
สัมผัสจิตวิญญาณซามูไร! คู่มือเคนโดฉบับสมบูรณ์
หากมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วอยากสัมผัสวัฒนธรรมซามูไร ขอแนะนำให้ลองฝึกเคนโด (Kendo) ศิลปะการต่อสู้แขนงหนึ่งของญี่ปุ่นที่ใช้ชิไน (Shinai) หรือดาบไม้ไผ่ซึ่งจำลองมาจากดาบญี่ปุ่น เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้และประลองทักษะที่ผ่านการฝึกฝน ผู้ฝึกจะสวมอุปกรณ์ป้องกันที่เรียกว่า เม็ง โคเตะ โด และทาเระ แล้วใช้ดาบไม้ไผ่เข้าตี ภาพที่เห็นชวนให้นึกถึงซามูไร แต่เคนโดไม่ได้เป็นเพียงทักษะการต่อสู้เท่านั้น การแสดงความเคารพต่อคู่ฝึกด้วยการคำนับทั้งก่อนและหลังการฝึก รวมถึงการขัดเกลาจิตใจและท่าทีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง
บทความนี้จะแนะนำอย่างละเอียดตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ความเกี่ยวข้องกับซามูไร อุปกรณ์ ไปจนถึงกติกาของเคนโด พร้อมพาไปสัมผัสประสบการณ์ฝึกเคนโดอย่างจริงจังที่ Samurai Training Experience KENDO in Osaka สถานที่ยอดนิยมในโอซาก้า
ผู้เข้าร่วมจะได้รับคำแนะนำจากนักเคนโดที่เคยคว้าแชมป์ในการแข่งขันหลายรายการ และเนื่องจากการฝึกทั้งหมดดำเนินเป็นภาษาอังกฤษ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจึงเข้าร่วมได้อย่างสบายใจ
ลองเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสัมผัสเคนโด เพื่อเข้าถึงจิตวิญญาณที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาตั้งแต่ยุคซามูไร
เคนโดคืออะไร
ภาพของผู้ฝึกที่ถือดาบไม้ไผ่เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ดูราวกับซามูไร เคนโดคือ “วิถี” แห่งการเรียนรู้หลักแห่งดาบที่ซามูไรญี่ปุ่นสั่งสมจากการต่อสู้ด้วยดาบญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นท่าทางและการยืนที่ถูกต้อง การประเมินระยะห่าง ตลอดจนการรักษาความสงบและเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดัน ดังนั้น สิ่งสำคัญของเคนโดจึงไม่ได้มีเพียงการทำความเข้าใจและฝึกฝนทักษะหรือหลักการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเรียนรู้จิตวิญญาณและวิถีชีวิตของซามูไรที่อยู่เบื้องหลังด้วย การฝึกทักษะอันเข้มงวดถือเป็นเพียงหนึ่งในวิธีขัดเกลาจิตใจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เคนโดคือ “หนทางสู่การเติบโตในฐานะมนุษย์” ด้วยเหตุนี้ เคนโดจึงเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมในหมู่เด็กชาวญี่ปุ่น และยังมีการเรียนการสอนในวิชาพลศึกษาระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายอีกด้วย ในหัวข้อนี้ เราจะพาไปรู้จักประวัติศาสตร์ ความเชื่อมโยงกับซามูไร จิตวิญญาณที่ให้ความสำคัญ ตลอดจนอุปกรณ์และกติกาของเคนโด

เคนโดคือวิถีแห่งศิลปะการต่อสู้
