก
จุดเด่นคือเมล็ดเล็กกว่านัตโตะแบบเมล็ดเต็ม และมีลักษณะละเอียดกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเอาเปลือกออกแล้ว เชื้อนัตโตะจึงเกาะได้ทั่วถึง ทำให้รับรู้รสอูมามิได้ง่ายกว่านัตโตะแบบเมล็ดเต็ม
มีความเหนียวชัดและเนื้อสัมผัสนุ่มลื่น จึงถูกนำไปใช้ในเมนูต่างๆ อย่างนัตโตะโรลหรืออาหารคลุกเคล้าหลายชนิด
อีกทั้งกลิ่นเฉพาะของนัตโตะยังอ่อนกว่านิดหน่อย และย่อยดูดซึมได้ดี จึงเหมาะกับผู้ที่เพิ่งลองกินนัตโตะ เด็ก หรือชาวต่างชาติ

3. โกโตะนัตโตะ
“โกโตะนัตโตะ (Goto Natto)” เป็นนัตโตะที่นำฮิคิวารินัตโตะมาหมักและบ่มต่อโดยเติมเกลือกับโคจิ
เป็นอาหารท้องถิ่นและอาหารถนอมเก็บรักษาที่สืบทอดกันมายาวนานในพื้นที่โอกิทามะ เมืองโยเนซาวะ จังหวัดยามากาตะ โดยเชื่อกันว่าชื่อนี้มาจากการหมักนัตโตะในถังไม้ขนาดใหญ่ความจุประมาณ 90 ลิตร
ปัจจุบันมักจำหน่ายในชื่อสินค้า “ยูกิวารินัตโตะ”
รูปลักษณ์คล้ายมิโซะมากกว่านัตโตะทั่วไป และมีรสเค็มจัดพร้อมความเข้มข้นจากการหมัก จึงรับประทานได้โดยไม่ต้องเติมซอสหรือโชยุ
นิยมรับประทานเป็นกับข้าว หรือจะกินเป็นแกล้มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ได้ และยังนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย จึงเป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของนัตโตะชนิดนี้

