
ค้นพบเสน่ห์ของชาญี่ปุ่นอีกครั้ง: ประวัติ ประเภท และวิธีเพลิดเพลิน
ถ้าคุณสนใจโลกของชา บทความนี้จะพาไปรู้จัก “ชาในญี่ปุ่น” ให้ลึกขึ้น ทั้งประวัติ ประเภท และวิธีชงให้อร่อย
ลองอ่านต่อจนจบนะ!
ชาญี่ปุ่นคืออะไร
เมื่อพูดถึงชาที่ผลิตในญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่มักนึกถึงชาเขียวเป็นหลัก คำว่า “ชาญี่ปุ่น” จึงมักใช้เรียกรวมชากลุ่มนี้ด้วย
ประเภทที่พบได้ เช่น “เซ็นฉะ” ที่ผลิตด้วยเวลานึ่งมาตรฐาน “ฟุคะมุชิเซ็นฉะ” ที่นึ่งนานเพื่อลดความฝาด “เกียวคุโระ” ชาชั้นสูงที่ปลูกโดยหลบแสงแดด และ “คามะอิริฉะ” ที่คั่วในกระทะเพื่อดึงกลิ่นหอมออกมา ชาแต่ละชนิดมีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว สะท้อนถึงความหลากหลายอันรุ่มรวยของวัฒนธรรมชาญี่ปุ่น
ชาญี่ปุ่นก็คือ “ชาเขียว”
ไม่ว่าจะเป็น “ชาเขียว” ที่มีสีเขียวอ่อน “ชาอู่หลง” ซึ่งเป็นชาจีนชนิดหนึ่ง หรือ “ชาดำ” ที่ดื่มกันทั่วโลก ล้วนเริ่มต้นมาจากใบชาชนิดเดียวกันทั้งสิ้น ชาจะแตกแขนงเป็นหลายประเภทตามสายพันธุ์ วิธีปลูก และวิธีแปรรูป ชาที่ผลิตในญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดคือ “ชาเขียว” เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึง “ชาญี่ปุ่น” โดยมากจึงหมายถึง “ชาเขียว” นั่นเอง นอกจากนี้ชาเขียวยังแบ่งออกเป็นหลายชนิดตามวิธีการผลิต เช่น “เซ็นฉะ” “มัทฉะ” “เกียวคุโระ” และ “โฮจิฉะ” ซึ่งมีลักษณะภายนอกแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ความแตกต่างระหว่าง “เซ็นฉะ” และ “มัทฉะ”
เราได้อธิบายไปแล้วว่าชาเขียวมีหลายประเภท ต่อไปมาทำความรู้จักความแตกต่างระหว่าง “เซ็นฉะ” ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของชาเขียวที่ผลิตในญี่ปุ่น และ “มัทฉะ” ที่เป็นที่คุ้นเคยของผู้คนในต่างประเทศผ่านขนมและของหวานกัน
เซ็นฉะคืออะไร
สำหรับคนที่อยากทำความรู้จักชาให้ชัดขึ้น “เซ็นฉะ” จะปลูกโดยให้ต้นชาได้รับแสงแดดตลอดตั้งแต่เริ่มแตกยอดอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยว จากนั้นใบชาที่เก็บมาแล้วจะถูกนึ่งด้วยไอน้ำแรง ๆ และให้ความร้อนเพื่อลดความชื้นทีละน้อย ก่อนทำให้แห้งพร้อมกับนวดใบชา ชาเซ็นฉะที่เติบโตภายใต้แสงแดดมีจุดเด่นคือความฝาดพอเหมาะและกลิ่นหอมสดชื่น
อีกอย่างหนึ่ง หากนำชาชนิดนี้ไปบดให้ละเอียดเป็นผง ก็จะกลายเป็นชาผงที่คุ้นเคยกันตามร้านซูชิสายพาน