เคนโดมีแง่มุมของกีฬา แต่ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น เพราะไม่ได้มุ่งหวังเพียงผลแพ้ชนะเหมือนกีฬาทั่วไป แม้ชัยชนะในการแข่งขันจะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่ให้ความสำคัญยิ่งกว่าคือการหันกลับมาพิจารณาตัวเองระหว่างกระบวนการฝึก ขัดเกลาทั้งร่างกาย จิตใจ มารยาท และความเคารพต่อคู่ต่อสู้ เพื่อพัฒนาตนเองให้เติบโตขึ้น
ประวัติศาสตร์เคนโด
เคนโดมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนกลับไปถึงสมัยเฮอัน (794–1185) ซึ่งเป็นช่วงที่ดาบญี่ปุ่นถือกำเนิดขึ้น
หลังจากนั้น ดาบญี่ปุ่นถูกใช้เป็นอาวุธหลักในการต่อสู้ เมื่อเข้าสู่สมัยคามาคุระ (1185–1333) รัฐบาลนักรบแห่งแรกของญี่ปุ่นถือกำเนิดขึ้น เทคโนโลยีการผลิตดาบญี่ปุ่นจึงพัฒนาอย่างก้าวกระโดด พร้อมกับการขัดเกลาวิชาดาบที่ใช้ประโยชน์จากความโค้งและสันดาบอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ต่อมาในสมัยมูโรมาจิ (1336–1573) หลังสงครามโอนิน ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคแห่งความขัดแย้งและซามูไรมีบทบาทโดดเด่นขึ้น เทคโนโลยีการตีดาบก็พัฒนาและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากยิ่งขึ้น ดาบญี่ปุ่นจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของซามูไร จนเกิดคำกล่าวว่า “ดาบคือหัวใจของนักรบ”
เมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะ (1603–1868) ความสงบสุขกลับคืนมา วิชาดาบที่เคยขัดเกลาเพื่อการเข่นฆ่าจึงพัฒนาไปสู่แนวคิดคัตสึนินเค็น (Katsuninken) หรือ “ดาบที่ให้ชีวิต” ซึ่งมุ่งสร้างตัวตนและพัฒนาความเป็นมนุษย์ในแบบซามูไร นอกจากทักษะแล้ว วิชาดาบยังมีบทบาทเป็นการฝึกจิตใจและขัดเกลาวิถีชีวิตในฐานะซามูไรหรือนักรบอีกด้วย
หลังรัฐบาลโชกุนเอโดะสิ้นสุดลงและเข้าสู่สมัยเมจิ (1868–1912) รัฐบาลใหม่ได้ยกเลิกชนชั้นซามูไร พร้อมห้ามพกดาบเช่นในอดีต ส่งผลให้วิชาดาบค่อยๆ เสื่อมความนิยมลง
อย่างไรก็ตาม ในปี 1877 กิจกรรมของกรมตำรวจนครบาลโตเกียวกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วิชาดาบมีแนวโน้มฟื้นคืนมา และในปี 1912 ได้มีการกำหนดแบบฝึกดาบไดนิปปงเทโคกุเคนโดคาตะ (Dai Nippon Teikoku Kendo Kata) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการใช้คำว่า “เคนโด” แบบฝึกนี้มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดทักษะและจิตวิญญาณแห่งดาบญี่ปุ่นสู่คนรุ่นหลัง พร้อมรวบรวมวิชาดาบที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งยังอธิบายว่าเคนโดคือวิถีแห่งศิลปะการต่อสู้ที่มีพื้นฐานมาจากจิตวิญญาณของนักรบญี่ปุ่น
หลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1945 การฝึกเคนโดถูกจำกัด แต่เมื่อญี่ปุ่นได้รับอธิปไตยกลับคืนมาในปี 1952 เคนโดก็กลับมาแพร่หลายอีกครั้ง ปัจจุบันมีผู้คนหลากหลายช่วงวัยทั่วประเทศตั้งใจฝึกฝนศิลปะแขนงนี้
ความเชื่อมโยงระหว่างเคนโดกับซามูไร