ที่มาของนัตโตะซึ่งมีหลายทฤษฎี
เรื่องจุดกำเนิดของนัตโตะนั้นมีอยู่หลายทฤษฎี และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อาจระบุได้แน่ชัด
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎี “ฮาจิมังทาโร โยชิอิเอะ” มักถูกยกให้เป็นหนึ่งในแนวคิดที่มีน้ำหนักมาก
ช่วงปลายสมัยเฮอัน ระหว่าง ค.ศ. 794–1185 วีรบุรุษนักรบมินาโมโตะ โนะ โยชิอิเอะ ได้เดินทัพไปยังภูมิภาคโทโฮคุ และมีการเก็บถั่วเหลืองต้มไว้ในฟางจนเกิดการหมักตามธรรมชาติและมีเส้นยืดเหนียว
เหตุการณ์นี้เชื่อกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ค้นพบว่าเชื้อนัตโตะซึ่งอาศัยอยู่ในฟางสามารถหมักถั่วเหลืองได้เองตามธรรมชาติ
ว่ากันว่าเมื่อเหล่าทหารลองรับประทาน ก็พบว่ารสชาติดีและใช้เป็นอาหารได้ ก่อนจะค่อยๆ แพร่ไปถึงชาวนา
นอกจากนี้ ยังมีทฤษฎีว่าก่อนหน้านั้นในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกก็มีอาหารจากถั่วเหลืองหมักอยู่แล้ว และในสมัยยาโยอิก็อาจมีอาหารที่คล้ายกับนัตโตะอยู่ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีใด ต่างก็เกี่ยวข้องกับถั่วต้มและฟาง และสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญนี้ก็ได้พัฒนาต่อจนกลายเป็นอาหารเฉพาะแบบญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติของนัตโตะตั้งแต่กำเนิดจนแพร่หลาย
ถ้าย้อนไปดูประวัติของนัตโตะ จะพบว่าคำว่า “นัตโตะ” ปรากฏในเอกสารเป็นครั้งแรกในช่วงกลางสมัยเฮอัน ในหนังสือชื่อ “ชินเอ็นกากุกิ”
เชื่อกันว่านัตโตะที่กล่าวถึงในเอกสารนี้คือ นัตโตะแบบเค็มหมักที่ไม่มีเส้นยืด และมักทำกันในวัด
มีทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากว่าชื่อนัตโตะมาจาก “อาหารจากถั่ว” ที่ทำในครัวของพระซึ่งเรียกว่า “นัชชโช” ทั้งนี้ยังมีทฤษฎีอื่นๆ ด้วย
ส่วนนัตโตะแบบมีเส้นใยเหนียว ปรากฏหลักฐานชัดเจนครั้งแรกในสมัยมุโรมาจิ ระหว่าง ค.ศ. 1336–1573 ในหนังสือ “โชจินเงียวรุอิโมโนกาตาริ”
เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางสมัยเอโดะ ระหว่าง ค.ศ. 1603–1868 นัตโตะก็แพร่หลายจนกลายเป็นอาหารบนโต๊ะของสามัญชนทั่วไป
ต่อมาวัฒนธรรมการกินนัตโตะเป็นอาหารเช้าก็ค่อยๆ แพร่กระจาย และในยุคนั้นยังมีพ่อค้านัตโตะเดินเร่ขายพร้อมเสียงเรียกลูกค้า
หลังเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ วิธีผลิตก็เปลี่ยนจากการหมักในฟางไปสู่บรรจุภัณฑ์ที่สะอาดและการผลิตด้วยเครื่องจักร ทำให้เก็บรักษาและกระจายสินค้าได้ดีขึ้น จนกลายเป็นอาหารทั่วไปทั่วญี่ปุ่น

วิธีกินนัตโตะของชาวญี่ปุ่นที่มีหลากหลายแบบ
ถ้าเริ่มจากแบบพื้นฐานที่สุด วิธีกินนัตโตะที่คุ้นกันมากก็คือ “ข้าวนัตโตะ” โดยนำนัตโตะมาคลุกกับซอสและมัสตาร์ดที่แถมมา จากนั้นคนให้เข้ากันแล้วโปะบนข้าว
มีความเชื่อกันว่าเมื่อคน นัตโตะจะรับอากาศเข้าไปในส่วนที่เหนียว ทำให้เนื้อสัมผัสฟูนุ่มขึ้น
จำนวนครั้งที่คนไม่ได้ทำให้คุณค่าทางอาหารเปลี่ยนไป และไม่มีคำตอบตายตัว จึงเลือกได้ตามที่ชอบ
หากรู้สึกว่ากลิ่นแรงเกินไป การเติมเครื่องปรุงอย่างโชยุหรือวาซาบิก็ช่วยให้กินง่ายขึ้น
นอกจากนี้ แม้จะต่างกันไปตามภูมิภาคและแต่ละคน แต่เมนูอย่าง “นัตโตะโทสต์” บนขนมปังแผ่น หรือ “ซุปมิโสะใส่นัตโตะ” ก็เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย

เพิ่มของกินคู่เล็กน้อยเพื่อความอร่อย
ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากไม่ได้กินนัตโตะแค่ราดซอสหรือโชยุเท่านั้น แต่ยังเติมเครื่องปรุงและวัตถุดิบอื่นๆ เข้าไปด้วย
เพียงเพิ่มลูกเล่นเล็กน้อย ก็ช่วยขยายทั้งกลิ่น รส และเนื้อสัมผัส ทำให้ได้รสชาติที่ต่างออกไปจากแบบธรรมดา
ตารางด้านล่างได้รวบรวมตัวอย่างการเพิ่มของกินคู่ยอดนิยม 5 แบบ ตั้งแต่แบบคลาสสิกไปจนถึงไอเดียแปลกใหม่
นอกจากนี้ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่เข้ากันได้ดี หากเจอคู่ที่ถูกใจ คุณอาจจะยิ่งชอบนัตโตะมากขึ้นก็ได้
- ต้นหอมซอย
- ของเพิ่มยอดนิยม ช่วยเพิ่มทั้งความกรุบและกลิ่นหอม อีกทั้งยังคาดหวังผลช่วยฟื้นฟูความอ่อนล้าได้ด้วย
- ไข่ (ไข่ดิบ・ไข่ออนเซ็น)
- เติมความนุ่มละมุนเข้าไป และช่วยให้เอกลักษณ์เฉพาะของนัตโตะอ่อนลง
- กิมจิ
- เป็นอาหารหมักเหมือนกันจึงเข้ากันได้ดีมาก รสเผ็ดเล็กๆ ช่วยให้กินข้าวได้เพลิน และยังเหมาะกับการดูแลสมดุลลำไส้
- ชิราสุ
- ช่วยเพิ่มรสอูมามิและรสเค็มอ่อนๆ พร้อมเสริมคุณค่าทางอาหาร
- หัวไชเท้าขูด
- ทำให้รสของนัตโตะเด่นขึ้นและกินได้สดชื่นยิ่งขึ้น หากใส่สาหร่ายซอยเพิ่มด้วย ก็จะได้กลิ่นหอมทะเลเป็นลูกเล่นและเพิ่มความอร่อยมากขึ้น

เพลิดเพลินกับเมนูประยุกต์ที่ใส่นัตโตะ
ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังชอบนำนัตโตะไปทำเมนูประยุกต์ต่างๆ
แม้นัตโตะจะมีเอกลักษณ์แรงชัดเจน แต่หากปรับใช้ให้ดี ก็สามารถเข้ากับอาหารได้อย่างน่าประหลาดใจ และยังช่วยเพิ่มทั้งรสอูมามิและคุณค่าทางอาหารได้อีกด้วย
เราได้สรุปเมนูประยุกต์หลักๆ ไว้ด้านล่าง ลองใช้เป็นไอเดียดูได้เลย
- ข้าวผัดนัตโตะ
- เมนูประยุกต์ยอดนิยม ผสานความหอมของข้าวผัดกับรสอูมามิของนัตโตะได้อย่างลงตัว
- พาสต้านัตโตะ
- พาสต้าในสไตล์ญี่ปุ่นที่ทั้งเบาและดีต่อสุขภาพ โดยคลุกพาสต้าต้มกับนัตโตะ โชยุ เนย และต้นหอม
- ออมเล็ตนัตโตะ
- ไข่นุ่มฟูกับความเข้มข้นของนัตโตะเข้ากันได้ดี จึงเป็นเมนูอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางอาหารสูง
- กราแตงนัตโตะ
- เมื่อความเข้มข้นของไวต์ซอสและชีสมารวมกับรสอูมามิของนัตโตะ ก็กลายเป็นเมนูที่ทั้งแปลกใหม่และอร่อย
- พิซซ่านัตโตะบนอาบุระอาเกะ
- ใช้เต้าหู้ทอดย่างกรอบแทนแป้งพิซซ่า แล้ววางนัตโตะกับชีสก่อนนำไปอบ ทำง่าย และเหมาะทั้งเป็นของว่างหรือกับแกล้ม