มัทฉะคืออะไร
ส่วน “มัทฉะ” ต่างออกไปในจุดสำคัญคือ ไร่ชาจะถูกคลุมไว้และปลูกโดยไม่ให้โดนแสงแดดเป็นช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากนึ่งใบชาแล้วก็จะไม่ผ่านการนวด แต่ทำให้แห้งและบดอย่างประณีตจนเป็นผงละเอียด การไม่ให้โดนแสงแดดในช่วงเวลาหนึ่งช่วยลดการเกิดสารที่ทำให้ฝาด และทำให้ได้ใบชาที่นุ่มและมีรสอูมามิมาก อีกทั้งยังต้องใช้แรงงานมาก เช่น การคัดเอาก้านและส่วนเกินออก จึงทำให้มัทฉะมีราคาสูงกว่าชาเขียวชนิดอื่น

ประวัติของชาในญี่ปุ่น
ชาอยู่คู่ญี่ปุ่นมายาวนานราว 1,200 ปีแล้ว ในส่วนนี้เราคัดเหตุการณ์สำคัญมาเรียบเรียงไว้ให้ดูแบบเข้าใจง่าย
สมัยเฮอัน (794–1185)
กล่าวกันว่า จุดเริ่มต้นของชาในญี่ปุ่นมาจากพระภิกษุที่ไปศึกษาต่อในจีน เช่น ไซโจ (Saicho) และคูไค (Kukai) ที่นำเมล็ดชากลับมายังญี่ปุ่น ในช่วงเวลานี้ชาเป็นของล้ำค่ามากและมีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้ดื่ม
สมัยคามาคุระ (1185–1333)
เมื่อเข้าสู่ยุคนี้ วัฒนธรรมการดื่มชาได้แพร่หลายไปยังชนชั้นซามูไรด้วย และเริ่มมีการเพาะปลูกในเกียวโต ซึ่งยังคงมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตชาจนถึงปัจจุบัน โดยอูจิเป็นส่วนหนึ่งของเกียวโต
สมัยมุโรมาจิ (1336–1573)
ในสมัยมุโรมาจิ มีการละเล่นที่แข่งขันกันแยกแยะรสชาติของชา ต่อมาได้เกิดงานชงชาที่ไม่ได้เน้นการแข่งขัน แต่เน้นความสง่างามผ่านการใช้เครื่องชาจากต่างประเทศที่หรูหรา และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง
สมัยอาซูจิโมโมยามะ (1573–1603)
ในยุคนี้ ได้เกิดรูปแบบการดื่มชาที่เรียกว่า “วะบิฉะ” ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันที่ความหรูหราของอุปกรณ์หรือความโดดเด่นฉูดฉาด แต่ให้ความสำคัญกับการชงชาเพื่อแสวงหาความสงบทางใจและยกระดับจิตใจ สิ่งนี้เองที่เชื่อมโยงไปสู่ “พิธีชงชา” ในปัจจุบัน
สมัยเอโดะ (1603–1868)
เมื่อถึงช่วงนี้ ซามูไร ชนชั้นสูง และประชาชนทั่วไปต่างก็เริ่มเพลิดเพลินกับชาได้มากขึ้น โดยเฉพาะชาที่ผลิตด้วยวิธีการที่มีรสชาติและกลิ่นหอมยอดเยี่ยมซึ่งพัฒนาขึ้นที่เมืองอูจิทาวาระในเกียวโต หรือที่เรียกว่า “วิธีผลิตแบบอูจิ” ได้รับความนิยมมาก
สมัยเมจิ (1868–1912)
ในญี่ปุ่น ยุคนี้เป็นช่วงแห่งการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่อำนาจการปกครองย้ายจากโชกุนไปสู่จักรพรรดิ หลังการปฏิรูปครั้งนั้น โชกุนคนสุดท้าย โทกุงาวะ โยชิโนบุ (Tokugawa Yoshinobu) ได้ย้ายไปยังชิซูโอกะและบุกเบิกพื้นที่รกร้างเพื่อทำไร่ชา เมื่อชาวนาในท้องถิ่นสืบทอดพื้นที่นี้ต่อ ชิซูโอกะจึงกลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตชาสำคัญของญี่ปุ่น
ปัจจุบัน
ทุกวันนี้ การดื่มชากลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น เพราะบริษัทเครื่องดื่มรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง อิโตเอ็น (Ito En) ได้พัฒนาชาบรรจุกระป๋องเป็นรายแรกของโลก จากนั้นการดื่มชาก็กลายเป็นเรื่องง่ายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และเมื่อพูดถึงเครื่องดื่มของญี่ปุ่น ชากลายเป็นสิ่งที่ผู้คนนึกถึง จนเรียกได้ว่าวัฒนธรรมการดื่มชาได้หยั่งรากลึกในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น
วิธีเพลิดเพลินกับชาให้อร่อย
ความน่าสนใจของชาอยู่ตรงที่รสชาติและกลิ่นหอมจะเปลี่ยนไปตามวิธีชง ในหัวข้อนี้เราจะพาไปรู้จักวิธีชงให้อร่อยและมารยาทต่าง ๆ โดยเน้นที่ “มัทฉะ” เป็นหลัก
เริ่มกันจากการแนะนำวิธีชงมัทฉะแบบดั้งเดิมอย่างแท้จริง รวมถึงมารยาทต่าง ๆ ในพิธีชงชา
สิ่งที่ต้องเตรียม
- มัทฉะและแปรงชงชา
- ชาชะคุ หรือจะใช้ช้อนชากับอุปกรณ์ทดแทนอื่น ๆ ก็ได้
- กระป๋องร่อนมัทฉะ หรือกระชอนชา (ไม่มีก็ได้ แต่ถ้าใช้จะช่วยให้ไม่จับตัวเป็นก้อน)
- ถ้วยมัทฉะ (ถ้าไม่มี ใช้ชามคาเฟ่โอเล่หรือภาชนะคล้ายกันแทนได้)
- ภาชนะพักน้ำร้อน หรือจะใช้ถ้วยอีกใบหนึ่งก็ได้