หากย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิด เคนโดเริ่มต้นจากซามูไรที่ต่อสู้ด้วยดาบญี่ปุ่นในช่วงประมาณศตวรรษที่ 12 ในยุคสงครามกลางเมือง นักรบใช้ดาบต่อสู้กับศัตรู แต่เมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะและบ้านเมืองสงบสุข ความหมายของการดำรงอยู่ในฐานะซามูไรก็เริ่มถูกตั้งคำถาม ยิ่งเมื่อสมัยเอโดะสิ้นสุดลง ซามูไรก็ถูกห้ามไม่ให้พกดาบ จึงเกิดแนวคิดคัตสึนินเค็น หรือ “ดาบที่ให้ชีวิต” ซึ่งมองว่าดาบไม่ควรใช้เพื่อเข่นฆ่า แต่เป็นเครื่องมือและแนวทางทางจิตใจสำหรับปกป้องและช่วยเหลือผู้คน แนวคิดนี้นำไปสู่การกำเนิดศิลปะการต่อสู้หลายแขนง เช่น เคนโด อิไอโด นางินาตะ และคิวโด ผู้ฝึกขัดเกลาทักษะเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อฆ่าฟัน แต่เพื่อสืบทอดวิถีชีวิตอันทรงเกียรติของซามูไรและฝึกฝนจิตใจ
อุปกรณ์เคนโด
ดาบไม้ไผ่
อุปกรณ์ที่ใช้ในเคนโดคือดาบไม้ไผ่ซึ่งทำหน้าที่แทนดาบญี่ปุ่น และได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้ฝึกวิชาดาบได้อย่างปลอดภัย ดาบชนิดนี้ประกอบขึ้นจากไม้ไผ่ 4 ซีก ไม้ไผ่แตกต่างจากไม้ทั่วไปตรงที่มีความนุ่มและยืดหยุ่น จึงสามารถใช้ตีคู่ฝึกได้อย่างปลอดภัย
ส่วนประกอบของดาบไม้ไผ่ ได้แก่ ด้ามจับหรือสึกะ กระบังดาบหรือสึบะซึ่งมีอยู่ในดาบญี่ปุ่นเช่นกันและช่วยปกป้องมือที่จับด้าม เชือกรัดกลางสำหรับยึดไม้ไผ่ทั้ง 4 ซีก ปลายดาบที่ช่วยป้องกันไม่ให้ไม้ไผ่หลุดออกมา และเชือกสึรุที่เชื่อมปลายดาบเข้ากับด้ามเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ด้านที่มีเชือกสึรุเปรียบเสมือนสันดาบซึ่งไม่มีคม ส่วนด้านที่ไม่มีเชือกเปรียบเสมือนคมดาบ ดังนั้นเวลาเล่นเคนโดจึงต้องถือให้ด้านที่มีเชือกอยู่ด้านบนเสมอ และใช้ด้านที่ไม่มีเชือกเข้าตี หากตีด้วยด้านที่มีเชือกจะไม่ถือว่าเป็นการโจมตีที่ได้ผล

อุปกรณ์ป้องกัน
อุปกรณ์ป้องกันแรงกระแทกจากการตีมีทั้งหมด 4 ชิ้น
เม็ง: อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ ใบหน้า และลำคอ ส่วนที่ห้อยลงมาจากใต้ตะแกรงหน้าเรียกว่า “สึกิดาเระ”
โด: อุปกรณ์ป้องกันหน้าอกและช่องท้อง ผลิตจากชิ้นส่วนพลาสติกหรือไม้ไผ่
โคเตะ: อุปกรณ์ป้องกันท่อนแขนและข้อมือ
ทาเระ: อุปกรณ์ป้องกันช่วงเอวและร่างกายส่วนล่าง โดยจะระบุชื่อและสังกัดของผู้สวมใส่

ชุดฝึกและฮากามะ
ชุดที่สวมในการฝึกและการแข่งขันประกอบด้วยชุดฝึกกับกางเกงฮากามะ สำหรับการแข่งขันมักสวมชุดผ้าฝ้ายย้อมครามที่ดูหนักแน่นสง่างาม ส่วนการฝึกทั่วไปนิยมใช้ผ้าแบบชุดกีฬา ซึ่งมีน้ำหนักเบา เคลื่อนไหวสะดวก และซักด้วยเครื่องซักผ้าได้

ท่าเคนโดและการได้แต้มอิปปง
ในเคนโด การโจมตีที่ได้ผลและได้รับแต้มเรียกว่า “อิปปง” ท่าพื้นฐานสำหรับทำแต้มมี 4 แบบ ได้แก่ เม็งซึ่งตีศีรษะ โคเตะซึ่งตีข้อมือ โดซึ่งตีลำตัว และสึกิซึ่งแทงบริเวณลำคอ การใช้ดาบไม้ไผ่สัมผัสร่างกายของอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียวไม่ถือว่าได้อิปปง แต่ต้องโจมตีตรงหนึ่งใน 4 จุดนี้เท่านั้น