เพลิดเพลินกับขนมรสนัตโตะที่มีให้เลือกหลากหลาย
นอกจากเมนูคาวแล้ว ก็ยังมีทั้งขนมที่ทำจากนัตโตะและขนมรสนัตโตะให้เลือกด้วย
ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวที่นำตัวนัตโตะไปทำให้แห้งจนกรอบ ยังคงกลิ่นและความเหนียวเฉพาะตัวไว้ได้ในขณะที่กินง่ายขึ้น
ส่วนแครกเกอร์หรือเซ็มเบ้ที่ผสมนัตโตะผงลงในแป้ง ก็มีจุดเด่นที่รสเค็มอ่อนๆ และความเข้มข้นของรสชาติ
ยังมีสินค้าสายขนมหวานแบบไม่เหมือนใครที่จับคู่กับช็อกโกแลตหรือคาราเมล ซึ่งได้รับความนิยมแบบเงียบๆ เช่นกัน
ขนมเหล่านี้ไม่เพียงให้ความอิ่มเอมสูง แต่ยังมีเสน่ห์ตรงที่ช่วยให้รับสารอาหารจากนัตโตะได้ง่ายในรูปแบบที่ดีต่อสุขภาพ
เพราะให้ความรู้สึกเหมือนได้กินนัตโตะจริงๆ หากคุณยังไม่คุ้นกับนัตโตะมากนัก การเริ่มจากขนมก็น่าสนใจไม่น้อย

การจับคู่ที่ช่วยให้นัตโตะกินง่ายขึ้น
สำหรับคนที่ไม่ชอบหรือยังไม่เคยลองกินนัตโตะ กลิ่นเฉพาะตัวและความเหนียวหนืดมักทำให้รู้สึกต่อต้าน จึงอาจรู้สึกว่ายากถ้าจะเริ่มจากกินเปล่าๆ ทันที
แต่หากปรับสูตรให้เหมาะ ก็จะช่วยลดความรู้สึกสะดุดตาจากรูปลักษณ์และทำให้รับประทานง่ายขึ้น
เมนูประยุกต์ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง และที่นี่จะขอแนะนำเพิ่มอีก 3 แบบ
แน่นอนว่าความชอบของแต่ละคนต่างกัน แต่โดยทั่วไปก็น่าจะกินง่ายกว่าแบบปกติ
ถ้าคุณอยากลองเอาชนะความไม่คุ้นเคยกับนัตโตะ ลองเริ่มจากเมนูใดเมนูหนึ่งเหล่านี้ก็น่าสนใจ
- แกงกะหรี่นัตโตะ
- แกงกะหรี่รสเข้มจากเครื่องเทศ เมื่อรวมกับความละมุนและความลึกของรสนัตโตะ จะให้รสชาติที่มีมิติอย่างน่าประหลาด และเข้ากันได้ดีจนหลายคนติดใจ
- ชิจิมิผักกุยช่ายใส่นัตโตะ
- ได้สัมผัสกรอบนอกนุ่มใน และช่วยให้กินได้โดยไม่ต้องกังวลกับความเหนียวของนัตโตะมากนัก หากใส่ชีสหรือกิมจิเพิ่ม กลิ่นก็จะนุ่มลงอีกด้วย
- ข้าวหน้าสตามินะนัตโตะ
- เมนูที่ผัดนัตโตะกับไก่สับ ต้นหอมญี่ปุ่น และขิง แล้วโปะไข่ดิบด้านบนในตอนท้าย ให้ความสมดุลทางโภชนาการดี และเหมาะแม้ในวันที่ไม่ค่อยมีความอยากอาหาร

นัตโตะ หาซื้อได้ง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ
ถ้าอยากลองชิมด้วยตัวเอง ข้อดีอย่างหนึ่งของนัตโตะก็คือหาซื้อได้ง่ายทั่วญี่ปุ่น
โดยทั่วไปมักขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อ ในรูปแบบแพ็กทรงกลมหรือทรงสี่เหลี่ยม ชุดละ 3–5 แพ็ก
ราคาประมาณ 100 เยนต่อ 1 แพ็กก็ถือว่าเข้าถึงง่ายและน่าซื้อไม่น้อย
นัตโตะไม่ได้พบในเมนูร้านอาหารหรือภัตตาคารบ่อยนัก ดังนั้นหากมีโอกาสไปญี่ปุ่น แนะนำให้ลองซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อ หรือถ้ามีบุฟเฟต์อาหารเช้าที่โรงแรมก็อยากให้ลองชิมกันดู