ปริมาณโดยประมาณสำหรับมัทฉะ 1 ถ้วย
- ปริมาณมัทฉะ: ชาชะคุ 2 ช้อน หรือช้อนชา 1 ช้อนพูนเล็กน้อย (ประมาณ 2.0 กรัม)
- ส่วนน้ำร้อน ใช้ประมาณ 60 มล.
อุณหภูมิน้ำร้อน
ใช้น้ำร้อนที่ต้มจนเดือด เมื่อตักลงถ้วยแล้วให้พักไว้เล็กน้อยเพื่อปรับอุณหภูมิ
วิธีตีชา
STEP1: ใส่มัทฉะลงในถ้วย
หากอุ่นถ้วยไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ชามีรสชาติดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ หากร่อนมัทฉะผ่านกระชอนไว้ก่อน ก็จะช่วยไม่ให้จับตัวเป็นก้อน

STEP2: เทน้ำร้อนที่ปรับอุณหภูมิแล้ว
ตักน้ำร้อนแล้วเทลงในถ้วย ปริมาณโดยประมาณคือราว 1/4–1/5 ของถ้วย

STEP3: วิธีตี
วางแปรงชงชาลงในถ้วยจากด้านบนตรง ๆ เริ่มแรกให้ขยับแปรงถี่ ๆ จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มความเร็วและขยับไปมาด้วยข้อมือ เมื่อเกิดฟองละเอียดแล้ว ให้ยกแปรงขึ้นช้า ๆ จากตรงกลาง จะได้ฟองที่นูนสวยอยู่ตรงกลาง