ก่อนเข้าตี ผู้ฝึกจะเปล่งเสียง “ย่า!” ดังๆ เพื่อแสดงพลังใจ และขณะโจมตีต้องตะโกนชื่อจุดที่เข้าตีด้วยเสียงดังเสมอ
แม้จะตีโดนตำแหน่งเป้าหมายก็อาจไม่ได้อิปปง เพราะนอกจากต้องตีถูกจุดแล้ว ยังต้องให้แนวคมดาบไม้ไผ่ถูกต้อง มีท่าทางเหมาะสม เปล่งเสียงอย่างเปี่ยมพลัง และรักษาความพร้อมเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ต่อไปโดยไม่ประมาทหลังโจมตี ซึ่งเรียกว่า “ซันชิน” เมื่อการโจมตีเป็นไปตามเงื่อนไขต่างๆ จึงจะได้รับการยอมรับว่าเป็นอิปปง กระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การมองหาช่องว่างของคู่ต่อสู้ โจมตีอย่างแม่นยำ ไปจนถึงไม่ลดความระมัดระวังหลังตีสำเร็จ ล้วนสะท้อนจิตวิญญาณที่เคนโดให้ความสำคัญ
การแข่งขันเคนโด
โดยทั่วไป การแข่งขันจะเป็นการเผชิญหน้ากันแบบตัวต่อตัวระหว่างผู้แข่งขัน 2 คน ต่างฝ่ายต่างออกท่าเพื่อชิงชัย การแข่งขันใช้ระบบชิง 2 ใน 3 แต้ม ผู้ที่ได้ 2 แต้มก่อนเป็นฝ่ายชนะ กรรมการจะเป็นผู้ตัดสินว่าท่าที่ออกไปเป็นการโจมตีที่ได้ผลหรือไม่ หากได้แต้มจากการตีเม็งจะประกาศว่า “เม็งอาริ!” หากได้แต้มจากโคเตะจะประกาศว่า “โคเตะอาริ!” และหากได้แต้มจากโดจะประกาศว่า “โดอาริ!” คำตัดสินของกรรมการถือเป็นเด็ดขาด การประท้วงถือว่าขัดต่อจิตวิญญาณซามูไรและไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะอาจถูกตัดสินว่าทำผิดกติกาหรือถูกให้ออกจากการแข่งขัน แม้อยู่ในการแข่งขันที่อารมณ์พลุ่งพล่าน ผู้แข่งขันก็ต้องควบคุมตนเองและไม่ลืมแสดงความเคารพต่อคู่ต่อสู้และกรรมการ
ให้ความสำคัญกับการแสดงความเคารพ
เริ่มต้นด้วยการคำนับและจบลงด้วยการคำนับ ไม่ว่าจะฝึกหรือแข่งขัน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการแสดงความเคารพ ผู้ฝึกจะคำนับเพื่อแสดงความเคารพต่ออาจารย์ เพื่อนร่วมฝึก คู่แข่งขัน กรรมการ ตลอดจนสถานที่และอุปกรณ์ที่ทำให้สามารถฝึกหรือแข่งขันได้ เคนโดช่วยให้เราขัดเกลาทักษะและฝึกฝนตนเองได้เพราะมีคู่ฝึกและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และเพราะเคนโดไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเอาชนะคู่ต่อสู้ การคำนับจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งยังช่วยปรับสภาพจิตใจและฝึกให้เรามีวินัยในตนเอง
มาลองสัมผัสประสบการณ์เคนโดกัน!
ที่โอซาก้ามีสถานที่ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทั้งพื้นฐานเคนโด วัฒนธรรม และจิตวิญญาณที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญ นั่นคือ Samurai Training Experience KENDO in Osaka ที่นี่คุณจะได้ฝึกเคนโดอย่างจริงจังกับโทชิฮิโกะ ฟูนาบิกิ (Toshihiko Funabiki) ผู้ฝึกเคนโดมาตั้งแต่อายุ 5 ปี มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี เคยคว้าแชมป์จากการแข่งขันหลายรายการ และปัจจุบันยังคงสอนเคนโดให้เด็กๆ ที่โรงฝึกในท้องถิ่น นอกจากจะได้สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านการฝึกแล้ว กิจกรรมทั้งหมดยังดำเนินเป็นภาษาอังกฤษ จึงเป็นประสบการณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ควรจองล่วงหน้าก่อนเดินทางไป