ญี่ปุ่นมี “เมืองแห่งนัตโตะ” ด้วยหรือ?
ถ้าพูดถึงพื้นที่ที่ผูกพันกับนัตโตะอย่างชัดเจน เมืองมิโตะ จังหวัดอิบารากิ ก็มักถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ และได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองแห่งนัตโตะ”
เมืองนี้มีปริมาณการผลิตนัตโตะมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ
ในสมัยเอโดะ แคว้นมิโตะซึ่งก็คือพื้นที่เมืองมิโตะในปัจจุบัน ได้ส่งเสริมการเพาะปลูกเพื่อทำนัตโตะ จึงมีพื้นฐานที่เอื้อต่อการผลิต และเหมาะต่อการจัดหาวัตถุดิบ
เมื่อเข้าสู่สมัยเมจิ ซาซานุมะ เซอิซาเอมง แห่งเมืองมิโตะได้ก่อตั้ง “เท็งงุนัตโตะ” และวางรากฐานเทคโนโลยีการผลิตนัตโตะ
ต่อมาเมื่อทางรถไฟมิโตะเปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1889 โดยเป็นเส้นทางที่ปัจจุบันคือสายมิโตะของ JR ก็มีการขายนัตโตะเมล็ดเล็กเป็นของฝากและของขึ้นชื่อของมิโตะบริเวณลานหน้าสถานี จนได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ
เมืองมิโตะไม่ได้เป็นเพียงแหล่งผลิตนัตโตะเท่านั้น แต่ยังมีงานอีเวนต์และสถานที่เกี่ยวกับนัตโตะจำนวนมาก ทั้งเมืองช่วยกันผลักดันวัฒนธรรมนัตโตะ จนกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนในพื้นที่ผูกพันเกินกว่าจะเป็นแค่อาหารชนิดหนึ่ง
“มิโตะนัตโตะ” ที่ผลิตในเมืองแห่งนัตโตะ
เมื่อพูดถึงของขึ้นชื่อจากเมืองนี้ “มิโตะนัตโตะ” ก็เป็นหนึ่งในสินค้าพิเศษที่คนรู้จักกันดีของเมืองมิโตะ จังหวัดอิบารากิ
จุดเด่นสำคัญคือการสืบทอด “เท็งงุนัตโตะ” สูตรเฉพาะที่ซาซานุมะ เซอิซาเอมงพัฒนาจนเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยผู้ผลิตเก่าแก่ยังคงรักษาทั้งประเพณี คุณภาพ และรสชาติอันเข้มข้นไว้
เนื่องจากใช้ถั่วเหลืองเมล็ดเล็กคุณภาพดีจากญี่ปุ่น จึงคลุกกับข้าวได้ง่าย และให้ทั้งความเหนียวเด่นชัดกับรสอูมามิลึกซึ้งที่ต่างจากนัตโตะทั่วไป
ปัจจุบันยังมีทั้งสินค้าทำมือโดยอาศัยฝีมือช่าง และนัตโตะที่ห่อด้วยฟางซึ่งยังคงได้รับความนิยม รวมถึงเป็นของฝากยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว
ภายในเมืองมีผู้ประกอบการนัตโตะ 4 บริษัท ซึ่งต่างก็ผลิต “มิโตะนัตโตะ” ในแบบและรสชาติที่แตกต่างกัน
ต่อไปนี้คือสินค้าที่น่าสนใจเป็นพิเศษที่อยากแนะนำให้คุณรู้จัก

ถ้าอยากลองมิโตะนัตโตะ แนะนำ “มิโตะกันโซะเท็งงุนัตโตะ”
ถ้าอยากเริ่มลองมิโตะนัตโตะสักอย่าง “มิโตะกันโซะเท็งงุนัตโตะ” ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากร้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1910 และมีประวัติยาวนานกว่า 110 ปี
สินค้ามีให้เลือกทั้ง “วาระนัตโตะ” ที่ใช้วิธีผลิตแบบดั้งเดิมและให้สัมผัสเคี้ยวกำลังดี “แพ็กนัตโตะ” ที่ใช้งานสะดวก “โซโบโระนัตโตะ” ที่ใส่หัวไชเท้าแห้ง และ “โฮชินัตโตะ” ที่อัดแน่นด้วยรสอูมามิ