STEP4: วิธีดื่ม
- กล่าวสั้น ๆ ว่า “ขอรับชาด้วยความเคารพ”
- ถือถ้วยชาด้วยมือขวา แล้ววางลงบนฝ่ามือซ้าย
- รับถ้วยด้วยความรู้สึกขอบคุณ (โค้งคำนับเล็กน้อย)
- ใช้มือขวาประคองถ้วย แล้วยกขึ้นมาระดับอก
- หมุนถ้วยเข้าหาตัว 2 ครั้งด้วยมือขวา แล้วดื่มชา
- (โดยปกติถ้วยจะถูกวางให้ด้านลวดลายอยู่ด้านหน้า จึงควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ปากสัมผัสตรงลวดลายนั้น
- แม้ไม่มีลวดลาย ก็ควรหลีกเลี่ยงด้านหน้า ถือเป็นมารยาท)
- เมื่อดื่มเสร็จ ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้เช็ดบริเวณที่แตะปากเบา ๆ
- หมุนถ้วยกลับ 2 ครั้งในทิศทางตรงข้าม แล้ววางให้กลับสู่ด้านหน้าเดิม
เพลิดเพลินกับมัทฉะแบบง่าย ๆ ด้วยกาน้ำชา
ถ้าอยากลองแบบสบาย ๆ ขึ้นมาอีกหน่อย คุณก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับมัทฉะได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้กาน้ำชา แม้จะไม่ใช่พิธีชงชาแบบเต็มรูปแบบตามที่กล่าวมาข้างต้น
สิ่งที่ต้องเตรียม
- ถ้วยชา
- กาน้ำชา
ปริมาณโดยประมาณสำหรับมัทฉะ 1 ถ้วย
1 กรัม (ช้อนชา 1 ช้อนพูนเล็กน้อย)
อุณหภูมิและปริมาณน้ำร้อน
น้ำร้อนเดือด: 100 มล.
วิธีชง
ใส่มัทฉะประมาณ 1 ช้อนชาพูนเล็กน้อยลงในกาน้ำชา แล้วเติมน้ำร้อนเดือด
จากนั้นหมุนกาน้ำชาในแนวราบประมาณ 30 ครั้ง แล้วเทลงในถ้วยชา

เพลิดเพลินกับมัทฉะแบบง่ายมากด้วยผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
ถ้าอยากให้สะดวกขึ้นไปอีก ข้างต้นเราได้แนะนำวิธีเพลิดเพลินกับมัทฉะด้วยกาน้ำชาซึ่งง่ายกว่าพิธีชงชา แต่จริง ๆ แล้วสำหรับผู้เขียน บางครั้งก็ยังรู้สึกว่ายุ่งยากอยู่บ้าง ดังนั้นจึงอยากแนะนำวิธีเพลิดเพลินกับชาด้วยผลิตภัณฑ์ผงสำเร็จรูป หลายคนอาจรู้สึกว่าของสำเร็จรูปมักด้อยกว่าในด้านรสชาติและกลิ่นหอม แต่ผลิตภัณฑ์ “โออิ โอฉะ ซาราซาระ มัทฉะอิริ เรียวคุฉะ” ของบริษัทเครื่องดื่มชา อิโตเอ็น (Ito En) ที่กล่าวถึงไว้ตอนท้ายของหัวข้อ “ประวัติของชาในญี่ปุ่น” นั้นแตกต่างออกไป เพราะพิถีพิถันทั้งด้านวัตถุดิบและกรรมวิธี จึงยังคงให้คุณได้สัมผัสรสชาติและกลิ่นหอมตามแบบฉบับของชาอย่างแท้จริง

วิธีชงนั้นง่ายมาก มีเพียง 2 ขั้นตอนดังนี้
- STEP1: ใส่ “โออิ โอฉะ ซาราซาระ มัทฉะอิริ เรียวคุฉะ” ประมาณ 1 ช้อนชา (ราว 0.8 กรัม) ลงในถ้วยชา
- STEP2: เติมน้ำร้อนหรือน้ำเปล่า (ละลายได้ง่ายแม้ใช้น้ำเย็น ถือว่าน่าประทับใจมาก)
- เพียงเท่านี้ ก็เพลิดเพลินกับรสชาติ สี และกลิ่นหอมที่ชวนประทับใจราวกับชาของแท้ได้แล้ว