Samurai Training Experience KENDO in Osaka
- ที่อยู่
- 1-18-2 ฮนโจฮิงาชิ เขตคิตะ เมืองโอซาก้า จังหวัดโอซาก้า
- ช่วงเวลาจัดกิจกรรม
- วันจันทร์–วันศุกร์ รอบ 10:00–12:00 และ 14:00–16:00
- ค่ากิจกรรม
-
ผู้ใหญ่ อายุ 16–75 ปี 19,800 เยน
เด็ก อายุ 5–15 ปี 16,500 เยน
เด็กต้องมีผู้ใหญ่อย่างน้อย 1 คนร่วมกิจกรรมด้วย - เว็บไซต์ทางการ
- เว็บไซต์ทางการ (ภาษาญี่ปุ่น)
ถ่ายภาพเป็นซามูไรพร้อมอุปกรณ์ประกอบฉาก
หลังเปลี่ยนเป็นชุดฝึกและฮากามะที่ยืมมา ก่อนเริ่มฝึกจะมีการถ่ายภาพที่ระลึกในลุคซามูไรซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับเคนโด ลองเลือกถือร่มญี่ปุ่น สวมหมวกสาน หรือถือดาบ แล้วโพสท่าในแบบที่ชอบ



ยืดเหยียดร่างกาย
จากนั้นจึงยืดเหยียดร่างกายเพื่ออบอุ่นร่างกาย ซึ่งเป็นขั้นตอนเตรียมพร้อมที่สำคัญก่อนฝึกเคนโด เพราะต้องยกดาบไม้ไผ่ขึ้นสูงและเหวี่ยงลง รวมถึงใช้กล้ามเนื้อขาในการก้าวเท้าไปข้างหน้าครั้งใหญ่ จึงควรยืดกล้ามเนื้อให้ทั่วถึงเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่ไม่คาดคิด
ประวัติศาสตร์เคนโดและซามูไร
เมื่อยืดเหยียดเสร็จแล้ว ผู้สอนจะอธิบายประวัติศาสตร์ของเคนโดและซามูไร เราได้เรียนรู้ว่าเคนโดมีจุดเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ระหว่างดาบญี่ปุ่นกับซามูไรในช่วงประมาณศตวรรษที่ 12 และเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ยุคสงบสุข เคนโดก็ถือกำเนิดขึ้นในฐานะการฝึกจิตใจเพื่อพัฒนาตนเอง ไม่ใช่ทักษะสำหรับฟันผู้อื่น การได้รู้ประวัติศาสตร์ก่อนลงมือฝึกช่วยให้เข้าใจสิ่งที่เรียนรู้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หากมีข้อสงสัยก็ถามผู้สอนได้เต็มที่!

มารยาทและการทำสมาธิ
ผู้สอนจะเริ่มจากวิธีนั่งและยืนของซามูไร ก่อนอธิบายมารยาทในการคำนับ เนื่องจากซามูไรเหน็บดาบไว้ทางซ้าย เวลานั่งจึงวางเข่าซ้ายลงพื้นก่อน หากวางเข่าขวาก่อน ขาซ้ายของตนเองจะกีดขวางตอนชักดาบ ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่รวดเร็ว นอกจากนี้ เรายังได้เรียนรู้ว่าซามูไรจะก้มศีรษะทำมุม 15 องศาขณะคำนับ
พร้อมกับการคำนับ ยังมีการทำสมาธิด้วย โดยนั่งท่าเซซะ วางมือบริเวณใต้สะดือ ให้มือขวาอยู่ด้านล่างและวางมือซ้ายซ้อนด้านบนเป็นรูปวงกลม ในพุทธศาสนาและศิลปะการต่อสู้มีแนวคิดว่ามือขวาแทน “อารมณ์” และมือซ้ายแทน “เหตุผล” จึงวางมือขวาไว้ด้านล่างและมือซ้ายไว้ด้านบน เพื่อใช้เหตุผลควบคุมอารมณ์ เมื่อจัดท่าทางเรียบร้อยแล้วให้หลับตาและทำสมาธิ เพื่อระลึกขอบคุณที่มีคู่ฝึกจึงสามารถฝึกเคนโดได้ รวมถึงรวบรวมสมาธิและปรับสภาพจิตใจให้พร้อม


คำอธิบายอุปกรณ์ป้องกันและดาบไม้ไผ่