ญี่ปุ่นมีวันนัตโตะด้วยหรือ?
เรื่องของนัตโตะในญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่ “เมืองแห่งนัตโตะ” เท่านั้น เพราะยังมี “วันนัตโตะ” อีกด้วย
ในปี ค.ศ. 1981 สหกรณ์อุตสาหกรรมนัตโตะแห่งคันไซได้กำหนดให้วันที่ 10 เดือน 7 เป็นวันนัตโตะ เพื่อกระตุ้นการบริโภคในภูมิภาคคันไซ รวมถึงโอซาก้าและเกียวโต ซึ่งในเวลานั้นการบริโภคนัตโตะยังไม่เติบโตมากนัก
เดิมทีเป็นวันรำลึกเฉพาะในภูมิภาคคันไซ แต่ในปี ค.ศ. 1992 สหพันธ์สหกรณ์อุตสาหกรรมนัตโตะแห่งชาติได้กำหนดใหม่ให้เป็นวันนัตโตะอย่างเป็นทางการ จึงทำให้เป็นที่รู้จักทั่วทั้งญี่ปุ่น
ตรงกันข้ามกับภูมิภาคคันไซ ที่จังหวัดฟุกุชิมะซึ่งมีปริมาณการบริโภคนัตโตะติดอันดับต้นๆ ของประเทศ มักมีการจัดโปรโมชั่นลดราคานัตโตะตามซูเปอร์มาร์เก็ตในวันนัตโตะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับนัตโตะ
Q
นัตโตะมีต้นกำเนิดมาจากที่ใด?
ต้นกำเนิดของนัตโตะยังไม่เป็นที่แน่ชัด มีอยู่หลายทฤษฎี แต่ทฤษฎี “ฮาจิมังทาโร โยชิอิเอะ” ในช่วงปลายสมัยเฮอัน มักถูกยกให้เป็นหนึ่งในแนวคิดที่มีน้ำหนักมาก
Q
ปริมาณนัตโตะที่ควรกินต่อวันประมาณเท่าไร?
แม้จะไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่โดยทั่วไปอาจยึดประมาณวันละ 1 แพ็กเป็นแนวทางได้ การกินมากเกินไปอาจให้ผลตรงกันข้าม จึงควรระวัง
Q
การคนนัตโตะมีความหมายอย่างไร?
เชื่อกันว่าการคนจะทำให้ส่วนที่เหนียวรับอากาศเข้าไป จึงช่วยเพิ่มความฟูนุ่มของเนื้อสัมผัสและรสอูมามิได้ ทั้งนี้จำนวนครั้งที่คนไม่ได้ทำให้คุณค่าทางอาหารเปลี่ยนแปลง
บทสรุป
จากต้นกำเนิดไปจนถึงประเภทต่างๆ และเมนูประยุกต์ที่แนะนำ บทความนี้ได้พาคุณไปรู้จักนัตโตะในหลายแง่มุม
นัตโตะไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่ยังคงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายของชาวญี่ปุ่นมาโดยตลอด
อีกเสน่ห์หนึ่งคือรสชาติและวิธีกินที่แตกต่างกันไปตามผู้คนและแต่ละภูมิภาค ซึ่งสะท้อนทั้งวัฒนธรรมการกินและความหลากหลายแบบญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี
แม้หลายคนอาจยังไม่คุ้นกับกลิ่นและความเหนียวเฉพาะตัว แต่นั่นก็ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมัน
ถ้าคุณยังไม่เคยลองกินมาก่อน ลองเปิดใจชิมนัตโตะสักครั้งก็น่าสนใจ