3 แหล่งผลิตชาชื่อดังของญี่ปุ่น
ปิดท้ายกันด้วยแหล่งผลิตชาชื่อดังของญี่ปุ่นที่น่ารู้จัก
จากหลายพื้นที่ เราคัดมา 3 แห่งที่อยากให้คุณลองจำชื่อไว้เป็นพิเศษ
1. ชาอูจิ (แหล่งผลิต: จังหวัดเกียวโต เป็นต้น)
บริเวณใกล้อูจิในจังหวัดเกียวโต รวมถึงวาซึกะและพื้นที่ยามาชิโระ เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งผลิตชาชั้นสูงที่สำคัญ มีจุดเด่นคือกลิ่นหอมละมุนและรสอูมามิเข้มข้น โดยส่วนใหญ่นิยมการนึ่งแบบอ่อน อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตเกียวคุโระ เท็นฉะซึ่งเป็นวัตถุดิบของมัทฉะ และมัทฉะด้วย
2. ชายาเมะ (แหล่งผลิต: จังหวัดฟุกุโอกะ เป็นต้น)
มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะแหล่งผลิตเกียวคุโระ โดยใช้การปลูกแบบคลุมแสง ทำให้น้ำชามีสีเขียวสดและมีรสอูมามิ โดยส่วนใหญ่นิยมการนึ่งระดับกลางถึงลึก ผลิตหลักในเมืองยาเมะ รวมถึงหมู่บ้านโฮชิโนะและเมืองคุโรกิ
3. ชาชิซูโอกะ (แหล่งผลิต: จังหวัดชิซูโอกะ)
ชิซูโอกะเป็นแหล่งผลิตชาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และได้รับการขนานนามร่วมกับชาอูจิว่าเป็น “2 ชาชั้นนำของญี่ปุ่น” พื้นที่ภูเขาอย่างคาวาเนะ เท็นริว และฮอนยามะ มีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตชาคุณภาพสูงที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับแหล่งผลิตชาทั่วญี่ปุ่น จังหวัดชิซูโอกะมีปริมาณการผลิตมากที่สุด ภายในจังหวัดยังมีแหล่งผลิตชื่อดังอยู่หลายแห่ง และแต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อนึ่ง ชาของชิซูโอกะยังได้รับการสนับสนุนจากช่างชาที่เรียกว่า “ชะชิ” มาตั้งแต่อดีต งาน “นวดใบชาด้วยมือ” เป็นกระบวนการสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการผลิตชา โดยช่างจะปรับเทคนิคและน้ำหนักมือให้เหมาะกับสภาพของใบชาที่เก็บเกี่ยวมาและลักษณะเฉพาะของใบชาแต่ละชุด เทคนิคนี้ส่งผลต่อทั้งรสชาติและแม้กระทั่งราคา คุณภาพของชาชิซูโอกะจึงได้รับการรักษาไว้ด้วยความพยายามของชะชิผู้ฝึกฝนทักษะการนวดใบชาด้วยมือมาอย่างต่อเนื่อง

บทสรุป
ตลอดบทความนี้ เราได้พาคุณไปรู้จักทั้งความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับชาญี่ปุ่น ประวัติ วิธีชงชา ประเภทของชา และแหล่งผลิตต่าง ๆ
นอกเหนือจากชาเขียวและเซ็นฉะที่แนะนำไปแล้ว ยังมี “เกียวคุโระ” ชาชั้นสูงที่ผลิตจากใบชาชุดแรกของการเก็บชาในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี “โฮจิฉะ” ที่นำเซ็นฉะไปคั่วด้วยความร้อนสูงเพื่อลดความขม และ “เก็นไมฉะ” ที่แปรรูปข้าวกล้องคั่วร่วมกับเซ็นฉะ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพอีกด้วย