จากนั้นเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกเคนโด เราได้เรียนรู้ว่าดาบไม้ไผ่ประกอบขึ้นจากไม้ไผ่ 4 ซีก ต้องใช้ส่วนใดของดาบเข้าตี และตำแหน่งเป้าหมายที่มีอุปกรณ์ป้องกันอยู่มีทั้งหมด 4 จุด ได้แก่ ศีรษะและลำคอบริเวณเม็ง มือขวาบริเวณโคเตะ และช่องท้องบริเวณโด
ฝึกฟันลมด้วยดาบไม้ไผ่
ในที่สุดก็ถึงช่วงที่หลายคนรอคอย นั่นคือการฝึกอย่างจริงจัง ขั้นแรกเป็นการฝึกฟันลมด้วยดาบไม้ไผ่ โดยผู้สอนจะอธิบายวิธีจับดาบและท่าตั้งดาบ

ท่าตั้งดาบมี 3 รูปแบบ ได้แก่ โจดัน ชูดัน และการใช้ดาบคู่ ในบรรดาทั้งหมด ท่าชูดันซึ่งยืนโดยวางมือขวาและเท้าขวาไว้ด้านหน้าเป็นรูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุด
เริ่มจากถือดาบไม้ไผ่ด้วยมือซ้าย จากนั้นใช้มือขวาพลิกดาบมาตั้งไว้ด้านหน้า โดยให้เชือกสึรุหันขึ้นด้านบน และวางปลายดาบให้อยู่ในแนวต่อจากหน้าผาก เมื่อคุ้นเคยแล้วจะรู้สึกไม่ยาก แต่ในช่วงแรก การใช้มือปรับให้เชือกหันขึ้นด้านบนอาจยากกว่าที่คิด ต้องฝึกซ้ำจนสามารถตั้งดาบได้อย่างสง่างาม
เมื่อฝึกท่าตั้งดาบเสร็จแล้วจึงเริ่มฝึกฟันลม สิ่งสำคัญคือยกดาบขึ้นด้วยมือทั้งสองจนถึงด้านหลังศีรษะโดยรักษาแนวดาบให้ตรง จากนั้นเหยียดแขนทั้งสองแล้วเหวี่ยงดาบลงอย่างรวดเร็ว ส่วนการเคลื่อนไหวเท้า เมื่อยกดาบขึ้นให้เลื่อนเท้าขวาไปข้างหน้า 1 ก้าวด้วยการสไลด์เท้า และขณะเหวี่ยงดาบลงให้เลื่อนเท้าซ้ายตามเข้ามา


ฝึกการเคลื่อนเท้า
การเคลื่อนเท้าเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญ พื้นฐานคือการสไลด์เท้าโดยไม่ยกให้ห่างจากพื้นมากเกินไป มีการฝึกเคลื่อนที่ด้วยการสไลด์เท้าซ้ำๆ และหากไม่ตั้งใจควบคุมให้ดี ท่าทางอาจดูเหมือนกำลังกระโดดสลับเท้า สำหรับเราแล้ว การเคลื่อนเท้าคือส่วนที่ยากที่สุดในการฝึกครั้งนี้ ในเคนโด การพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว 1 ก้าวเพื่อเข้าตีคู่ต่อสู้มีความสำคัญมาก จึงควรฝึกการเคลื่อนเท้าให้เต็มที่
สวมอุปกรณ์ป้องกันและฝึกวิธีตีพื้นฐาน
หลังฝึกฟันลมและการเคลื่อนเท้าจนเข้าใจการเคลื่อนไหวพื้นฐานแล้ว จะสวมอุปกรณ์ป้องกันและฝึกวิธีตีเบื้องต้น 4 แบบ ได้แก่ เม็ง โคเตะ โด และโคเตะเม็ง
เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ฝึก ขั้นแรกให้เปล่งเสียง “ย่า!” ดังออกมาจากท้องเพื่อแสดงพลังใจ จากนั้นตะโกนชื่อจุดที่จะตี เช่น “เม็ง!” “โคเตะ!” “โด!” หรือ “โคเตะ เม็ง!” แล้วตีตำแหน่งที่ตะโกนพร้อมวิ่งผ่านคู่ฝึก หลังเข้าตีแล้วอย่าหยุด ให้เคลื่อนผ่านไปก่อนหันกลับมาเผชิญหน้าอีกครั้ง ขั้นตอนนี้เรียกว่า “ซันชิน” แม้จะโจมตีสำเร็จแล้วก็ห้ามลดความระมัดระวัง เพราะต้องเตรียมพร้อมรับการโต้กลับจากอีกฝ่ายอยู่เสมอ
เม็งเล็งไปที่กลางกระหม่อม โคเตะเล็งมือขวา โดเล็งช่องท้องด้านขวา ส่วนโคเตะเม็งจะตีมือขวาก่อนแล้วจึงตีกลางกระหม่อม ในช่วงแรกอาจกังวลว่าจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บจนไม่กล้าตีเต็มที่ แต่เนื่องจากคู่ฝึกสวมอุปกรณ์ป้องกันจึงไม่รู้สึกเจ็บ ไม่จำเป็นต้องกลัวมากเกินไปและสามารถตีได้อย่างเต็มที่ ลองตีให้ดาบไม้ไผ่เกิดเสียง “ปั้ก!” ที่ชัดเจน เมื่อได้ยินเสียงดีก็รู้สึกสะใจไม่น้อย

ฝึกท่าเทคนิค
เมื่อฝึกวิธีตีพื้นฐานเสร็จแล้ว จะเข้าสู่การฝึกท่าเทคนิค โดยเรียนประมาณ 5–7 ท่า เช่น ไอเม็ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายตีเม็งพร้อมกัน และโคเตะซูริอาเกะเม็ง ซึ่งปัดดาบไม้ไผ่ของคู่ต่อสู้ขึ้นด้านบนเมื่ออีกฝ่ายตีโคเตะ แล้วต่อด้วยการตีเม็งทันที ขั้นตอนนี้มีความใกล้เคียงการใช้งานจริงมากกว่าการตีพื้นฐาน จึงยากขึ้นอีกระดับ แต่เมื่อฝึกจนทำได้ จะรู้สึกว่าควบคุมดาบไม้ไผ่ได้คล่องแคล่วขึ้น หลังจากนี้จะมีการแข่งขัน จึงควรฝึกให้ร่างกายจดจำท่าต่างๆ ไว้ให้ดี
เรียนรู้กติกา แล้วแข่งขันหรือฝึกต่อสู้
ช่วงฝึกซ้อมสิ้นสุดลงแล้ว จากนี้จะเป็นการแข่งขันกับเพื่อนหรือครอบครัวที่มาร่วมกิจกรรมด้วยกัน หรือฝึกต่อสู้กับอาจารย์
เริ่มจากคำอธิบายเกี่ยวกับการแข่งขัน สนามแข่งขันมีขนาด 9 ม. × 9 ม. หรือ 11 ม. × 11 ม.
ผู้แข่งขันก้าวจากด้านนอกเข้าไปในสนาม 1 ก้าว ยืนเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้และคำนับโดยก้มศีรษะ 15 องศา พร้อมสบตาอีกฝ่ายตลอดเวลา เหตุผลที่ก้มเพียง 15 องศา เพราะต้องเตรียมพร้อมต่อสู้กับคู่แข่งที่กำลังจะประดาบกันอยู่เสมอ หากก้มลึกและละสายตา อาจถูกโจมตีในช่วงเวลานั้นได้ ขั้นตอนนี้เผยให้เห็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างเคนโดกับซามูไร
จากนั้นยกดาบไม้ไผ่ที่ถือด้วยมือซ้ายขึ้นมาบริเวณเอว ก้าวไปข้างหน้า 3 ก้าวโดยเริ่มจากเท้าขวา แล้วเข้าสู่ท่าซงเคียวพร้อมตั้งดาบ ซงเคียวคือท่าที่รักษาลำตัวส่วนบนให้ตรง ยืนบนปลายเท้า แยกเข่าทั้งสองออก และลดสะโพกลง การลดตัวให้อยู่ในระดับต่ำเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่อดีตเพื่อแสดงความเคารพต่อคู่ต่อสู้ และสะท้อนจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน ท่านี้รักษาสมดุลค่อนข้างยาก แต่ควรลดสะโพกลงให้มั่นคง
เมื่อกรรมการให้สัญญาณว่า “เริ่ม” ผู้แข่งขันจะลุกขึ้นและเริ่มการแข่งขัน ผู้ที่ได้ 2 แต้มก่อนเป็นฝ่ายชนะ เมื่อรู้ผลแล้วให้กลับไปยังตำแหน่งซงเคียวตอนเริ่มการแข่งขัน และเข้าสู่ท่าซงเคียวพร้อมตั้งดาบอีกครั้ง จากนั้นเก็บดาบ ลุกขึ้น ถอยหลัง แล้วเมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้จึงก้มศีรษะ 15 องศาเพื่อคำนับ ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนการแข่งขันตั้งแต่ต้นจนจบ
เริ่มต้นด้วยการคำนับและจบลงด้วยการคำนับ เคนโดเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ปฏิบัติด้วยความเคารพต่อคู่ต่อสู้ ดังนั้น แม้ทำแต้มได้ก็ห้ามแสดงความดีใจหรือชูกำปั้น หากทำเช่นนั้น แต้มอาจถูกยกเลิก ถูกตัดสินว่าทำผิดกติกา หรืออาจถูกให้ออกจากการแข่งขัน แน่นอนว่าการแสดงท่าทีก้าวร้าว เช่น ฟาดดาบไม้ไผ่ลงพื้น ก็ถือว่าผิดมารยาทและผิดกติกาเช่นกัน
นอกจากนี้ หากทำดาบไม้ไผ่หลุดมือระหว่างการแข่งขัน การแข่งขันจะสิ้นสุดลง ณ จุดนั้น และการออกนอกสนามก็ถือเป็นการทำผิดกติกา
การตีโดนเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะได้อิปปง ผู้สอนอธิบายว่าต้องคำนึงถึง “ความเป็นหนึ่งเดียวของพลังใจ ดาบ และร่างกาย” โดยโจมตีอย่างแม่นยำด้วยพลังใจ พร้อมก้าวกระแทกอย่างหนักแน่น จึงจะถือว่าได้อิปปง
เมื่อลองแข่งขันจริง เราจะจดจ่อกับการออกท่าจนรู้สึกว่าการแข่งขันจบลงในพริบตา หากออกท่าไม่สำเร็จสักทีอาจเริ่มรู้สึกท้อ แต่ความประมาทเพียงชั่วขณะอาจเปิดช่องให้อีกฝ่ายทำแต้มอิปปงได้ จึงต้องมีสมาธิอยู่เสมอและเผชิญหน้าด้วยความมุ่งมั่นที่จะโจมตีคู่ต่อสู้ อย่าหวั่นไหวและบุกเข้าไปอย่างกล้าหาญ ที่สำคัญ อย่าลืมตะโกน “ย่า!” ดังๆ และขานชื่อจุดที่จะตี เมื่อดาบไม้ไผ่กระทบเป้าหมายพร้อมเสียงดังชัดเจนและทำแต้มได้ ก็รู้สึกถึงความสำเร็จอย่างมาก

การคำนับและทำสมาธิ
เมื่อการฝึกทั้งหมดสิ้นสุดลง จะคำนับและทำสมาธิอีกครั้ง เพื่อแสดงความขอบคุณที่ได้ฝึกเคนโด รวมถึงขอบคุณคู่ต่อสู้ที่ร่วมแข่งขันด้วยกัน
ความรู้สึกหลังจบกิจกรรม
การฝึกเต็มอิ่มนาน 2 ชั่วโมงมีเนื้อหาครบถ้วน และแม้เป็นมือใหม่ก็สามารถสนุกกับกิจกรรมได้ เนื่องจากการฝึกทั้งหมดสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ จึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมประสบการณ์นี้ถึงได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นอกจากจะได้ขยับร่างกายและฝึกอย่างจริงจังแล้ว ยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เคนโดและทำความเข้าใจจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นอย่างละเอียด จึงเป็นกิจกรรมที่สร้างความพึงพอใจได้สูง ผู้สอนอธิบายและให้คำแนะนำอย่างใส่ใจ ทำให้ทั้งมือใหม่และครอบครัวที่พาเด็กมาด้วยเข้าร่วมได้อย่างสบายใจ
บทสรุป
จากบทความนี้ น่าจะช่วยให้เข้าใจว่าการเรียนเคนโดไม่ได้หมายถึงการเรียนรู้ทักษะการใช้ดาบเพียงอย่างเดียว เคนโดไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย เพราะพื้นฐานของศิลปะแขนงนี้คือจิตวิญญาณและแนวคิดของนักรบ นี่คือความลุ่มลึกของเคนโดและเป็นวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น
เริ่มต้นและจบลงด้วยการคำนับ หันกลับมาเผชิญหน้ากับตนเอง เคารพคู่ต่อสู้ และฝึกฝนจิตใจไปพร้อมกับขัดเกลาทักษะ แนวคิดเหล่านี้ได้รับการสืบทอดมาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของเคนโด และเป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญในฐานะ “วิถี” และวัฒนธรรมที่ช่วยให้ผู้คนเติบโต เมื่อมาเยือนญี่ปุ่น ลองจับดาบไม้ไผ่และหันกลับมาเผชิญหน้ากับตัวเองดูสักครั้ง การได้ขยับร่างกายและลงมือฝึกด้วยตนเองจะช่วยให้สัมผัสจิตวิญญาณที่เคนโดให้ความสำคัญได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ผู้เขียน
ผู้ประกาศอิสระ
Sayaka Motomura
นำเสนอเนื้อหาโดยเน้นวัฒนธรรมดั้งเดิม ศิลปะการแสดง และประวัติศาสตร์
